ณ โถงใหญ่ค่ายเฮยเฟิง หลินเยี่ยนนั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่ง เบื้องหน้าคือของาที่กวาดมาจากห้องลับของเฒ่าผีเฮยเฟิง
หินิญญาระดับต่ำห้าร้อยก้อน กองเป็ูเาลูกย่อม โอสถหลากสีนับสิบขวด อาวุธวิเศษสามชิ้น... ดาบโค้ง โล่ และแหวนมิติ
“สมกับเป็ค่ายโจรที่เปิดมาสิบปี ทรัพย์สินหนาจริง ๆ”
หลินเยี่ยนพยักหน้าพึงใจ ทรัพยากรเหล่านี้เพียงพอให้เขาฝึกฝนได้อีกนานโข
เขาหยิบแหวนมิติขึ้นพินิจพิเคราะห์ นี่คืออุปกรณ์มิติที่เหนือกว่าถุงสมบัติ จุของได้มากและสะดวกยิ่งกว่า หลังหยดเืทำพันธสัญญา จิตััก็แทรกซึมเข้าไป
พื้นที่ภายในกว้างราวสิบลูกบาศก์เมตร นอกจากเงินทอง ยังมีของบางอย่างสะดุดตา แผนที่เก่าคร่ำคร่า บันทึกสีเหลืองซีด และป้ายคำสั่งสีดำทะมึนรูปร่างประหลาด
“นี่คือ...”
หลินเยี่ยนกางแผนที่ บนนั้นระบุภูมิประเทศแถบเขาเฮยเฟิง ด้านหลังเขามีวงกลมสีแดงวงหนึ่ง พร้อมอักษรสองคำกำกับไว้... สุสานโบราณ
“สุสานโบราณ?”
เขาเปิดบันทึก หน้าแรกเขียนว่า
“ปีเทียนยุ่นที่สามสิบ ข้าพบสุสานโบราณหลังเขาเฮยเฟิง ป้ายหินหน้าสุสานพังทลาย ไม่อาจระบุตัวตนเ้าของ แต่ดูจากขนาด ย่อมมิใช่คนธรรมดา”
“ข้าพยายามเข้าไป แต่ถูกค่ายกลหน้าประตูขวางกั้น ภายหลังได้รับคำชี้แนะจากยอดคน ว่าสุสานนี้ต้องใช้ป้ายคำสั่งพิเศษเปิด ข้าตามหาหลายปี ในที่สุดก็ได้มาจากร้านของเก่าแห่งหนึ่ง”
“ทว่าข้าชราภาพ เืลมถดถอย ไม่กล้าบุกรุกสุสาน จึงทิ้งของสิ่งนี้ไว้ รอผู้มีวาสนามารับไป”
อ่านจบ หลินเยี่ยนหยิบป้ายสีดำขึ้นมา ขนาดเท่าฝ่ามือ สีดำสนิท สลักลวดลายซับซ้อน พอปลายนิ้วัั ไอเย็นเยียบก็แผ่ซ่านจนเขาตัวสั่น
“ป้ายนี้มีพิรุธ”
ผ่านเนตรอัคคี หลินเยี่ยนเห็นพลังงานมหาศาลซ่อนอยู่ภายใน พลังนั้นดูเหมือนกำลังหลับใหล รอวันถูกปลุก
“สุสานโบราณหลังเขาเฮยเฟิง...”
หลินเยี่ยนไตร่ตรองครู่หนึ่งจึงตัดสินใจ ในเมื่อเฒ่าผีเฮยเฟิงให้ความสำคัญเพียงนี้ แสดงว่าข้างในต้องมีของดีแน่
“ประจวบเหมาะ ข้ากำลังขาดแคลนทรัพยากรทะลวงด่าน”
เขาเก็บแผนที่และป้าย หยิบขวดโอสถขึ้นมา
“ทะลวงสู่ขั้นกลั่นลมปราณขั้นสามก่อนค่อยว่ากัน”
หลินเยี่ยนกลืนยาเพาะรากฐาน เริ่มโคจรพลัง แก่นแท้ไฟเตาหลอมทำงานช้า ๆ หลอมรวมฤทธิ์ยา เคล็ดวิชาทั้งสาม...เพลิงเตากลืน์ ชิงอวิ๋น และโลหิตสังหาร ทำงานพร้อมกัน สร้างสมดุลอันละเอียดอ่อน
การฝึกสามวิชาพร้อมกันอันตรายยิ่งนัก หากพลาดพลั้งอาจธาตุไฟเข้าแทรก แต่กายาเตาหลอมของหลินเยี่ยนกลับประสานทั้งสามได้อย่างสมบูรณ์ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
เวลาผ่านไปทีละน้อย เมื่อฤทธิ์ยาเม็ดที่สามถูกดูดซับจนหมด เสียงแ่เบาก็ดังขึ้นในกาย ขั้นกลั่นลมปราณขั้นสาม! ทะลวงสำเร็จ!
