เมื่อได้ยินดังนั้นจางอ้ายหลินก็พลันเข้าใจเรื่องราว "นางเด็กซูอี้ฉินคนนี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวนัก"
แม้จะมิได้เข้าใจสถานการณ์อย่างละเอียดแต่ในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ ก็สามารถหาทางออกให้กับตนเองได้อย่างรวดเร็วความสามารถเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่คนทั่วไปมี
"ในเมื่อนางมิได้เป็นอะไร ก็อย่าได้ใส่ใจนางเลย"
โตป่านนั้นแล้วคงมิมีเรื่องอันใดหรอก ส่วนนางจะกลับหรือไม่กลับ นั่นก็เป็นเรื่องของนางพวกนางไม่อาจเข้าไปก้าวก่ายได้
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้จางอ้ายหลินก็พลันนึกขึ้นได้ถึงข่าวที่นางได้ยินมาวันนี้ แววตาก็ฉายความสะใจออกมา“หว่านหว่านเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดซูไท่ไท่ถึงมิได้มาหาเรื่องพวกเราอีก?”
"ทำไมหรือ?" ซูอี้หว่านเลิกคิ้วขึ้น"หรือว่านางจะหวาดกลัวจนหนีไปแล้ว?"
ที่จริงคำตอบนี้ของนางนางเองก็ไม่อยากจะเชื่อนัก แม้ว่าผลลัพธ์ของคนผู้นั้นในคราวก่อนจะน่าสังเวชเกินทนน่าจะทำให้ซูไท่ไท่หวาดกลัวไปได้ช่วงหนึ่ง
ทว่ายายแก่นั่นอาจจะคนหลงๆลืมๆ ไปสักหน่อย คงไม่ยอมเชื่อฟังกันง่ายๆ เช่นนี้แน่
เห็นซูอี้หว่านมีท่าทีชัดเจนว่ามิเชื่อคำกล่าวของตนจางอ้ายหลินจึงแย้มยิ้ม "เจ้าต้องคาดไม่ถึงอย่างแน่นอนว่าเพราะเหตุใด"
นางจงใจเอ่ยอย่างเป็นปริศนาเมื่อเห็นซูอี้หว่านมีท่าทีอยากรู้อยากเห็นจริงๆ จึงค่อยๆ กล่าวต่อ"ซูไท่ไท่ ณ ขณะนี้ ถูกคุมขังอยู่ในคุกแล้ว!"
จางอ้ายหลินกล่าวจบตนเองก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ หัวเราะไปพลางก็เล่าเรื่องราวที่นางสืบมาให้ฟัง
เดิมทีซูไท่ไท่ตากแดดตากลมอยู่บนถนนได้เพียงไม่กี่วันก็เริ่มทนมิได้แล้ว ที่พักอาศัยจะเลวร้ายอย่างไรนางยังกัดฟันทนได้แต่ที่นางทนไม่ได้คือทุกวันไม่มีอะไรให้กินเพียงไม่กี่วันก็หิวโหยจนแทบจะเดินเหินไม่ได้
นางไม่มีทางเลือกจำต้องเลียนแบบพวกขอทาน หาชามแตกใบน้อยไปยังริมถนนเพื่อขอทาน
เพียงแต่ซูไท่ไท่เห็นได้ชัดว่ามิได้เข้าใจกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้ขอทานก็มีการแบ่งเขตแดน นางเดินตรงไปยังเขตแดนของผู้อื่นเพื่อแย่งที่ทำมาหากินแล้วพวกเจ้าถิ่นจะปล่อยนางไปได้อย่างไร
หากมิใช่เพราะกลิ่นกายเหม็นเน่าน่ารังเกียจของซูไท่ไท่ที่ทำให้ผู้คนเมินหน้าหนี เรื่องราวคงไม่จบลงเพียงแค่โดนทำร้ายร่างกาย
ถึงอย่างนั้นซูไท่ไท่ก็ถูกทุบตีจนบาดเจ็บปางตาย ประกอบกับนางอดอยากมาหลายวันร่างกายเดิมทีก็อ่อนแออยู่แล้ว การถูกทุบตีในครั้งนี้เกือบจะทำให้นางเสียชีวิตไปครึ่งชีวิต
เหล่าขอทานทุบตีนางไปแล้วแม้แต่เงินไม่กี่อีแปะที่นางขอมาได้ ก็มิได้ปล่อยไปแม้แต่แดงเดียว ยึดไปทั้งหมด
ซูไท่ไท่นึกไม่ถึงว่าตนเองจะตกต่ำถึงขั้นแม้แต่ขอทานก็ไม่อาจเป็นได้ด้วยใจที่อยากจะออกไปนอกเมือง กลับไปอยู่กับพวกบ้านใหญ่เช่นเดิม
ผู้ใดเล่าจะคิดว่านางจะบังเอิญไปได้ยินผู้คนพูดคุยกันว่าเดิมทีเหล่าผู้อพยพที่อยู่นอกเมืองอวิ๋นเฉิงล้วนไปยังเมืองเหมียวที่อยู่ข้างเคียงแล้วที่นั่นรับผู้อพยพเข้าเมืองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
พอได้ยินคำกล่าวนี้ความหวังเพียงน้อยนิดที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในใจของซูไท่ไท่ก็พลันดับวูบ
นางในตอนนี้หิวจนเดินมิไหวจะสามารถตามไปยังเมืองเหมียวได้อย่างไร?
