หลังการตรวจรายการทรัพยากร่แรกสิ้นสุดลง ลานกลางเมืองก็คล้ายถูกดึงจากความเงียบของโต๊ะเจรจากลับเข้าสู่เสียงของผู้คนอีกครั้ง
ผู้ชมที่ยืนอยู่นอกเชือกกั้นเริ่มขยับตัว เสียงกระซิบค่อย ๆ ดังขึ้นทีละน้อย เด็กเล็กบางคนชะเง้อมองผ่านช่องว่างระหว่างผู้ใหญ่ ส่วนพ่อค้าแม่ค้ารอบลานต่างหยุดมือจากงานของตนชั่วคราว เพราะทุกคนรู้ดีว่า่ต่อไปคือสิ่งที่มองเห็นได้ง่ายกว่าการเจรจาทรัพยากรบนโต๊ะผู้ใหญ่
การแลกเปลี่ยนพื้นฐานของรุ่นเยาว์
ในนาม มันไม่ใช่การประลอง
ไม่มีการตัดสินแพ้ชนะ ไม่มีการเดิมพันเกียรติ ไม่มีการประกาศอันดับต่อหน้าสี่ตระกูล ทว่าทุกคนที่ยืนอยู่ในลานต่างเข้าใจตรงกันว่า บางครั้งการแสดงรากฐานเพียงไม่กี่กระบวนท่าก็เพียงพอจะทำให้ผู้อื่นเห็นว่า เด็กรุ่นถัดไปของตระกูลใดมั่นคง ตระกูลใดกำลังอ่อนแรง และตระกูลใดควรถูกจับตามองในอีกหลายปีข้างหน้า
เวทียกพื้นไม่สูงนักถูกจัดไว้กลางลานหิน ด้านข้างมีเสาหินทดสอบแรงสามต้น หุ่นไม้จำลองรูปร่างสัตว์อสูรระดับต่ำสองตัว และพื้นหินบาง่ที่ถูกปูด้วยก้อนหินขรุขระเพื่อจำลองเส้นทางูเาอย่างง่าย ทุกอย่างดูเหมือนเป็เครื่องมือฝึกธรรมดา แต่เมื่อนำมาตั้งกลางลานต่อหน้าสี่ตระกูล มันกลับกลายเป็สิ่งที่ชี้วัดสายตาและรากฐานของผู้ฝึกยุทธรุ่นเยาว์ได้อย่างเงียบงัน
เย่เทียนยืนอยู่ข้างโต๊ะบันทึกด้านล่างเวที กระดาษหน้าใหม่ถูกเปิดไว้ตรงหน้า หมึกในจานเล็กยังไม่แห้ง พู่กันถูกวางขนานกับขอบโต๊ะอย่างเรียบร้อย เขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้แทนรุ่นเยาว์ ไม่ได้ยืนรอขึ้นเวที และไม่มีผู้ใดคาดหวังให้เขาแสดงสิ่งใดต่อหน้าคนทั้งลาน
ตรงกลางเวทีคือพื้นที่ของผู้ที่มีพลัง
ส่วนเขายืนอยู่ข้างเวที
ฟัง
มอง
และจด
เสียงของตัวแทนสภาเมืองดังขึ้นจากข้างแท่นกลาง “่ต่อไปเป็การแลกเปลี่ยนพื้นฐานการฝึกของรุ่นเยาว์สี่ตระกูล เป้าหมายมิใช่การตัดสินแพ้ชนะ หากเป็การแสดงแนวทางการฝึก รากฐาน และการควบคุมตนเอง ขอให้ทุกฝ่ายรักษามารยาท ไม่ใช้พลังเกินขอบเขต และไม่จงใจทำให้อีกฝ่ายาเ็”
คำว่ามิใช่การตัดสินแพ้ชนะฟังดูดี
แต่เย่เทียนเห็นสายตาของผู้คนรอบลานแล้วรู้ทันทีว่า ในใจของคนส่วนใหญ่ ชนะแพ้เริ่มถูกนับั้แ่ผู้แทนคนแรกก้าวขึ้นเวทีแล้ว
ตระกูลเย่เป็ฝ่ายถูกเชิญให้แสดงก่อน
