บทที่13 การรวมพลังของมือน้อย ๆ
หลินเสี่ยวเฉินยืนอยู่กลางทุ่งเกาเหลียงที่แห้งแล้งลมร้อนพัดผ่านจนใบพืชสั่นไหวเบา ๆภาพตรงหน้าทำให้ความทรงจำบางอย่างในชีวิตก่อนค่อย ๆ ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน
ครั้งหนึ่งเขาเคยทำวิจัยเกี่ยวกับการช่วยเหลือพื้นที่ชนบทที่ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรงในรายงานนั้นนอกจากเื่พันธุ์พืชทนแล้งแล้วเขายังเขียนถึง“ระบบจัดการน้ำขนาดเล็ก” เอาไว้ด้วยโดยเฉพาะการสร้างฝายขนาดย่อมเพื่อกักเก็บน้ำในลำธาร
แินั้นเรียบง่ายแต่ได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อฝายไม่จำเป็ต้องใหญ่โต ไม่ต้องใช้คอนกรีตหรือเครื่องจักรเพียงแค่สามารถชะลอน้ำให้ไหลช้าลงเก็บน้ำไว้ได้นานขึ้นและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่โดยรอบเท่านี้ก็ช่วยชีวิตพืชผลได้จำนวนมากแล้ว
หลินเสี่ยวเฉินค่อย ๆ ขมวดคิ้ว ความคิดเริ่มไหลต่อเนื่อง “ถ้าสร้างฝายในลำธารหลังหมู่บ้านล่ะ”
เขาหันไปมองทิศทางของลำธารที่พี่สาวเคยบอกแม้มันจะแห้งขอดไปมากแต่ก็ยังมีน้ำไหลอยู่บ้างหากสามารถกักเก็บเอาไว้ได้ระดับน้ำใต้ดินบริเวณใกล้เคียงก็อาจเพิ่มขึ้นทำให้ดินไม่แห้งเร็วเหมือนตอนนี้
ปัญหาคือที่นี่ไม่มีวัสดุแบบในยุคของเขา ไม่มีปูนซีเมนต์ ไม่มีเหล็กไม่มีเครื่องมือทันสมัย เขายืนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่สายตาจะค่อย ๆ สว่างขึ้น
“ถ้าไม่มีของพวกนั้นก็ใช้ของที่มีแทน” พูดจบก็ปรบมือฉาดหนึ่งเสียงปรบมือทำเอาหลินอวี้หรานที่ยืนมองทิวทัศน์อยู่ถึงกับสะดุ้ง
“เป็อะไรของเ้า” นางหันมาถามสีหน้าดุ
“เอาไว้เดี๋ยวข้าเล่าให้ท่านฟังทีหลัง ตอนนี้ขอคิดวางแผนก่อน”เด็กชายตอบก่อนจะจมลงในห้วงของความคิดอีกครั้ง
ไม้ไผ่กับหิน สิ่งเหล่านี้มีอยู่รอบตัวความคิดเริ่มก่อตัวเป็รูปเป็ร่างเขานึกถึงวิธีง่ายที่สุดที่ชาวบ้านธรรมดาจะสามารถทำได้โดยไม่ต้องมีความรู้เฉพาะทางใช้ไม้ไผ่ปักเป็โครงสองด้านทำเป็เหมือนกำแพงกั้นจากนั้นนำหินมาใส่ตรงกลางให้แน่น จนกลายเป็กำแพงหินที่น้ำไหลผ่านได้บ้างแต่ไม่แรงจนเกินไปมันไม่ใช่ฝายถาวรแบบในเมืองใหญ่แต่เพียงพอสำหรับหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้และที่สำคัญคือซ่อมแซมง่าย หากพังก็แค่เติมหินใหม่เข้าไป
“ทำได้แน่” หลินเสี่ยวเฉินยิ่งคิดยิ่งมั่นใจ
เขารีบกลับบ้านทันที จากนั้นก็หากระดาษเก่า ๆแผ่นหนึ่งกับเศษถ่านไม้แล้วเริ่มขีดเขียนลงไปอย่างตั้งใจ เส้นสายค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลายเป็แบบร่างฝายอย่างหยาบ ๆ เขาใส่รายละเอียดเท่าที่จำเป็ทั้งตำแหน่งการวางไม้ไผ่ ระยะห่าง การเรียงหินและความสูงที่เหมาะสม แม้จะไม่สมบูรณ์แบบเหมือนแบบในชีวิตก่อนแต่ก็เพียงพอให้เข้าใจหลักการเมื่อเขียนเสร็จเขามองมันอยู่นานเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