อีกอย่างหากนางไปยังเมืองเหมียว แล้วหาสมาชิกในครอบครัวของตนไม่เจอ นางจะทำอย่างไร?
หากตอนนี้เมืองเหมียวก็เริ่มเก็บค่าเข้าเมืองแล้วนางอยากจะกลับมายังเมืองอวิ๋นเฉิงก็ไม่อาจกลับมาได้!
ถึงอย่างไรก็อยู่เมืองอวิ๋นเฉิงมาพักใหญ่จึงคุ้นเคยกับที่นี่พอสมควร ซูไท่ไท่จึงไม่อยากเปลี่ยนแผ่นดินถิ่นอาศัยอีกแล้ว
นางคิดแล้วคิดเล่าเห็นทีคงต้องไปพึ่งพาพวกบ้านรองอีกครั้ง เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นผู้ใหญ่ที่พวกเขาต้องให้ความสำคัญ หากพวกเขาเพิกเฉยนั่นก็คือความอกตัญญูอย่างใหญ่หลวง หากทำให้เรื่องใหญ่โตขึ้นมาก็คงไม่พ้นถูกทางการโบยตี
ถึงที่สุดก็แค่แบ่งอาหารให้นางบ้างด้วยความหิวโหย นางถึงกับตาลาย ไม่มีกะจิตกะใจคิดสิ่งอื่นใด
เมื่อตัดสินใจได้แล้วซูไท่ไท่จึงเดินโซเซไปยังเรือนตระกูลซู ระหว่างทางเห็นแผงขายแป้งทอดอยู่ริมถนนพอได้กลิ่นหอมๆ ก็เดินต่อมิไหว
เพราะนางหิวจนตาลายประกอบกับซูไท่ไท่ก็มิใช่คนมีคุณธรรมอันใด ในทันทีก็เกิดความคิดชั่ววูบขึ้นมาขณะที่เจ้าของแผงกำลังจัดของให้กับผู้อื่น นางก็วิ่งเข้าไปจะขโมยแป้งทอด
เดิมทีแค่ขโมยแป้งทอดก็พอแล้วเจ้าของแผงอาจจะเห็นใจนาง ตำหนินางสักหน่อยก็จบเรื่องหากแต่ซูไท่ไท่ก็มิรู้ว่าคิดเช่นไร ยังคิดจะขโมยเงินในกล่องเงินของผู้อื่น
ขณะที่นางกำลังเอื้อมมือสกปรกไปยังกล่องเงินก็ถูกเจ้าของแผงจับได้พอดี บังเอิญทหารยามที่ตรวจตราอยู่ใกล้ๆ นั้นเองเจ้าของแผงจึงร้องลั่นให้คนมาช่วย ถูกจับส่งทางการ เข้าคุกไปในที่สุด
ซูอี้หว่านฟังจบก็ตะลึงงันไปทันทีไม่คาดคิดว่าซูไท่ไท่จะกล้าถึงเพียงนี้ กลางถนนก็คิดจะขโมยเงินของผู้อื่นมิรู้ว่ายายแก่ผู้นี้คิดเช่นไร เห็นว่าเจ้าของแผงตาบอดหรืออย่างไร?