และมิใช่ขั้นสามธรรมดา ภายใต้การขัดเกลาของสามวิชา รากฐานเขาแ่า พลังปราณเข้มข้นเหนือกว่าผู้ฝึกตนระดับเดียวกันไกลโข
“ดีมาก”
หลินเยี่ยนลืมตา ััพลังเปี่ยมล้น รอยยิ้มพึงใจปรากฏบนหน้า เขาลุกขึ้นเดินออกจากโถงใหญ่
ค่ายเฮยเฟิงถูกกวาดล้างจนเกลี้ยง บัดนี้เงียบเหงาว่างเปล่า เหลือเพียงเขาผู้เดียว
“ได้เวลาไปสำรวจสุสานนั่นแล้ว”
หลินเยี่ยนมุ่งหน้าไปหลังเขาตามแผนที่ ป่าไม้หนาทึบไร้ผู้คน เขาเดินทางราวครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็พบเป้าหมายใต้หน้าผาแห่งหนึ่ง
มันคือถ้ำลึกลับ ปากถ้ำถูกเถาวัลย์ปกคลุม หากไม่สังเกตดี ๆ คงไม่เห็น หลินเยี่ยนแหวกเถาวัลย์ เดินเข้าไป
เดินลึกเข้าไปร้อยเมตร ประตูหินมหึมาก็ปรากฏแก่สายตา สูงสามวา กว้างสองวา ก่อจากหินเขียวทั้งก้อน สลักลวดลายซับซ้อน เห็นร่องรอยค่ายกลลาง ๆ
“ที่นี่สินะ”
หลินเยี่ยนหยิบป้ายดำออกมา ทาบลงบนร่องตรงกลางประตูตามบันทึก
วูบ—
ประตูหินค่อย ๆ เปิดออก เสียงครืดคราดหนักอึ้ง ไอเย็นะเืที่เข้มข้นกว่าเดิมพวยพุ่งออกมา จนหลินเยี่ยนต้องถอยหลังก้าวหนึ่ง
“ไอหยินรุนแรงนัก”
เขาย่างเท้าเข้าสู่สุสานอย่างระวัง ทางเดินกว้างสามเมตร ผนังสองฝั่งมีตะเกียงนิรันดร์ประดับ น่าอัศจรรย์ที่ตะเกียงซึ่งดับมอดมานาน กลับลุกโชนขึ้นทันทีที่เขาก้าวเข้ามา
แสงสลัวส่องทางเดินและภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภาพเ่าั้เล่าเื่ราวชีวิตของผู้ฝึกตนท่านหนึ่ง
เริ่มจากปุถุชน ผ่านความยากลำบาก จนบรรลุขั้นสูงส่ง ในภาพ ผู้ฝึกตนท่านนั้นเพียงโบกมือ ภูผาธาราก็แตกสลาย เพียงย่ำเท้า ก็ะเืเลื่อนลั่นไปหมื่นลี้ องอาจดุจเทพเ้า
“นี่คงเป็เ้าของสุสาน”
หลินเยี่ยนพินิจภาพวาด หวังระบุตัวตน แต่ไร้ชื่อแซ่กำกับ ดูจากอาภรณ์และอาวุธวิเศษ ผู้าุโท่านนี้ตอนมีชีวิต อย่างน้อยต้องอยู่ขั้นแก่นทองคำ
“สุสานผู้าุโขั้นแก่นทองคำ... หากได้มรดก พลังข้าต้องก้าวะโแน่”
คิดได้ดังนั้น ใจก็รุ่มร้อน
เขาเร่งฝีเท้าลึกเข้าไป เดินไปได้ห้าสิบเมตร ทางเดินก็เปิดกว้าง กลายเป็ห้องโถงสุสานขนาดใหญ่
กลางห้องมีโลงหินตั้งตระหง่าน รอบโลงเกลื่อนกลาดด้วยของบรรณาการ... อาวุธวิเศษ โอสถ หินิญญา เคล็ดวิชา มีครบครัน
หลินเยี่ยนกำลังจะเข้าไปดู หางตาพลันเห็นสิ่งเคลื่อนไหวที่มุมห้อง เขาหันขวับ เห็นโครงกระดูกสวมชุดนักพรตขาดรุ่งริ่ง กำลังลุกขึ้นช้า ๆ
ในเบ้าตากลวงโบ๋นั้น มีไฟสีเขียวมรกตลุกโชน
“หุ่นเชิด? ไม่ใช่... ผู้พิทักษ์สุสาน!”
สีหน้าหลินเยี่ยนเปลี่ยนไป สุสานในโลกผู้ฝึกตนมักมีผู้พิทักษ์กันขโมย โครงกระดูกตรงหน้า ดูจากกลิ่นอาย ตอนมีชีวิตคงอยู่อย่างต่ำขั้นกลั่นลมปราณขั้นแปด
“โฮก—”
โครงกระดูกคำรามเสียงแหบพร่า พุ่งใส่หลินเยี่ยน ความเร็วน่าตระหนก พริบตาเดียวก็ถึงตัว กรงเล็บกระดูกคว้าหมับที่ลำคอ ประกายเย็นวาบ
“เข้ามา!”
หลินเยี่ยนไม่ถอยกลับรุกคืบ ซัดฝ่ามือสวน ตูม! ฝ่ามือปะทะกระดูก เกิดเสียงดังลั่นราวเหล็กกระทบกัน
หลินเยี่ยนถูกกระแทกถอยหลังสามก้าว ฝ่ามือชาหนึบ พลังของเ้าโครงกระดูกนี่ไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย
“คงต้องเอาจริงแล้วสินะ”
เขาสูดหายใจลึก อัคคีทิพย์ทั้งสามเริ่มโคจร ฝ่ามือรวมเปลวเพลิงสีแดงฉาน แฝงสีน้ำเงินและส้มเหลือง... การผสานสามอัคคี
“เผาผลาญความว่างเปล่า!”
หลินเยี่ยนใช้ออกด้วยท่าแรกของเก้ากระบวนท่าเผา์ เพลิงกลายเป็ัไฟพุ่งใส่โครงกระดูก
โครงกระดูกพยายามหลบ แต่ยังช้าไปก้าวหนึ่ง ัไฟปะทะกลางอก เพลิงร้อนแรงกลืนกินร่างมันทันที
“อ๊ากกก”
ครู่ต่อมา โครงกระดูกก็กลายเป็เถ้าถ่านกองอยู่กับพื้น หลินเยี่ยนถอนหายใจโล่งอก กำลังจะดูของบรรณาการ พลันได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากด้านหลัง
เขาหันขวับ ผนังรอบห้องเปิดช่องลับ โครงกระดูกเดินออกมาทีละตัว หนึ่ง... สอง... สาม... ทั้งหมดสิบสองตัว!
แต่ละตัวกลิ่นอายไม่ด้อยกว่าตัวเมื่อครู่เลย
“บ้าเอ๊ย ผู้พิทักษ์เยอะปานนี้!”
หลินเยี่ยนหน้าถอดสี
“ต้องแหกวงล้อม!”
เขาไม่ลังเล หันหลังวิ่งไปทางออก แต่ทันใดนั้น ประตูหินก็ร่วงลงมาปิดตายทางหนี
“นี่มัน... ค่ายกลสังหารปิดตาย!”
หัวใจเขาดิ่งวูบ ติดกับเสียแล้ว โครงกระดูกสิบสองตัวล้อมกรอบ ั์ตาเขียวมรกตจ้องเขม็ง จิตสังหารเยือกเย็น
“ในเมื่อหนีไม่ได้...”
หลินเยี่ยนสูดหายใจลึก แววตาเด็ดเดี่ยว
“ก็ต้องฆ่าเพื่อเปิดทาง!”
สองมือร่ายอาคม อัคคีทิพย์ทั้งสามะเิพลังเต็มพิกัด เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนรอบกาย ส่องสว่างทั่วห้องสุสาน ศึกเป็ตาย ปะทุขึ้นแล้ว!