บทที่ 5
เข้าใจผิด
Jin’spart
“หา?มาถึงประเทศไทยแล้ว เฮ้ย! แล้วทำไมพวกนายไม่บอกฉัน! ฉันจะได้ไปรับ!”
‘Sorry!Sorry! แหม ก็พวก I อยาก Surprise ให้ You ใเล่นนี่นา ดูเหมือนจะได้ผลเกินคาดนะ’
“โหYou idiot! มันได้ผลเกินไปด้วยซ้ำ ฉันใแทบตายแน่ะฉันเดาเลยว่านี่ไม่ใช่ความคิดมะลิแน่ๆ ความคิดแกใช่ไหม? อัล”
‘Why did you ต้องโทษ I ตลอดเลยอ่ะจิน You ใจร้ายกับ I มากๆ’
“ไอ้คนที่มีความคิดแผลงๆแบบนี้ก็มีแต่แกเท่านั้นแหละ อัลเอ๋ย เอาเถอะ แล้วตอนนี้พวกแกอยู่ที่ไหนล่ะ?”
‘ตอนนี้พวก I อยู่ใน Café ที่พวกI Search หาจาก Google แล้วให้ Taxi พามา เดี๋ยว I ส่ง Location ไปให้’
“เออแล้วแกก็เลิกพูดไทยคำอังกฤษคำได้ละ แกพูดภาษาไทยได้เหอะอย่ามาทำแอ๊บพูดไทยไม่คล่อง”
‘นายอ่ะชอบขัดฉันเรื่อยเลย จิน ใจร้ายจริงๆ เดี๋ยวไม่รักหรอก’
“โหทำอย่างกับว่าฉันอยากให้แกรักงั้นอ่ะ ไม่เอาโว้ย ขนลุก แล้วมะลิว่าไงบ้างล่ะ?”
‘Hey,Marilyn. OK. OK. มะลิบอกว่าคิดถึงอยากเจอนายอ่ะฉันเองก็ด้วย อยากเจอนายมาก แล้วเจอกันนะ จิน’
“เออเจอกัน” พูดจบสายก็ถูกตัดไปพร้อมกับข้อความจากเมสเซนเจอร์ที่เด้งขึ้นมาผมเลยรีบกดเข้าไปดูโลเคชั่นที่ถูกส่งมาแล้วผมก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าคาเฟ่ที่ว่าตั้งอยู่ที่ไหน
ก่อนอื่นต้องเท้าความก่อนว่าในตอนที่ผมไปเรียนต่อHigh Schoolที่อเมริกาเป็เวลาสามปีนั้นผมมีเพื่อนสนิทอยู่สองคนนั่นก็คืออัลเฟรด มิลเลอร์(ชื่อเล่นอัล) และมาริลิน ไวท์ (ชื่อเล่นมะลิ)ซึ่งสาเหตุที่ทั้งสองสนิทกับผมนั่นก็เป็เพราะว่าทั้งสองมีความสนใจในประเทศไทยอยู่แล้วเป็ทุนเดิมบวกกับมีผมที่เป็คนไทยไปเรียนที่นั่นพอดี พวกเราสามคนจึงสนิทกันได้ไม่ยากพวกเราสนิทกันเหมือนพี่น้องที่คลานตามกันมาจากท้องแม่เลยด้วยซ้ำ
ทีนี้ด้วยความที่ผมตั้งใจจะกลับมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทยอยู่แล้วประจวบเหมาะกับที่ทั้งสองคนเองก็ชอบและอยากจะลองมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ผมก็เลยเสนอให้พวกเขามาเรียนที่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองก็ยินดีเป็อย่างยิ่ง แต่เนื่องด้วยเหตุจำเป็หลายๆ อย่าง(อยากเจอไอริน)ผมเลยบินกลับมาที่ประเทศไทยก่อนโดยที่ทั้งสองคนบอกว่าจะบินตามผมมาทีหลัง
และไอ้อัลเฟรดเพื่อนตัวดีที่มีนิสัยขี้แกล้งเป็ที่สุดดันไม่บอกผมว่าจะบินมาถึงประเทศไทยวันนี้แต่ดันโทรมาเซอร์ไพร์สบอกว่ามาถึงประเทศไทยแล้วโดยไม่มีการแจ้งเตือนใดๆผมที่กำลังจะไปหาไอรินเลยต้องรีบเปลี่ยนแผนทันควันแต่น่าตลกที่คาเฟ่ที่พวกนั้นส่งโลเคชั่นมาดันเป็คาเฟ่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนของไอรินซะงั้น
“เอาเถอะถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเดี๋ยวไปรับอัลกับมะลิก่อนแล้วค่อยไปหาไอรินก็ได้”
ผมพูดพลางหัวเราะหึแล้วขับรถสปอร์ตคันหรูที่แม่ซื้อให้เป็ของขวัญที่เรียนจบจากไฮสคูลที่อเมริกาออกจากบ้านไปโชคดีที่ทั้งสองคนโทรมาใน่เวลาบ่ายแก่ๆ ยังไม่ถึง่เย็นรถเลยยังไม่ติดมากผมใช้เวลาขับรถอยู่ไม่นานก็มาถึงคาเฟ่ดังกล่าว ผมเลยรีบขับรถเข้าไปจอดในช่องว่างตรงลานจอดรถและเดินเข้าไปในร้าน
“Hey,Jin!”