"ข้ารู้สึกว่า การติดคุกสำหรับซูไท่ไท่แล้ว กลับเป็นเรื่องดีเสียมากกว่า?"ซูอี้หว่านเบ้ปาก "อย่างน้อยก็มีที่กำบังลมกันฝนมิเดือดร้อนเรื่องอาหารการกิน"
เมื่อคิดเช่นนี้ซูไท่ไท่กลับเป็นฝ่ายได้กำไร!
เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนี้จางอ้ายหลินก็อดมิได้ที่จะหัวเราะเสียงดัง "ใครจะรู้เล่าอย่างไรเสียสถานที่เช่นนั้น ก็มิใช่สถานที่ที่น่าอยู่"
หากเป็นเช่นนั้นเหตุใดพวกคนไร้บ้านจึงไม่ก่อเรื่องเล็กน้อยให้ได้เข้าไปอยู่ในคุกกันไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องอื่น แค่สูญเสียอิสรภาพไปเกรงว่าคงมีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถยอมรับได้
ซูอี้หว่านย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดีจึงส่ายศีรษะน้อยๆ "ช่างเถอะนางเป็นเช่นไรก็มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับพวกเรา อย่างไรเสียเมื่อนางเข้าไปแล้วก็จะไม่มีผู้ใดมาก่อกวนพวกเราอีก ถือว่าจบเรื่องจบราวไปได้สักที"
จางอ้ายหลินเองก็คิดเช่นเดียวกันนางพยักหน้าพลางกล่าว "พักเรื่องนี้ไว้ก่อนมาคุยกันเรื่องร้านอาหารของพวกเรากันเถอะ ข้าออกไปข้างนอกมาเมื่อครู่ได้แวะที่ร้านขายเนื้อของตระกูลหลี่ด้วยและได้พูดคุยถึงเรื่องการส่งวัตถุดิบกับพวกเขา พวกเขาตอบรับข้อเสนอโดยให้สัญญาว่าจะลดราคาเนื้อสองอีแปะต่อชั่ง หากสั่งซื้อจำนวนมาก”
สีหน้านางบ่งบอกว่าราคานี้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนักแล้วคิดว่าร้านอาหารของพวกนางยังไม่ได้เปิดทำการจะให้คาดคะเนปริมาณเนื้อที่จะใช้ได้อย่างไรคงเป็นเพราะพวกเขายังไม่ไว้วางใจพวกนางมากพอ จึงทำให้การเจรจาเป็นไปได้ยาก
หากมิใช่เพราะเจ้าของร้านขายเนื้อรู้ว่ากิจการของแผงขายอาหารเช้าของพวกนางดีมองว่าร้านอาหารที่เปิดก็คงมิได้เลวร้ายเท่าใดนัก ก็อาจจะไม่ตอบตกลงให้ราคานี้
ซูอี้หว่านพยักหน้า"ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ลดราคาให้สองอีแปะก็มิเลวรอให้ปริมาณการขายของพวกเรามากขึ้น ข้าเชื่อว่ายังสามารถพูดคุยกันได้อีก"
ส่วนผักเหล่านี้นางประเมินว่าการร่วมมือกับตระกูลหลิวก็คงไม่มีปัญหาอันใดทั้งยังสามารถให้พวกเขารวบรวมไข่ไก่จากสิบลี้แปดลี้ได้อีกด้วย
มิใช่เพียงสิ่งเหล่านี้หากมีผักป่า นางก็สามารถรับซื้อได้ซูอี้หว่านเชื่อว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนขยันขันแข็ง หากมีช่องทางสร้างรายได้พวกเขาย่อมเต็มใจอย่างแน่นอน
แค่ปลูกผักเพิ่มอีกสองสามแปลงเลี้ยงไก่เพิ่มอีกไม่กี่ตัว มิใช่เรื่องยุ่งยากอะไร
เพียงแต่เพราะร่างกายของพี่หลี่การจัดส่งสินค้าครั้งนี้คงต้องล่าช้าเล็กน้อยหากเพราะเรื่องนี้ทำให้การเปิดร้านอาหารต้องล่าช้าไปสองสามวันก็ดูเหมือนว่าจะขาดทุนอยู่บ้าง
ซูอี้หว่านคิดว่าหากจำเป็นจริงๆ ก็คงทำได้เพียงให้ตนเองต้องลำบากขึ้นเล็กน้อยก่อนอื่นก็ส่งลูกจ้างไปสองคนเพื่อช่วยจัดการ รอจนกว่าหลี่ต้าจู้หายดีแล้วค่อยส่งมอบให้สองสามีภรรยาจัดการ