”เ้าเฒ่าแก้ว เ้ากล้าปรากฎตัวแล้วรึ” เสียงหัวเราะอันเ็าของราชครูมินจอส่วยดังก้อง มันคือเสียงประกาศิตแห่งความตาย
คำอินทร์ที่ทรุดกายอยู่หน้ากำแพงยันต์ กัดฟันแน่น พยายามรวบรวมพลังที่เหลืออยู่เพื่อเตรียมรับการโจมตีครั้งสุดท้าย เขาจ้องมองไปยังฝูงศพทมิฬที่กำลังตั้งหลักและเตรียมจะกรูกันเข้ามาอีกครั้ง
แต่หลวงปู่แก้วกลับส่ายศีรษะช้าๆ "สู้ซึ่งๆ หน้า...ไม่มีทางชนะ คำอินทร์ ปู่ประเมินพลังของมันต่ำไป ปู่ไม่นึกว่าหลังไม่เจอกันหลายสิบปีอาคมมันเก่งกล้ามากกว่าเดิมหลายเท่า"
"แล้วเราจะทำอย่างไรดีขอรับ!" คำอินทร์ถาม ในน้ำเสียงมีความสิ้นหวังเจือปน
"เมื่อพยัคฆ์าเ็และถูกฝูงหมาป่าล้อม...มันย่อมไม่สู้ตายอย่างไร้ค่า" หลวงปู่กล่าว ดวงตาของท่านทอประกายคมปานเพชร "ปู่จะสร้างม่านหมอก...แล้วหลบเร้นเข้าถ้ำเพื่อรักษาตัวก่อน เ้าเสียเืมากขนาดนี้แถมยังาเ็สาหัส ถึงเวลาที่เราต้องถอยแล้ว"
ไม่รอให้คำอินทร์ได้โต้แย้ง หลวงปู่แก้วก็กัดลิ้นของตนเองอย่างแรง! โลหิตคำโตถูกพ่นออกมาเบื้องหน้า แต่แทนที่จะตกสู่พื้น มันกลับลอยคว้างอยู่กลางอากาศแล้วแตกกระจายเป็ละอองสีเื ท่านเริ่มประสานอิน (ทำมือเป็สัญลักษณ์) ด้วยความเร็วสูง พร้อมกับบริกรรมคาถาโบราณที่ซับซ้อนและทรงพลังที่สุด
"โอม...จงบังเกิดมายาพันลี้...จงสลับซ้ายเป็ขวา...จงสลับหน้าเป็หลัง...จงสร้างภาพมายาจากจิตสังหาร...จงตื่นขึ้น...กองทัพแห่งเงา!"
พรึ่บ!
โลกทั้งใบพลันบิดเบี้ยว! ในสายตาของราชครูและกองทัพพม่า ภาพของคำอินทร์และหลวงปู่แก้วที่ยืนอยู่สองคนพลันแตกกระจายออกเป็ร้อยเป็พันร่าง! กองทัพของนักรบเงาในชุดเดียวกับคำอินทร์และพระภิกษุชราปรากฏขึ้นเต็มช่องเขา ส่งเสียงโห่ร้องเข้าใส่ทัพพม่า. ป่ารอบด้านบิดเบี้ยวกลายเป็เขาวงกตที่สลับซับซ้อน, เสียงการต่อสู้ดังก้องมาจากทุกทิศทาง
มันคือสุดยอดอาคมมายา..."มายาพันลี้"
ราชครูมินจอส่วยชะงักไปชั่วขณะด้วยความทึ่ง. "เ้าแก้ว แกคิดจะใช้ภาพลวงตาที่ซับซ้อนที่สุดเพื่อหนีรึ เ้าคนขี้ขลาด!"
ราชครูคำรามด้วยความโกรธ แต่มันก็เป็เวลาเพียงพอแล้ว
"ไป คำอินทร์! ตอนนี้!" หลวงปู่แก้วะโ ท่านรีบเข้าไปพยุงร่างที่าเ็ของคำอินทร์ แล้วพาทะยานหายเข้าไปในป่าลึกที่อยู่ด้านหลัง ใช้ความโกลาหลของภาพมายาเป็ม่านกำบัง
คำอินทร์รู้สึกเ็ปจากาแที่ต้นขาและสีข้าง ทุกย่างก้าวที่เคลื่อนไหวคือความทุกข์ทรมาน เขาต้องใช้แขนข้างหนึ่งโอบรอบคอหลวงปู่เพื่อพยุงตัว ความรู้สึกอัปยศและโกรธแค้นในความอ่อนแอของตนเองพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ
"จงสลายไป, ภาพลวงตาอันไร้ค่า!" เสียงอันเกรี้ยวกราดของราชครูดังตามหลังมา คลื่นพลังงานสีดำทมิฬะเิออกมา ฉีกกระชากภาพมายาพันลี้จนขาดสะบั้น กองทัพเงาสลายไป เขาวงกตกลับคืนสู่สภาพเดิม ราชครูเห็นแผ่นหลังของคนสองคนที่กำลังวิ่งหนีลับหายไปในแนวไม้
"พวกเ้าจะหนีข้าไม่พ้น!" มันชี้มือไปเบื้องหน้า "จงตามล่าพวกมัน...เหล่าสุนัขล่าิญญาของข้า!"
ทันใดนั้น ทหารพม่าที่ตายไปหลายนายก็พลันบิดเบี้ยว ร่างของพวกมันถูกฉีกออกแล้วหลอมรวมกันใหม่กลายเป็อสูรกายสี่ขาที่น่าสยดสยอง พวกมันมีรูปร่างคล้ายสุนัขป่าขนาดใหญ่ แต่ร่างกายทำจากเงาที่สั่นไหว ดวงตาทั้งหกของมันลุกเป็ไฟสีม่วง พวกมันคือ "สุนัขล่าิญญา" อสูรที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการไล่ล่าโดยเฉพาะ.
โฮกกกกก!
สุนัขล่าิญญาสี่ห้าตัวคำรามลั่นแล้วพุ่งทะยานออกไล่ล่าเหยื่อของมันด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
การไล่ล่าที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
"พวกมันตามมาแล้ว!" คำอินทร์ร้องเตือน เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของอสูรร้ายใกล้เข้ามาทุกขณะ
"ไปทางลำธาร!" หลวงปู่สั่ง
ทั้งสองวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต คำอินทร์แม้จะาเ็ แต่ก็ยังพยายามใช้พลังที่เหลืออยู่ เขา "ร้องขอ" ให้รากไม้ใหญ่ที่พื้นผุดขึ้นมาขวางทาง "ขอร้อง" ให้ฝูงต่อแตนที่อยู่ใกล้ๆ เข้ารุมต่อยเหล่าสุนัขอสูร มันช่วยซื้อเวลาได้บ้าง แต่สุนัขล่าิญญานั้นแข็งแกร่งและรวดเร็วเกินไป พวกมันะโข้ามรากไม้ วิ่งฝ่าฝูงต่อแตนโดยไม่สะทกสะท้าน
ระยะห่างระหว่างพวกเขากับผู้ล่าลดลงเรื่อยๆ ลมหายใจของคำอินทร์เริ่มติดขัด ขาซ้ายของเขาแทบจะไร้ความรู้สึก
"ข้า...ข้าไปต่อไม่ไหวแล้ว" เขาพึมพำ
"อดทนไว้!" หลวงปู่กล่าว ท่านเองก็เหนื่อยหอบไม่แพ้กัน "ข้างหน้านั่น...คือความหวังสุดท้ายของเรา!"
เบื้องหน้าของพวกเขาคือหน้าผาสูงชันที่ดูเหมือนจะเป็ทางตัน แต่หลวงปู่กลับพาเขาไปยังพุ่มไม้หนาทึบที่ซ่อนอยู่ข้างหน้าผา เมื่อแหวกพุ่มไม้นั้นออก ก็ปรากฏปากถ้ำที่มืดสนิทและดูลึกลับ
ทั้งสองรีบพุ่งเข้าไปในถ้ำ และแทบจะในวินาทีเดียวกัน ร่างของสุนัขล่าิญญาตัวแรกก็กระโจนมาถึงปากถ้ำ
โฮก!