ทันทีที่ผมเดินเข้าไปในร้านเสียงเรียกก็ดังขึ้นจากที่นั่งข้างหน้าต่างผมเลยรีบหันไปมอง พอเห็นว่าเป็ฝรั่งผมทองสองคนนั่งด้วยกันผมก็เลยรีบเดินไปนั่งร่วมโต๊ะด้วยทันที
อัลเฟรดเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงที่มีส่วนสูงถึง 187 เิเเลยทีเดียวผมว่าผมสูงแล้วนะ แต่หมอนี่สูงกว่าผมอีก เส้นผมสีทองเรียบๆถูกตัดสั้นๆเข้ากันกับใบหน้า เปิดให้เห็นดวงตาสีน้ำเงินแฝงแววทะเล้นแบบเด็กๆ บนหน้ามีกระนิดหน่อยแต่ก็ดูเข้ากับใบหน้าของเขาไม่ได้ทำให้ดูดีน้อยลงเลย
ส่วนมาริลินนั้นเรียกได้ว่าคนละแบบกับอัลเฟรดเพราะมาริลินเป็หญิงสาวที่ค่อนข้างตัวเล็กแต่ก็มีใบหน้าที่สวย เธอสูงราวๆ 159เิเ เส้นผมสีทองยาวหยักศกตรงปลาย สวมแว่นสายตากลมโตแต่ก็ไม่สามารถปิดบังดวงตาสวยสีฟ้าเข้มของเธอได้ยิ่งบวกกับริมฝีปากสีชมพูก็ยิ่งดูเป็น้องเล็กที่น่าเอ็นดูสำหรับผมและอัลเฟรด
“Hi,Alfred. Hi, Marilyn. Long time nosee. (ไง อัลเฟรด ไง มาริลิน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ)”ผมรีบเอ่ยทักทายสองคนนั้น และทั้งสองคนก็เอ่ยตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม
“Hi,Jin. Long time no see! (ไง จิน ไม่ได้เจอกันนานเลย!)” มาริลินเอ่ยทักทายผมด้วยรอยยิ้ม
“Yeah,Long time no see! Hey, Jin. I miss you so much. Can I hug you? (ใช่ไม่ได้เจอกันนานเลย เฮ้ย จิน ฉันคิดถึงนายมากเลย ขอกอดหน่อยดิ)” อัลเฟรดเองก็พูดกับผมด้วยรอยยิ้มติดจะขี้แกล้งสมเป็เ้าตัวแถมทำท่าจะเข้ามากอดผมที่นั่งอยู่ข้างๆ จนผมต้องเอามือยันหน้าผากมันเอาไว้
“No way,Alfred! Listen to me carefully. No!!!(ไม่มีทาง อัลเฟรด! ฟังปากฉันนะ ไม่โว้ย!!!)”
“Haha,I’m just kidding. (ฮ่าๆ ฉันแค่ล้อเล่นเอง)”อัลเฟรดพูดแล้วก็หัวเราะร่าจนผมได้แต่ถอนหายใจและส่ายหน้ากับความขี้แกล้งของมันก่อนที่ผมจะถามทั้งสองคนต่อแต่เปลี่ยนจากประโยคสนทนาภาษาอังกฤษมาเป็ภาษาบ้านเกิดของผมแทน
“แล้วเป็ไงบ้าง?ประเทศไทยร้อนหรือเปล่า? ต่อจากนี้ต้องพูดภาษาไทยเป็หลักแล้วนะ โอเคใช่ไหม?”
“ไม่มีปัญหา!No problem!” อัลตอบด้วยรอยยิ้มมั่นใจ แหงล่ะก็หมอนี่มันเก่งภาษาไทยขนาดพูดกวนบาทาผมฉอดๆ ยังได้เลยนี่นา พูดตรงๆผมไม่ได้ห่วงไอ้หมอนี่หรอก ผมห่วงมะลิมากกว่าเพราะเธอเป็หมือนน้องเล็กของกลุ่มเราและเธอเองก็ใช่ว่าจะพูดภาษาไทยคล่องเหมือนอัล
“ไม่เป็ไรฉันว่าฉันโอเค” มะลิตอบด้วยรอยยิ้มมั่นใจ
“เธอแน่ใจนะ?”ผมขมวดคิ้วถามเธออีกครั้งอย่างไม่มั่นใจ
“แน่เสียยิ่งกว่าแน่อีกรู้ไหมว่าก่อนจะมาที่นี่ฉันฝึกพิเศษมาด้วยนะ”เธอพยักหน้าตอบแถมยังเอามือทุบอกตัวเองเบาๆ เป็การบ่งบอกถึงความมั่นใจ
“ฝึกพิเศษ?ฝึกอะไร?” ผมหันไปถามด้วยความสงสัย ขณะที่อัลก็หลุดยิ้มออกมาพลางไขข้อสงสัยให้กับผม
“เดี๋ยวไขข้อข้องใจให้แม่นี่นั่งฟังเพลงของวง Devil น่ะสิ วงร็อคของไทยที่ดังะเิใน่นี้น่ะจุดเด่นก็คือสมาชิกในวงทุกคนที่ต้องใส่หน้ากากปิดบังตัวตนไม่ให้ใครรู้ตัวจริงเหมือนมะลิจะติดวงนี้มากด้วยนะ” อัลว่าแล้วก็ยื่นมือถือที่ยูทูปซึ่งกำลังเล่น MVเพลงของวง Devil ให้ผมดู
“เฮ้อย่าแฉฉันสิ” มะลิร้องโวยวายออกมาทันทีที่อัลแฉเธอเสียหมดเปลือก
“โฮ่อันที่จริงการฟังเพลงมันไม่ได้ช่วยให้เธอพูดไทยเก่งขึ้นหรอกนะ แต่เอาเถอะว่าแต่มะลิชอบคนไหนล่ะ? นักร้อง มือกีต้าร์ มือเบส หรือมือกลอง?”ผมถามเหมือนพี่ชายที่ซักไซ้ประวัติคนรักจากน้องสาวทันทีอย่างที่บอกว่าผมกับอัลมองมะลิเป็เหมือนกับน้องเล็กถึงแม้เราสามคนจะมีอายุเท่ากันก็ตามทีเถอะ
“นักร้องนำชื่อว่านอร์คข้อมูลมีแค่นั้นแหละ”อัลยื่นหูฟังมาให้ผมผมเลยรับหูฟังมาลองฟังเพลงดูขณะที่ในใจก็คิดว่าคนอะไรชื่อนอร์ค ชื่อประหลาดชะมัด
โอ๊ะแต่ว่าร้องเพราะอยู่เหมือนกันแฮะ บอกว่าเป็วงร็อคนึกว่าจะเถื่อนๆ กว่านี้แต่เสียงนักร้องนำนุ่มกว่าที่คิดแฮะ ไม่แปลกเลยที่ยัยมะลิจะชอบ ว่าแต่ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าเสียงนักร้องนำมันคุ้นๆหูยังไงไม่รู้ เหมือนเพิ่งได้ยินเสียงแบบนี้มาเมื่อไม่นานมานี้ เออแต่ว่าช่างมันเถอะ ฟังเพลงไปแล้วกัน
“เอาเป็ว่านั่งฟังไปแล้วกันเดี๋ยวฉันไปเข้าห้องน้ำก่อน” อัลพูดพลางตบบ่าผมก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำที่หลังร้านขณะที่มะลิก็ยื่นมือมาหาผมเหมือนจะขอหูฟังอีกข้าง ท่าทางจะชอบวงนี้มากจริงๆ
“เฮ้จิน Let me listen too! (ขอฉันฟังด้วยสิ!)”
“โอเคเอ้า”
ผมว่าแล้วก็ยื่นหูฟังอีกข้างไปให้มะลิขณะที่ตัวเองก็กำลังนั่งฟังเพลงใน MV อย่างเพลินๆโดยเสียบหูฟังกับมะลิคนละข้างโดยไม่ได้นึกว่ามันทำให้คนที่เห็นเข้าใจผิดได้และคนที่ผมไม่อยากให้มาเห็นมากที่สุดก็ดันเดินผ่านกระจกหน้าคาเฟ่พร้อมกับเพื่อนของเธอพอดีแถมยังเป็จังหวะที่เธอมองเข้ามาในร้านและเห็นผมกำลังเสียบหูฟังอยู่กับมะลิอีกต่างหาก
เฮ้ย! ไอริน! เธอมาที่นี่ได้ไง!? ( O [ ] O !)
ไม่สิ นี่มันคาเฟ่ที่อยู่ใกล้กับโรงเรียนของไอรินไม่ใช่เหรอ!? งั้นการที่เธอจะมาดื่มอะไรที่คาเฟ่นี้มันก็ไม่แปลกนี่หว่า! Holy Sh*t! นี่เธอจะเข้าใจผิดไหมวะเนี่ย!?
ไอรินที่เห็นผมกำลังนั่งฟังเพลงอยู่กับมะลิชะงักไปเธอหันไปพูดคุยอะไรสักอย่างกับเพื่อนของเธอแล้วเธอก็หันหลังเดินจากไปผมที่เห็นแบบนั้นรีบโยนหูฟังข้างที่เสียบอยู่ทิ้งและกระชากตัวลุกขึ้นจนมะลิต้องหันมามองผมอย่างงุนงงผมรีบยกมือไหว้ขอโทษเธอพร้อมกับอธิบายให้เธอฟังอย่างเร่งรีบก่อนจะรีบพุ่งออกนอกร้านไปทันที
“โทษทีพอดีมีธุระนิดหน่อย เดี๋ยวกลับมานะ”
“Jin?What happen!? (จิน? เกิดอะไรขึ้น!?)”
เสียงของมะลิดังไล่หลังมาแต่ผมไม่มีเวลาสนใจหรอกนะผมต้องรีบตามไอรินไปไม่งั้นถูกเข้าใจผิดแน่ผมไม่มั่นใจว่าอัลเฟรดกับมาริลินมีแผนจะไปเที่ยวไหนบ้างหลังจากที่มาถึงประเทศไทยแต่ผมมั่นใจมากว่าหลังจากนี้ผมจะต้องพาทั้งสองคนไปทำบุญล้างซวยด้วยกันที่วัดแน่ๆ
ปัดโธ่ซวยจังเลยโว้ย!!!
Airin’spart
ตึกๆๆๆ!
เื่มันเริ่มจากการที่เดียร์กับเมสเสจชวนฉันไปหาอะไรดื่มและนั่งคุยกันที่คาเฟ่ใกล้ๆใน่หลังเลิกเรียน ประกอบกับวันนี้โรงเรียนเลิกค่อนข้างเร็วยิ่ง่นี้มีเื่อะไรให้คิดเยอะแยะไปหมดฉันเลยคิดว่าได้ไปดื่มอะไรหวานๆ ก็ดีฉันก็เลยตอบตกลงและพวกเราก็ไปที่คาเฟ่ใกล้ๆ โรงเรียนด้วยกันแล้วฉันก็บังเอิญได้ไปเห็นอีตาจินนั่นมานั่งจู๋จี๋ฟังเพลงอยู่กับสาวฝรั่งผมทองอยู่ในคาเฟ่นั้นฉันเลยบอกกับเดียร์กับเมสเสจว่าจะกลับก่อนและรีบสาวเท้าเดินหนีออกมาจากตรงนั้นทันที
ฉันไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมฉันจะต้องเดินหนีออกมาจากตรงนั้น?มันไม่มีเหตุผลเลยสักนิดที่ฉันจะต้องเดินหนีออกมา ฉันรู้สึกหงุดหงิดสุดๆที่เห็นเขาอยู่กับผู้หญิงคนอื่นแบบนั้น ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่มีเหตุผลเลยสักนิดที่ฉันจะต้องหงุดหงิดที่เห็นเขาอยู่กับผู้หญิงคนอื่นเพราะฉันกับเขาก็ไม่ได้เป็อะไรกันแต่กระนั้นฉันก็ยังรู้สึกหงุดหงิดอยู่ดี ( - * - )
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฉันถึงต้องหงุดหงิดแบบนี้? ั้แ่รู้จักกับเขาฉันรู้สึกว่าตัวเองแปลกไปมากจริงๆ...กับไคท์เวลาที่เห็นเขาอยู่กับหญิงอื่นฉันเองก็ยังไม่เคยหงุดหงิดแบบนี้ด้วยซ้ำ ฉันไม่เข้าใจเลยทำไมกับเขาคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานทำไมเขาถึงมีอิทธิพลกับหัวใจของฉันได้มากขนาดนี้?
เมื่อวานนี้เขาทำให้ฉันใจเต้นวันนี้เขาเองก็ทำให้ฉันใจเต้นเหมือนกันแต่คนละแบบกันนะทำมาเป็พูดดีว่าจะทำให้ฉันตกหลุมรักเขาอีกครั้งให้ได้ แต่ตัวเองกลับไปจู๋จี๋อยู่กับสาวสวยที่ไหนไม่รู้มันน่าตีเขาให้ตายจริงๆ ทั้งๆ ที่ฉันเริ่มมองเขาดีขึ้นแล้วแท้ๆแต่แล้วเขาก็ทำให้ฉันผิดหวังในตัวเขาจนได้
“ไอริน!เดี๋ยว รอฉันก่อน!”
เสียงของเขาะโเรียกฉันอย่างร้อนรนดังขึ้นจากข้างหลังแต่ฉันก็ปล่อยเบลอทำเป็ไม่ได้ยินเสียงของเขาและรีบเดินหนีต่อไปฉันยังไม่พร้อมจะคุยกับเขาตอนนี้หรอกนะ
“ไอรินฉันบอกให้รอก่อนไง!”
หมับ!
ว่าแล้วเขาก็จับแขนของฉันเอาไว้ทำไมเขาถึงเดินไวอย่างนี้ล่ะเนี่ย? ฉันบอกแล้วว่ายังไม่พร้อมคุยไง! ( - * - )
“ปล่อยค่ะ!”
ฉันพูดเสียงดังพยายามจะสะบัดแขนออกจากมือของเขา แต่ก็อย่างที่บอกฉันไม่เคยสู้แรงของเขาได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว มือของเขาจับแขนฉันเอาไว้แน่น ก่อนที่เขาจะจับฉันหมุนตัวให้หันไปเผชิญหน้ากับเขาฉันเลยจ้องเขาตาขวางในขณะที่เขาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงไปมาก
“คุยกับฉันก่อนสิเธอกำลังเข้าใจผิดอยู่นะ ไอริน”
“เข้าใจผิด?เข้าใจผิดอะไรกันคะ? ไม่มีอะไรที่เข้าใจผิดทั้งนั้นแหละค่ะ เห็นยังไงฉันก็เข้าใจอย่างนั้นไม่เห็นมีการเข้าใจผิดตรงไหนนี่คะ?”
“ก็นั่นแหละฉันถึงบอกว่าเธอเข้าใจผิดไง ฟังที่ฉันจะพูดก่อนสิ”
“ไม่ค่ะ! ฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้นแหละ! ปล่อยฉันนะคะ! อยากจะพูดอะไรก็ไปพูดกับสาวสวยผมทองคนนั้นสิคะ!มาพูดกับฉันทำไม!?”
“นี่ไงฉันถึงบอกว่าเธอเข้าใจผิดอยู่ ฉันกับมะลิไม่ได้เป็อะไรกันสักหน่อยเราเป็แค่เพื่อนกันเท่านั้นแหละ”
“ความน่าเชื่อเหมือนเวลาที่พวกเซเล็บประกาศในทีวีว่าไม่ได้เป็อะไรกันแต่รู้สึกตัวอีกทีก็ลูกสองนั่นแหละค่ะ ปล่อยนะคะ!”
“โหเปรียบเทียบซะเห็นภาพเลย แต่เชื่อฉันเถอะ ฉันกับมะลิไม่ได้เป็อะไรกันจริงๆ นะมะลิก็แค่เพื่อนที่มาจากอเมริกาที่จะมาต่อมหาลัยที่ไทยเท่านั้นแหละ”
“หนีตามกันมาจากอเมริกาเลยหรือคะ?ยินดีด้วยนะคะ ขอให้รักกันนนานๆ แล้วกันค่ะ ปล่อยได้แล้วค่ะ!”
“ไอรินทำไมเธอถึงไม่ยอมฟังฉันเลยล่ะ!?”
เขาที่เหมือนจะเหลืออดแล้วเริ่มขึ้นเสียงเถียงฉันแต่ฉันก็สู้ไม่ถอยอยู่แล้ว เอาสิ!ไม่เขาก็ฉันต้องมีใครสักคนนั่นแหละที่ต้องตายกันไปข้าง!
“ฉันบอกแล้วไงคะว่าเห็นยังไงก็เข้าใจอย่างนั้น! เมื่อไหร่จะปล่อยสักทีคะ!? ฉันจะกลับแล้ว!”
“ไม่! เธอไม่เข้าใจ! ฉันจะไม่ยอมปล่อยแน่ๆ จนกว่าจะเคลียร์กันจนเธอเข้าใจ!”
“นี่คุณ...อย่าทำให้ฉันหงุดหงิดมากกว่านี้ได้ไหมคะ!? แค่นี้ฉันก็หงุดหงิดมากพอแล้วนะคะ!”
ฉันเองก็เหลืออดแล้วเหมือนกันจึงขึ้นเสียงใส่เขาแบบนั้นโดยไม่ได้นึกเลยว่าเขาจะสามารถจับอะไรต่อมิอะไรได้จากคำพูดของฉันและมันก็เป็แบบนั้นจริงๆเพราะเขาที่ได้ยินแบบนั้นชะงักไปเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างเขาเลยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปแถมมีรอยยิ้มเ้าเล่ห์ตรงมุมปากนั่นอีก
“หงุดหงิด?ถ้าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับฉันแล้วเธอจะหงุดหงิดทำไม? เธอหึงฉันหรือไง?
คราวนี้ถึงตาฉันชะงักไปบ้างเพราะแม้แต่ตอนนี้ตัวฉันเองก็ยังไม่เข้าใจว่าตัวเองหงุดหงิดอะไรเขากันแน่ถ้าไม่ใช่ว่าฉันหึงเขาไม่มีทางน่า... มันต้องไม่ใช่อย่างนั้นอยู่แล้วล่ะ... มั้ง? ( = _ = ;;; )
“ไม่มีทางหรอกค่ะ! ฉันมีแฟนอยู่แล้วนะคะ แล้วฉันจะไปหึงคุณทำไมกัน?”
“ถ้าอย่างนั้นแล้วเธอหงุดหงิดอะไรล่ะ?ฉันบอกแล้วนะจะไม่ปล่อยจนกว่าจะเคลียร์กันให้เข้าใจ”
“ฉันจะหงุดหงิดเื่อะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับคุณค่ะ!ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะคะ!”
“ไม่!ให้ตายยังไงฉันก็ไม่ปล่อยเด็ดขาด!”
“แน่ใจนะคะว่าจะไม่ปล่อยดีๆ?ถ้ายอมปล่อยดีๆ ั้แ่ตอนนี้จะเป็การดีกว่านะคะก่อนที่ฉันจะทำให้คุณต้องปล่อยฉันเอง” ฉันพูดขู่เขาด้วยน้ำเสียงแข็งขณะที่เขาก็หลุดยิ้มออกมาเหมือนจะไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูดสักเท่าไหร่นัก
“ตัวเล็กแบบเธอจะทำอะไรฉันได้?แน่จริงก็ลองทำให้ดูสิ แต่บอกไว้ก่อนฉันไม่มีทางปล่อยเธอเด็ดขาดเลย” เขาพูดพลางยักไหล่อย่างไม่ยี่หระฉันก็ไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้นสักหน่อยถึงแท้ว่าถ้าเทียบกับเขาแล้วจะสูงห่างกันตั้งเกือบ15 เิเก็เถอะ ( = _ = ; )
“ได้คุณพูดออกมาแบบนั้นงั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะคะ!”
พูดจบฉันก็ยกขาเตะผ่าหมากเขาอย่างแรงทันทีทำเอาเขาถึงกับต้องร้อง ‘เฮ้ย!’และรีบย้ายมือไปปิดป้องส่วนสำคัญของตัวเองเอาไว้อย่างเต็มที่และเป็จังหวะที่ฉันกระชากแขนออกจากเงื้อมือของเขาได้สำเร็จฉันแลบลิ้นใส่เขาไปทีหนึ่งก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไปโบกแท็กซี่กลับบ้านทันทีไม่รอให้เขาทันตั้งตัวได้และรีบวิ่งมาจับฉันหรอกนะ
จินที่เห็นแบบนั้นถอนหายใจออกมาก่อนที่เขาจะยกมือถือขึ้นมากดส่งข้อความออกไปหาเพื่อนของเขาว่าจะรีบกลับไปหาโดยไม่ลืมส่งข้อความไปหาผู้ช่วยอีกคนของเขาด้วย
“แสบนักนะยัยบ๊อง”