เย่เฉิงก้าวออกจากแถวอย่างเงียบงัน
เพียงแค่เขาเดินขึ้นเวที เสียงกระซิบรอบลานก็เบาลงเล็กน้อย ความคาดหวังที่ผู้คนมีต่อเขาไม่ได้มาจากคำเล่าลือเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่เขาสะสมมาในลานฝึกตระกูลเย่ตลอดหลายปี เขาเป็คนที่เปิดชีพจรได้มั่นคง ก้าวหน้าเร็วกว่าคนรุ่นเดียวกัน และถูกมองว่าเป็หนึ่งในหน้าเป็ตาของรุ่นเยาว์ตระกูลเย่
เย่เทียนมองเย่เฉิงจากด้านล่างเวที
ในลานฝึก เขาเคยเห็นเย่เฉิงยืนอยู่แถวหน้าเสมอ แต่วันนี้เมื่ออีกฝ่ายยืนอยู่กลางลานกลางเมือง ท่ามกลางสายตาของตระกูลอื่น เย่เทียนถึงได้เห็นชัดขึ้นว่า ความมั่นคงของเย่เฉิงไม่ได้เกิดจากการถูกยกย่องเพียงอย่างเดียว
เย่เฉิงยืนตรงกลางเวที เท้าขวาเลื่อนออกครึ่งก้าว ไหล่ผ่อนลง ลมหายใจของเขาแทบไม่เปลี่ยนแม้อยู่กลางสายตาผู้คนจำนวนมาก จากนั้นเขาเริ่มเคลื่อนไหวด้วยท่าก้าวพื้นฐานของตระกูลเย่
แปดจังหวะ
ก้าวหน้า ถอยหลัง หมุนตัว เลื่อนข้าง หยุด หายใจ เปลี่ยนน้ำหนัก และปล่อยแรง
ท่าก้าวเหล่านี้เด็กตระกูลเย่แทบทุกคนเคยฝึก แต่เมื่ออยู่ใต้เท้าของเย่เฉิง มันกลับไม่เหมือนของคนอื่น ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป ไม่มีการอวดท่วงท่า แต่ทุกครั้งที่เท้าแตะพื้น น้ำหนักกลับวางพอดีจนแทบไม่มีเสียงเกินจำเป็ ลมหายใจของเขาเชื่อมกับการเคลื่อนไหวอย่างเป็ธรรมชาติ ราวกับร่างกายและจังหวะถูกหลอมเข้าหากันมานาน
เมื่อถึงจังหวะสุดท้าย เย่เฉิงยกมือขวาขึ้น ปราณอ่อน ๆ ไหลผ่านแขนโดยไม่ฟุ้งกระจาย แสงจาง ๆ คล้ายไอร้อนบางเบาปรากฏรอบฝ่ามือ ก่อนที่เขาจะผลักออกไปยังเสาหินทดสอบเบื้องหน้า
ฝ่ามือกระทบเสาหินอย่างไม่ดังมากนัก
แต่รอยร้าวเล็ก ๆ กลับแล่นจากจุดััออกไปสามสาย หยุดลงอย่างพอดีโดยไม่แตกกระจาย
ลานกลางเมืองเงียบไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนเสียงพูดคุยด้วยความชื่นชมจะดังขึ้นรอบด้าน
“ควบคุมแรงได้ดี”
“ปราณไม่ฟุ้งเลย”
“สมกับเป็เย่เฉิง”
เย่เทียนจดลงบนกระดาษอย่างช้า ๆ
เย่เฉิง — รากฐานมั่นคง ปราณไม่ฟุ้ง แรงไม่เกินจำเป็
เขาหยุดพู่กันเล็กน้อย ก่อนจะเติมอีกบรรทัดในช่องหมายเหตุส่วนตัว
ไม่ได้แข็งแกร่งเพราะคนอื่นพูดว่าแข็งแกร่ง แต่เพราะมีสิ่งที่พิสูจน์ได้จริง
ความคิดนี้ทำให้ใจของเย่เทียนนิ่งลงกว่าที่คาด
เขาเคยไม่ชอบสายตาที่เย่เฉิงใช้มองคนอื่น สายตาที่เหมือนเชื่อว่าระบบพลังและผลลัพธ์คือคำตอบของทุกอย่าง แต่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เย่เฉิงมีสิทธิ์เชื่อเช่นนั้นในระดับหนึ่ง เพราะอีกฝ่ายไม่ได้ยืนอยู่แถวหน้าเพราะชื่อเสียงของคนอื่น และไม่ใช่เพราะเสียงอวยจากคนรอบข้างเพียงอย่างเดียว แต่เพราะการฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างหนักจริง ๆ
การยอมรับสิ่งนี้ไม่ได้ทำให้เย่เทียนรู้สึกต่ำลง
กลับทำให้เขาเห็นโลกชัดขึ้น
คนบางคนถูกยกย่องเกินจริง
แต่บางคนถูกยกย่องเพราะเขาสมควรถูกยกย่องจริง ๆ
เย่เฉิงถอยลงจากเวทีท่ามกลางสายตาพอใจของเย่กวง เย่ิยืนตัวตรงขึ้นทันทีเหมือนได้รับแรงหนุนจากผลงานของอีกฝ่าย ส่วนเย่หลัวแอบกำหมัดอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าการแสดงของเย่เฉิงช่วยรักษาหน้าตระกูลเย่ได้เป็อย่างดี
ต่อจากตระกูลเย่ ตระกูลหานส่งหานเลี่ยขึ้นเวที
ทันทีที่หานเลี่ยก้าวขึ้นลาน เสียงรอบข้างก็เปลี่ยนไปทันที ไม่ใช่เงียบลงแบบตอนเย่เฉิง แต่เหมือนผู้คนกำลังรอชมสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ เขาไม่ได้ยืนด้วยท่าทางสง่างามนัก ไหล่ผ่อนแต่ไม่เรียบร้อย เท้าวางกว้างกว่าปกติเล็กน้อย ดวงตากวาดมองหุ่นไม้จำลองสัตว์อสูรด้านหนึ่งมากกว่าเสาหินทดสอบ
ตัวแทนสภาเมืองกล่าวเตือนตามมารยาท “นี่เป็เพียงการแลกเปลี่ยนพื้นฐาน ขอให้ควบคุมแรง”
หานเลี่ยหัวเราะ “ข้ารู้ ข้าไม่ได้เอาขวานมาด้วยเสียหน่อย”
คนตระกูลหานบางคนหัวเราะตาม ส่วนผู้าุโหานเที่ยซานเพียงกอดอกด้วยสีหน้าพอใจ ขณะที่เย่กวงคิ้วกระตุกเล็กน้อยอย่างพยายามรักษามารยาท
หานเลี่ยไม่ได้เลือกเสาหิน
เขาเดินไปยังพื้นหินขรุขระที่จำลองเส้นทางูเา แล้วให้ผู้ดูแลกลไกปล่อยหุ่นไม้รูปหมาป่าหินเข้ามาจากด้านข้าง หุ่นนั้นถูกสร้างให้พุ่งต่ำและเร็ว แม้จะไม่ใช่สัตว์อสูรจริง แต่หากคนยืนผิดจังหวะก็อาจเสียหลักได้ง่าย
เสียงกลไกดังขึ้น
หุ่นไม้พุ่งเข้าใส่
หานเลี่ยไม่ถอยยาว ไม่ะโหลบสวยงาม และไม่ปล่อยแรงปราณออกมาโชว์ เขาเพียงเอียงตัวครึ่งก้าว เท้าซ้ายเหยียบก้อนหินที่ดูเหมือนไม่มั่นคงที่สุด แต่กลับวางน้ำหนักลงอย่างพอดี จากนั้นมือขวากดลงบนส่วนคอของหุ่นไม้ ขณะที่เข่าซ้ายกระแทกเข้าข้อต่อหน้าอย่างสั้นและหนัก
เสียงกรอบดังขึ้น
หุ่นไม้เสียสมดุลทันที ลำตัวพลิกลงกับพื้นหินก่อนจะหยุดอยู่ห่างจากเท้าของเขาเพียงครึ่งฉื่อ
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
ไม่สวยงาม
ไม่เป็ระเบียบ
แต่ตรงจุดเสียจนคนดูจำนวนหนึ่งเงียบไปโดยไม่รู้ตัว
หานเลี่ยยืนตัวตรงขึ้น ปัดฝุ่นบนแขนเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ แล้วหันไปมองรุ่นเยาว์ตระกูลเย่แวบหนึ่ง “บนเขา พื้นไม่เคยถามว่าเ้าพร้อมหรือไม่ สัตว์อสูรก็ไม่รอให้เ้าจัดท่าให้สวยก่อนค่อยกระโจนใส่”
คำพูดหยาบตรงเช่นเคย
แต่ครั้งนี้ แม้แต่เย่ิที่ไม่พอใจ ก็เถียงไม่ออกในทันที
เย่เทียนมองมือของหานเลี่ยอีกครั้ง รอยด้านตรงโคนนิ้ว รอยแผลเก่าใกล้ข้อมือ และความมั่นใจเวลาวางเท้าบนพื้นไม่เรียบ ทั้งหมดบอกชัดกว่าคำพูดว่า คนผู้นี้ไม่ได้เรียนรู้จากตำราเพียงอย่างเดียว
เขาเขียนลงในบันทึก
หานเลี่ย — ท่าไม่งดงาม แต่ทุกจังหวะมุ่งให้รอดชีวิตและจบการปะทะ
ปลายพู่กันหยุดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เย่เทียนจะเติมในใจโดยไม่ได้เขียนลงไป
หานเลี่ยไม่ได้อยู่ไกลจากเขาเพียงเพราะมีปราณ
แต่อีกฝ่ายเคยยืนอยู่ในโลกที่เย่เทียนยังไม่เคยก้าวเข้าไป
โลกที่ความผิดพลาดไม่ได้จบด้วยคำตำหนิของผู้ฝึกสอน แต่อาจจบด้วยเืจริง
หลังจากหานเลี่ยลงจากเวที เย่ิได้รับเลือกให้ขึ้นไปแสดงพื้นฐานร่วมกับเย่หลัวในส่วนของการเคลื่อนไหวคู่ พวกเขาไม่ได้ทำได้แย่ ท่าทางของเย่ิแม่นยำพอสมควร เย่หลัวเองก็มั่นคงขึ้นหลังผ่านการฝึกจับคู่หลายครั้ง แต่เมื่อเทียบกับความนิ่งของเย่เฉิงและความจริงของหานเลี่ย สิ่งที่ทั้งสองแสดงกลับดูเป็ “ท่าฝึก” มากกว่า “ท่าที่ใช้จริง”
ตอนหนึ่ง เย่หลัวหมุนตัวหลบตามแบบฝึกได้ดี แต่ปลายเท้าเปิดช่องออกด้านข้างเล็กน้อย
หานเลี่ยซึ่งยืนดูอยู่ด้านล่างพึมพำดังพอให้หลายคนได้ยิน “ถ้าหมาป่าหินอยู่ตรงนั้น ข้อเท้าเขาหายไปแล้ว”
เย่หลัวหน้าแดงทันที
เย่ิหันขวับไปมองหานเลี่ยอย่างไม่พอใจ “เ้าพูดเหมือนทุกคนต้องเคยสู้กับหมาป่าหินมาก่อน”
หานเลี่ยยักไหล่ “ไม่เคยก็ไม่ผิด แต่อย่าเรียกว่าพร้อม”
บรรยากาศตึงขึ้นเล็กน้อย เย่หลัวกำหมัดแน่น เห็นได้ชัดว่าอยากตอบโต้ แต่เย่เฉิงที่ยืนอยู่ด้านข้างกล่าวเสียงเรียบโดยไม่หันไปมองใคร
“จำไว้ แล้วแก้”
คำสั้น ๆ สี่คำทำให้เย่หลัวนิ่งไป
ไม่มีการปกป้องเกียรติแบบไร้เหตุผล ไม่มีการโต้เถียงเพื่อรักษาหน้า เย่เฉิงเพียงยอมรับว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดอาจมีประโยชน์ และสั่งให้แก้ไข
เย่เทียนจดสิ่งนั้นไว้
เย่เฉิงไม่ปฏิเสธคำวิจารณ์ที่มีประโยชน์ แม้มาจากคนพูดไม่สุภาพ
เขาเริ่มเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกชั้นว่า ความแข็งแกร่งของเย่เฉิงไม่ได้มีเพียงปราณ แต่ยังรวมถึงการไม่ปล่อยให้ความไม่พอใจบดบังสิ่งที่ควรรับฟัง
เมื่อรุ่นเยาว์ของแต่ละตระกูลผลัดกันแสดง เวทีลานหินเริ่มคึกคักขึ้น ตระกูลหลินส่งคนขึ้นไปแสดงเพียงพอเป็พิธี ไม่ได้โดดเด่นด้านแรงปะทะมากนัก แต่การเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็ระเบียบและรู้จักรักษากำลัง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้ฝึกเพื่อเอาชนะด้วยแรงดิบ หากเพื่อไม่ให้เสียเปรียบในสถานการณ์ที่ต้องประเมินต้นทุนของตนเองตลอดเวลา
หลินเซวียนไม่ได้ขึ้นเวที
เขายืนอยู่ด้านล่าง ใต้ร่มเงาศาลาตระกูลหลิน พัดในมือขยับเบา ๆ ดวงตามองผู้แสดงแต่ละคนด้วยความสนใจมากกว่าความตื่นเต้น เย่เทียนสังเกตว่า หลินเซวียนไม่ค่อยมองจังหวะที่ผู้แสดงทำสำเร็จ แต่กลับมองจังหวะที่พวกเขาเกือบเสียสมดุล เกือบหายใจผิด หรือเกือบใช้แรงเกินจำเป็
ไม่นานนัก หลินเซวียนก็เดินมาหยุดไม่ไกลจากโต๊ะบันทึกของเย่เทียนราวกับบังเอิญ
“ผู้ช่วยบันทึกตระกูลเย่” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มสุภาพ “เ้าจดไว้มากทีเดียว”
เย่เทียนวางพู่กันลงชั่วครู่ “หน้าที่ของข้าคือจด”
“แล้วเ้าจดเพียงสิ่งที่พวกเขาแสดง หรือจดสิ่งที่พวกเขาพยายามซ่อนไว้ด้วย”
น้ำเสียงของหลินเซวียนยังคงนุ่มนวล แต่คำถามนั้นไม่เบาเลย
เย่เทียนเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย “สิ่งที่คนพยายามซ่อน บางครั้งไม่ควรอยู่ในบันทึกกลาง”
หลินเซวียนยิ้มมากขึ้นเล็กน้อย “เช่นนั้นแปลว่าเ้าเห็น”
“ข้าเห็นเพียงบางอย่างเท่านั้น”
“บางอย่างก็พอแล้ว” หลินเซวียนหันไปมองลานหิน ขณะเย่เฉิงกำลังยืนดูการแสดงของรุ่นเยาว์ตระกูลหานคนหนึ่ง “พี่เย่เฉิงรากฐานมั่นคงมาก แต่เ้าสังเกตหรือไม่ เวลารับแรงด้านซ้าย เขาจะระวังมากกว่าด้านขวาเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ แต่เหมือนเคยเสียจังหวะทางนั้นมาก่อน ร่างกายจึงจำไว้เอง”
เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย
เขามองเย่เฉิงอีกครั้ง ย้อนนึกถึงจังหวะฝ่ามือบนเวที และนึกถึงท่าก้าวแปดจังหวะเมื่อครู่
จริง
เล็กมากจนแทบมองไม่ออก แต่เวลาที่เย่เฉิงเปลี่ยนน้ำหนักมาทางซ้าย เขาคุมละเอียดกว่าทางขวาเล็กน้อย ราวกับระวังไม่ให้ช่องว่างเดิมเกิดขึ้นซ้ำ
หลินเซวียนมองเห็น
และมองเห็นโดยไม่จำเป็ต้องลงมือเอง
เย่เทียนรู้สึกถึงแรงกดดันอีกแบบหนึ่ง
ถ้าหานเลี่ยทำให้เขาเห็นว่าประสบการณ์สนามจริงสามารถหลอมการเคลื่อนไหวให้สั้นและคมได้เพียงใด หลินเซวียนก็ทำให้เขาเห็นว่า การอ่านคนช้าไปเพียงก้าวเดียว อาจหมายถึงการถูกอีกฝ่ายอ่านจนหมดก่อนรู้ตัว
“เ้าเองก็สังเกตได้ใช่หรือไม่” หลินเซวียนถาม
เย่เทียนไม่ตอบทันที เขาเพียงยิ้มบาง “ข้ายังอ่านช้ากว่าคุณชายหลินมาก”
“อ่านช้าไม่สำคัญเท่าอ่านผิด” หลินเซวียนกล่าว “คนจำนวนมากรีบตัดสินจนเห็นสิ่งที่อยากเห็น ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า”
คำพูดนี้เหมือนคำสอน
แต่เย่เทียนไม่คิดว่าหลินเซวียนพูดเพื่อสอนเขาเพียงอย่างเดียว อีกฝ่ายกำลังทดสอบว่าคำพูดแบบใดจะทำให้เขาขยับสีหน้า แบบใดจะทำให้เขาตอบโต้ และแบบใดจะทำให้เขาเงียบ
เย่เทียนจึงเพียงคารวะเล็กน้อย “ขอบคุณที่ชี้แนะ”
หลินเซวียนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “น่าเสียดาย เ้าเป็ผู้ช่วยบันทึกของตระกูลเย่ หากอยู่ตระกูลหลิน ข้าคงอยากให้เ้าลองอ่านบัญชีสินค้าสักสองสามเล่ม”
“ข้ากลัวว่าหลังอ่านแล้ว ข้าจะต้องจ่ายค่าหมึกเอง”
หลินเซวียนหัวเราะจริงจังขึ้นเล็กน้อย คราวนี้ไม่ใช่เพียงรอยยิ้มทางมารยาท “เ้าระวังตัวดี”
“คนไม่มีปราณ ควรระวังตัวมากหน่อย”
“หรือบางที เพราะไม่มีปราณ เ้าจึงเห็นสิ่งที่คนมีปราณมองข้าม” หลินเซวียนกล่าวทิ้งท้าย แล้วเดินกลับไปทางศาลาตระกูลหลิน
เย่เทียนมองตามอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงจดเพียงสั้น ๆ ในส่วนบันทึกส่วนตัว
หลินเซวียน — อ่านช่องว่างของคน ไม่ใช่เพียงรายการของ
ปลายพู่กันหยุดเล็กน้อย
เขาเริ่มรู้สึกแล้วว่า คนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ไกลจากเขาเพราะเปิดชีพจรได้เท่านั้น
พวกเขาแต่ละคนมีโลกที่หล่อหลอมตนเองมานานแล้ว
เย่เฉิงมีลานฝึกและวินัยที่แ่า
หานเลี่ยมีูเาและเืจริง
หลินเซวียนมีโต๊ะเจรจาและสายตาที่อ่านคน
ซูหลิงเยวี่ย…
เย่เทียนเผลอมองไปยังศาลาตระกูลซู
ซูหลิงเยวี่ยยืนอยู่ด้านข้างซูม่อเหยียนอย่างสงบ นางไม่ได้ขึ้นเวที ไม่ได้พูดคุยกับรุ่นเยาว์ตระกูลอื่น และไม่ได้แสดงความสามารถใดให้ผู้คนเห็น แต่แปลกที่ยิ่งนางไม่ทำสิ่งใด ผู้คนกลับยิ่งระวังนางมากขึ้น คล้ายกับว่าความเงียบของนางเป็กำแพงบาง ๆ ที่ไม่มีใครกล้าผลักโดยไร้เหตุผล
ขณะรุ่นเยาว์ตระกูลหนึ่งกำลังแสดงการควบคุมลมหายใจ ซูหลิงเยวี่ยเอียงศีรษะเล็กน้อย แล้วกล่าวอะไรบางอย่างกับผู้ติดตามหญิงข้างกาย เสียงของนางเบามาก เย่เทียนไม่ได้ยินทั้งหมด แต่ด้วยระยะที่ไม่ไกลนัก เขาจับคำได้เพียงบางส่วน
“ลมหายใจไม่เข้ากับท่า…เขาฝืนให้มันดูนิ่ง”
ผู้ติดตามหญิงพยักหน้าอย่างเคารพ
เย่เทียนมองไปยังคนที่นางพูดถึง รุ่นเยาว์ผู้นั้นกำลังถูกหลายคนชมว่าท่วงท่านิ่งและสวยงาม แต่เมื่อมองตามคำของซูหลิงเยวี่ย เย่เทียนจึงเห็นว่า ่อกของเขาตึงเกินไปจริง ๆ ลมหายใจถูกกดไว้เพื่อให้จังหวะดูเรียบ ไม่ใช่ไหลไปพร้อมท่าอย่างเป็ธรรมชาติ
สิ่งนี้แทบไม่มีใครพูดถึง
แต่ซูหลิงเยวี่ยเห็น
นางไม่ได้ใช้เสียงดัง ไม่ได้แสดงตนว่าเหนือกว่า และไม่ได้มองด้วยความหยิ่งยโส นางเพียงเห็นสิ่งนั้น แล้วกล่าวออกมาราวกับเป็ความจริงเรียบง่ายอย่างหนึ่ง
เย่เทียนรู้สึกถึงระยะห่างอีกแบบ
ไม่ใช่ระยะห่างของตำแหน่ง ไม่ใช่ระยะห่างของคำมั่นเก่า และไม่ใช่ระยะห่างของข่าวลือในโรงน้ำชา
แต่มันคือระยะห่างของสายตา
คนที่เคยเป็เด็กหญิงในความทรงจำของเขา บัดนี้มองเห็นระดับที่เขาเพิ่งเริ่มเรียนรู้จะมอง
และบางที นางอาจเดินบนทางของตนเองมานานกว่าที่เขาคิดมาก
ซูหลิงเยวี่ยคล้ายรู้สึกถึงสายตาของเขา
นางหันมาทางโต๊ะบันทึกช้า ๆ
ดวงตาสีเงินอมฟ้าคู่นั้นสบกับดวงตาอำพันของเย่เทียนเพียงเสี้ยวหนึ่ง
ไม่มีคำพูด
ไม่มีรอยยิ้ม
ไม่มีความใ
แต่ในเสี้ยวนั้น เย่เทียนรู้สึกได้ว่า นางเห็นเขา
ไม่ใช่มองผ่าน
ไม่ใช่จำไม่ได้
แต่ก็ไม่ใช่การเรียกหาอดีตกลับมา
เป็เพียงการมองของคนที่รับรู้ว่ามีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น