จากนั้นใน่บ่ายเด็กชายก็ตัดสินใจนำแบบนี้ไปหาหัวหน้าหมู่บ้านลานกลางหมู่บ้านยังคงมีชายฉกรรจ์หลายคนนั่งรวมกลุ่มกันเหมือนเดิมบางคนกำลังซ่อมเครื่องมือ บางคนก็นั่งคุยกันเื่ผลผลิตที่ย่ำแย่ในปีนี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง
หลินเสี่ยวเฉินเดินเข้าไปอย่างไม่ลังเล
“ท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้าน...ข้ามีเื่อยากปรึกษาขอรับ”เขาพูดด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด เสียงเด็กชายทำให้หลายคนหันมามองบางคนจำเขาได้ก็พยักหน้าให้เล็กน้อย
หัวหน้าหมู่บ้านซึ่งเป็ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่เงยหน้าขึ้นมอง “มีอะไรหรือเสี่ยวเฉิน”
“ข้าคิดวิธีแก้ปัญหาน้ำในหมู่บ้านได้แล้วขอรับ” เด็กชายยื่นกระดาษในมือออกไป
คำพูดนั้นทำให้คนรอบข้างชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะมีเสียงหัวเราะเบา ๆดังขึ้น “เ้าหนูนี่พูดใหญ่โตนักนะ เ้าจะแก้ไขอย่างไรกัน”
แต่หลินเสี่ยวเฉินไม่ได้สนใจ เขาอธิบายต่ออย่างตั้งใจบอกถึงหลักการของฝาย วิธีการกักเก็บน้ำและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับนาโดยรอบเขาพูดอย่างจริงจัง ใช้คำง่าย ๆ ให้ทุกคนเข้าใจพยายามยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากที่สุด
่แรกหลายคนยังฟังอยู่เงียบ ๆ แต่ไม่นานนักสีหน้าของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป บางคนขมวดคิ้ว บางคนส่ายหัว
“ทำไปทำไม” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ“น้ำก็มีแค่นิดเดียว กั้นไปก็เท่านั้นแหละ”
“ใช่ เสียแรงเปล่า ๆ” อีกคนเสริม
“เ้าหนู เ้าคิดง่ายเกินไปแล้วพวกข้าทำนามาหลายชั่วอายุคนยังไม่สามารถแก้ปัญหาเื่น้ำได้เลย เ้าเป็เพียงเด็กน้อยจะไปรู้เื่อะไรกัน”
คำพูดเ่าั้ดังขึ้นทีละคน สุดท้ายก็กลายเป็เสียงปฏิเสธที่ชัดเจน
หัวหน้าหมู่บ้านเองก็ถอนหายใจ“เสี่ยวเฉิน...ความคิดเ้าก็ดีนะแต่พวกข้าไม่เห็นว่ามันจะช่วยอะไรได้มากนัก”
หลินเสี่ยวเฉินยืนนิ่ง มือที่ถือกระดาษแน่นขึ้นเล็กน้อยเขาพยายามอธิบายอีกครั้ง อธิบายเื่การชะลอน้ำการเพิ่มความชื้นในดินแต่ดูเหมือนคำพูดของเขาจะไม่สามารถทะลุผ่านกำแพงความคิดของคนเหล่านี้ได้เลยพวกเขาไม่ใช่คนโง่เพียงแต่พวกเขาไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน สิ่งที่ไม่เคยเห็นย่อมยากจะเชื่อ