มันคำรามอย่างดุร้าย ดวงตาสีม่วงของมันจ้องเขม็งเข้ามาในความมืด เหมือนมันรู้ว่ามีอันตรายในถ้ำนี้ มันยืนตัวสั่นหน้าปากถ้ำ
คำอินทร์และหลวงปู่ได้หลบเข้ามาในที่กำบังชั่วคราวได้สำเร็จ แต่พวกเขาก็ถูกต้อนจนมุมอยู่ในถ้ำที่ไร้ทางหนี โดยมีฝูงอสูรเฝ้ารออยู่ข้างนอก
เสียงคำรามของสุนัขล่าิญญาดังก้องอยู่ที่ปากถ้ำ กรงเล็บของพวกมันขูดขีดกับพื้นหิน แต่ดูเหมือนว่าจะมีอาคมบางอย่างของหลวงปู่ที่สะกดไว้ไม่ให้พวกมันกล้าบุกรุกเข้ามาในความมืด ถึงกระนั้น พวกเขาก็รู้ดีว่านี่เป็เพียงการซื้อเวลา
"พวกมันจะรออยู่ข้างนอกนั่น...ไม่ไปไหน" คำอินทร์กล่าว ขณะที่พิงผนังถ้ำหอบหายใจ าแที่ต้นขาของเขาเ็ปรวดเร้าวจนแทบจะยืนไม่ไหว
"เช่นนั้นเราก็มีเพียงหนทางเดียว" หลวงปู่แก้วตอบ ท่านกำลังฉีกชายจีวรของตนเองเพื่อทำผ้าพันแผลให้คำอินทร์. "คือต้องเดินหน้าต่อไป...ไม่ใช่ถอยหลัง"
หลวงปู่ทำแผลให้เขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับถ่ายทอดพลังปราณอันอบอุ่นเพื่อช่วยบรรเทาความเ็ปและห้ามเื มันเป็เพียงการรักษาเฉพาะหน้า แต่ก็ดีพอที่จะทำให้คำอินทร์กลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง
ปัญหาต่อไปคือความมืด ภายในถ้ำนั้นดำสนิทจนมองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเอง
"เราต้องมีแสงสว่าง" คำอินทร์กล่าว เขานั่งลง หลับตา แล้วส่งจิตของตนเองออกไปในความมืดนั้น เขาไม่ได้ "ร้องขอ" อย่างเจาะจง แต่เขาแผ่ความรู้สึก "้าแสงนำทาง" ออกไป
ชั่วครู่หนึ่ง ก็มีแสงสีเขียวนวลเรืองรองขึ้นตามผนังถ้ำ มันคือมอสส์เรืองแสง ชนิดเดียวกับที่เขาเคยสื่อสารด้วยเป็ครั้งแรก ดูเหมือนว่าสหายเก่าแก่ของเขาจะมีอยู่ทุกหนแห่ง แสงของมันไม่สว่างมากนัก แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขามองเห็นทางเดินที่ทอดลึกเข้าไปในถ้ำ
การเดินทางในถ้ำอันลี้ลับได้เริ่มต้นขึ้น อากาศภายในนั้นเย็นและชื้น มีเสียงหยดน้ำที่หยดลงมากระทบพื้นหินดังก้องเป็จังหวะ ยิ่งเดินลึกเข้าไป ถ้ำก็ยิ่งกว้างใหญ่ขึ้น ปรากฏหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกตามากมายราวกับประติมากรรมที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ไว้
ขณะที่เดินไปนั้น แสงจากมอสส์ก็ส่องให้เห็นบางสิ่งบนผนังถ้ำ มันคือภาพสลักโบราณ ไม่ใช่ภาพวาดธรรมดา, แต่เป็ภาพที่ถูกสลักลึกลงไปในเนื้อหินด้วยกรรมวิธีบางอย่างที่ดูเหนือธรรมชาติ
ภาพเ่าั้เล่าเื่ราวของคนโบราณ, การบูชาผืนดินและท้องฟ้า และที่น่าทึ่งที่สุด...คือภาพของนักรบผู้หนึ่งที่สามารถสื่อสารกับสรรพสัตว์และควบคุมพืชพันธุ์ได้ ซึ่งดูคล้ายกับคำอินทร์อย่างน่าประหลาด
"ที่นี่...ไม่ใช่ถ้ำธรรมดา" หลวงปู่พึมพำ แววตาของท่านฉายแววครุ่นคิด "แต่มันอาจเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์โบราณ."
พวกเขาเดินต่อไปจนกระทั่งมาถึงอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด เบื้องหน้าของพวกเขาคือเหวลึกที่มืดจนมองไม่เห็นก้น. มันกว้างเกินกว่าที่จะะโข้ามไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพที่าเ็ของคำอินทร์
"เราจะทำอย่างไรกันดี" คำอินทร์ถาม
หลวงปู่เองก็อ่อนแรงเกินกว่าจะใช้อาคมบทใหญ่เพื่อสร้างสะพานได้
ทั้งสองได้นั่งพักและคิดหาทางหนี หลังจากนั้นไม่นานคำอินทร์จึงตัดสินใจลองทำในสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน เขาไม่ได้สื่อสารกับพืชหรือสัตว์ แต่เขาพยายามจะสื่อสารกับ "หิน" และ "ปฐี" ของถ้ำแห่งนี้โดยตรง
เขาวางฝ่ามือลงบนพื้นหิน หลับตา แล้วส่งจิตของตนเองลงไปให้ลึกที่สุด เขา "ร้องขอ" ด้วยความเคารพ ข้าแต่จิติญญาแห่งขุนเขา
เราสองคนกำลังหลบหนีจากความชั่วร้าย โปรดเมตตาเปิดทางให้แก่เราด้วยเถิด
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ แล้วทันใดนั้น ถ้ำทั้งถ้ำก็สั่นะเืเล็กน้อย หินงอกขนาดมหึมาที่อยู่บนเพดานถ้ำเหนือเหวลึก ซึ่งคงสภาพเช่นนั้นมานานนับพันปี ก็พลันเกิดรอยร้าว
เปรี๊ยะ...โครม!
หินงอกั์นั้นหักโค่นลงมา แล้วกลิ้งไหลไปพาดผ่านเหวลึกไปอีกฝั่งได้อย่างพอดิบพอดี มันได้กลายเป็สะพานหินธรรมชาติที่แข็งแกร่งและมั่นคงอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
หลวงปู่แก้วมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง. "เ้า...เ้าทำได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ คำอินทร์."
คำอินทร์เองก็ทึ่งในผลลัพธ์ไม่แพ้กัน “ข้าก็ไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร อาจจะเป็เพราะความบังเอิญขอรับ”
หลังจากนั้นทั้งสองค่อยๆ เดินข้ามสะพานหินนั้นไป เมื่อไปถึงอีกฝั่ง พวกเขาก็ััได้ถึงกระแสลมที่พัดมาจางๆ
มันเป็สัญญาณว่าเบื้องหน้าอาจจะมีทางออก ความหวังของมั้งสองที่จะหนีรอดได้ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง
พวกเขาเดินตามทิศทางของสายลมไปเรื่อยๆ เสียงหอนโหยหวนของสุนัขล่าิญญาเริ่มเบาบางลง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะทิ้งระยะห่างออกมาได้ไกลพอสมควร
ในที่สุด ทางเดินก็เปิดออกสู่โถงถ้ำขนาดมหึมาที่งดงามราวกับวิหารใต้พิภพ เพดานถ้ำสูงลิบ เต็มไปด้วยผลึกคริสตัลที่ส่องประกายระยิบระยับสะท้อนแสงจากมอสส์. และที่ใจกลางโถงถ้ำนั้น มีทะเลสาบใต้ดินขนาดใหญ่ที่ใสนิ่งราวกับกระจก น้ำในทะเลสาบนั้นไม่ได้เป็สีดำมืด แต่กลับเรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมาอย่างน่าอัศจรรย์
มันมีกลิ่นอายของความลี้ลับในทะเลสาบแห่งนี้