จากนั้นซูหลิงเยวี่ยก็หันกลับไปอย่างสงบ
เย่เทียนก้มหน้าลงช้า ๆ พู่กันในมือแตะกระดาษอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้เขียนทันที
ในใจของเขามีความรู้สึกประหลาดผสมปนกัน
ไม่ใช่ความอิจฉา
ไม่ใช่ความต่ำต้อย
แต่เป็การรับรู้ที่หนักและชัดว่า โลกกว้างกว่าที่เขาเคยคิดมากนัก
คนเหล่านี้ไม่ได้เป็เพียงชื่อจากรายชื่อที่เย่จงให้มา
พวกเขาคือทางเดินต่าง ๆ ที่ถูกขัดเกลาด้วยสิ่งคนละแบบ
เย่เฉิงด้วยวินัย
หานเลี่ยด้วยอันตราย
หลินเซวียนด้วยการคำนวณ
ซูหลิงเยวี่ยด้วยความเงียบและสายตาที่ลึกเกินวัย
ส่วนเขา…เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
เย่เทียนเขียนลงในบันทึกส่วนตัวของตนเองช้า ๆ
ความแข็งแกร่งไม่ได้มีเพียงรูปเดียว
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะเติมอีกบรรทัด
หากข้ายังไม่มีปราณ อย่างน้อยต้องมองให้ชัดกว่าคนที่มีปราณแต่ไม่คิดจะมอง
เมื่อลำดับการแสดงพื้นฐาน่แรกใกล้จบ ตัวแทนสภาเมืองก้าวขึ้นแท่นกลางอีกครั้ง เสียงเคาะไม้สามครั้งทำให้ผู้คนรอบลานค่อย ๆ เงียบลง
“การแลกเปลี่ยนพื้นฐาน่แรกสิ้นสุดลงแล้ว” ชายชรากล่าว “แต่รากฐานของผู้ฝึกมิได้อยู่ที่ท่วงท่าเพียงอย่างเดียว ่ต่อไปจะเป็การจำลองสถานการณ์อ่านจังหวะและตัดสินใจ แต่ละตระกูลจะส่งผู้แทนหนึ่งถึงสองคนเข้าร่วม เพื่อวิเคราะห์ร่องรอยการปะทะจำลองและเลือกวิธีรับมือที่เหมาะสม”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบลานทันที
อ่านจังหวะ
ตัดสินใจ
วิเคราะห์ร่องรอยการปะทะ
เย่เทียนชะงักปลายพู่กันเล็กน้อย
นี่ไม่ใช่การทดสอบแรงปราณโดยตรง
แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนนอกเวทีควรเข้าไปยุ่งง่าย ๆ
หลินเซวียนที่ยืนอยู่ฝั่งตระกูลหลินหันมามองเขาอีกครั้ง รอยยิ้มบางปรากฏที่มุมปาก ราวกับประโยคที่ยังไม่ได้พูดลอยมาก่อนเสียงจริง
ผู้ช่วยบันทึกตระกูลเย่
ข้าเริ่มอยากรู้แล้วว่า หากไม่มีปราณ เ้าจะอ่านลานนี้ได้มากแค่ไหน
เย่เทียนก้มมองกระดาษตรงหน้า
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เพราะความกลัวเพียงอย่างเดียว
เวทีของผู้มีพลังยังคงอยู่ตรงกลางลาน
เขายังยืนอยู่ข้างเวที
แต่เป็ครั้งแรกที่เย่เทียนรู้สึกว่า บางทีข้างเวทีอาจไม่ได้ไกลจากคำตอบเท่าที่คนอื่นคิด