ในที่สุดหลินเสี่ยวเฉินก็เงียบลง เขามองไปรอบ ๆเห็นแต่สายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือและความเหนื่อยล้า แล้วเขาก็เข้าใจต่อให้พูดมากแค่ไหนก็ไม่มีผู้ใดฟัง เด็กชายสูดลมหายใจลึกก่อนจะเก็บกระดาษกลับมา
“ถ้าเช่นนั้น…” เขาพูดช้า ๆ “พวกท่านก็คอยดูเถิด”
คำพูดนั้นไม่ได้ดังแต่กลับทำให้หลายคนชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นเขาก็หันหลังเดินออกไปทันทีโดยไม่พูดอะไรอีก
ลมพัดผ่านลานหมู่บ้าน เสียงพูดคุยค่อย ๆ กลับมาเหมือนเดิมแต่ในใจของหลินเสี่ยวเฉินกลับเงียบสงัด
เขาไม่ได้โกรธแต่เขารู้ดีว่าต้องพิสูจน์ให้เห็นไม่ใช่ด้วยคำพูดแต่ด้วยการกระทำ
เมื่อกลับมาถึงบ้านเขาไม่ได้พูดเื่นี้กับใครเพียงนั่งเงียบอยู่มุมหนึ่งครุ่นคิดถึงวิธีที่จะทำให้แผนนี้สำเร็จด้วยตัวเองจะทำคนเดียวคงไม่ไหวต้องมีคนช่วยแต่ผู้ใหญ่ไม่เชื่อเขาแล้ว
จู่ ๆ สายตาของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไปเล็กน้อย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวทันที “ถ้าผู้ใหญ่ไม่เชื่อ แล้วเด็ก ๆ ล่ะ”
วันรุ่งขึ้นเขาออกจากบ้านในตอนเช้ามุ่งหน้าไปยังลำธารหลังหมู่บ้านที่มีเด็กๆ หลายคนกำลังเล่นกันอยู่ พอไปถึงเขาก็พูดเื่การสร้างฝายนี้ทันทีจากที่ได้ฟังเื่ประโยชน์ของการสร้างฝายแล้วก็มีเด็กบางคนเข้าใจและก็มีบางคนที่ไม่เข้าใจเด็กที่เข้าใจก็เริ่มจะเห็นด้วย เด็กที่ไม่เข้าใจก็พยักหน้าตามไปอย่างนั้นนั่นทำให้หลินเสี่ยวเฉินคิดว่าน่าจะพอโน้มน้าวได้
และแล้วเขาก็พูดประโยคหนึ่งขึ้นมาทำเอาเด็ก ๆ ตาลุกวาว
“ถ้าทำเสร็จ ข้าจะเลี้ยงเนื้อทุกคนพวกเ้าจะได้กินไก่แล้วก็ปลา” หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้าให้กับพวกเด็ก ๆที่กำลังรุมล้อมเขาอยู่ตอนนี้ด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
“เนื้อเหรอ ได้เลย ข้าจะช่วยท่านอย่างเต็มที่”เด็กชายคนหนึ่งรีบตอบรับทันที
เนื้อสำหรับพวกเขามันไม่ใช่อาหารธรรมดาแต่เป็ของหายากที่แทบไม่ได้กินเลยในรอบหลายเดือนหรือบางคนอาจเป็ปีเสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้น เด็กหลายคนมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้นความลังเลที่อาจมีอยู่ก่อนหน้านั้นหายไปแทบจะทันที ความอยากกินชนะทุกอย่าง
ทีละคนสองคนจนในที่สุดแทบทั้งหมดก็พยักหน้าตกลงเด็กพวกนี้ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนักแต่ก็เชื่อเขาและที่สำคัญพวกเขาเต็มไปด้วยพลัง
หลินเสี่ยวเฉินมองภาพนั้นแล้วแอบถอนหายใจเบา ๆ “อย่างน้อยก็เริ่มได้แล้ว” ดวงตาของเด็กชายเปล่งประกายเล็กน้อยแผนของเขากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว