โลหิตของลู่กวงและศิษย์ทั้งสี่ยังคงหยดหยาดเป็ทางยาวบนพื้นลานศิลาหน้าหอโอสถ กลิ่นคาวโชยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทว่าท่ามกลางความเงียบงันของฝูงชนที่ยืนแข็งค้างอยู่รอบข้าง ลู่เฉินกลับไม่มีเวลาให้เพลิดเพลินกับชัยชนะ
เพราะขณะที่เขากำลังพยุงร่างชายชราผู้ดูแลหอโอสถลุกขึ้น กระดูกสันหลังของเขาก็ลั่นขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ไม่ใช่เสียงลั่นทุ้มต่ำแบบเดิม แต่เป็เสียงเปรี๊ยะ เปรี๊ยะ ถี่รัวราวกับข้อไม้ไผ่นับสิบท่อนกำลังแตกหักพร้อมกัน ความเ็ปสายฟ้าฟาดพุ่งทะลุจากท้ายทอยลงมาถึงก้นกบ ลู่เฉินสะดุ้งโหยง วางชายชราลงกับพื้นอย่างรวดเร็วก่อนที่ตัวเองจะทรุดฮวบ
"เ้า... เ้าเป็อะไรไปรึ!" ชายชราใ ยื่นมือคว้าแขนของเขาไว้
ลู่เฉินไม่ตอบ เขากัดฟันจนเืซึมที่มุมปาก มือทั้งสองข้างจิกลงบนพื้นศิลาจนเล็บฉีกขาด ไอทมิฬสีดำที่เคยแผ่ซ่านออกมาจางๆ ยามต่อสู้ บัดนี้พวยพุ่งออกมาราวกับควันไฟ ลวดลายข้อไม้ไผ่บนแผ่นหลังของเขาเรืองแสงถี่ขึ้นเรื่อยๆ ดั่งจะเผาผลาญเนื้อหนังจากภายใน
"หนีไปให้ไกล...!" เขาสั่งเสียงแหบ
ฝูงศิษย์ที่เหลือไม่รอช้า ต่างวิ่งกระเจิงหนีออกจากลานศิลา ททิ้งไว้เพียงชายชราที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบคลานถอยไปหลบหลังเสาหินที่ยังไม่หัก
ลู่เฉินเหลือตัวคนเดียวกลางซากปรักหักพัง
"มัน... มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า..." เขาพึมพำ สายตาพร่าเลือน ทว่าลึกลงไปในกระดูกสันหลัง เขารับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน มันไม่ใช่ความเ็ปจากโรคร้ายเช่นทุกครั้ง แต่เป็ความรู้สึกเหมือนมีเมล็ดพันธุ์แข็งแกร่งกำลังแทงยอดทะลุเปลือกไม้เก่าที่ผุพังออกมา
ภาพในหัวของเขาพร่าเลือนเป็สีดำสนิท ก่อนจะผุดภาพหุบเขาหมอกทมิฬที่เขามองเห็นจากหน้าต่างกระท่อมทุกค่ำคืน
"ไป... ที่นั่น..." ร่างกายของเขาขยับเองราวกับถูกชักนำ ลากขาที่แทบไม่มีแรงมุ่งหน้าออกจากลานศิลา ทิ้งเสียงเปรี๊ยะๆ ที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ไว้เื้ั
ณ ห้องโถงใหญ่ของตระกูลลู่สายหลัก บรรยากาศตึงเครียดไม่แพ้กัน
"ท่านผู้เฒ่า ลู่กวงกับลู่เหยียนถูกซัดจนสลบคาที่ ศิษย์ผู้ติดตามอีกสี่คนาเ็สาหัส!" ผู้ส่งข่าวคุกเข่าก้มหน้าสั่นเทา
ลู่เจิ้งไท ผู้าุโตระกูลลู่สายหลัก นั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้ศิลาแกรนิต ดวงตาที่หลับปรือลืมโพลงขึ้นในทันที กระแสปราณระดับก่อตั้งรากฐานขั้นปลายแผ่ซ่านออกมาจนโถงทั้งห้องสั่นะเื เขาเป็ผู้าุโที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสายสาขา ควบคุมทรัพยากรและกฎเกณฑ์ทั้งหมด
"ใครทำ?" เสียงถามเย็นชืด
"คือ... คือลู่เฉิน เด็กพิการที่เส้นชีพจรตีบตัน..."
"ไร้สาระ!" ลู่เจิ้งไทตวาดลั่น พลังปราณะเืจนแจกันศิลาบนโต๊ะแตกละเอียด "เด็กที่ไร้พลังปราณจะซัดรวบรวมปราณขั้นที่หกจนสลบได้อย่างไร เ้าโกหกข้ารึ!"
"ข้าไม่กล้าโกหก ยามนั้นมีศิษย์เห็นเหตุการณ์นับสิบคนยืนยัน กระดูกสันหลังของลู่เฉินเรืองแสงสีดำ ลวดลายราวกับข้อไม้ไผ่โบราณ..."
ลู่เจิ้งไทชะงักไป ดวงตาหรี่ลงคิดอะไรบางอย่าง ลวดลายไม้ไผ่บนกระดูก... เขาเคยได้ยินตำนานเก่าแก่ที่สุดของตระกูลเล่าถึงสิ่งนี้ แต่มันควรจะสาบสูญไปนานแล้ว
"ไปตามหาตัวมันมาให้ข้า เป็หรือตายก็ได้ แต่ห้ามทำลายกระดูกสันหลังของมันเด็ดขาด!" เขาสั่งการเสียงเข้ม ก่อนจะลุกขึ้นยืน ไอปราณสีครามพวยพุ่งรอบกาย "หากสิ่งที่ข้าคิดเป็จริง... ตระกูลลู่สายสาขาจะได้กำเนิดสมบัติของตระกูลอีกครั้ง"
หุบเขาหมอกทมิฬยามค่ำคืนหนาวเหน็บและวังเวงยิ่งกว่าที่ใด สายหมอกสีเทาทึบปกคลุมพื้นดินสูงถึงหน้าแข้ง ต้นไม้รอบข้างบิดเบี้ยวผิดรูปราวกับถูกพลังปราณโบราณกัดกร่อนมานับพันปี
ลู่เฉินคลานเข้ามาถึงปากหุบเขาด้วยแรงสุดท้าย ร่างของเขาล้มลงกองอยู่บนพื้นหญ้าเปียกชื้น เสียงกระดูกลั่นดังถี่ขึ้นจนแทบเป็เสียงเดียวต่อเนื่อง ราวกับพายุฝนที่กระหน่ำลงบนหลังคาไม้ไผ่
"อ๊าก...!"
เขากรดร้องออกมาสุดเสียง เมื่อกระดูกสันหลังปล้องที่สามจากคอลงมาบิดตัวและยืดขยายออก เนื้อหนังรอบข้างฉีกขาดเล็กน้อยก่อนจะสมานตัวกลับคืนอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ เืสีดำคล้ำไหลซึมออกมาปนกับเหงื่อ
ลึกลงไปในไขกระดูก จิติญญาโบราณที่หลับใหลมานานนับพันปีเริ่มสั่นสะท้าน มันคือเศษเสี้ยวจิตสำนึกของกระบี่แม่ ต้นกำเนิดแห่งไผ่ดำา ที่ฝังตัวรอคอยเ้าของที่คู่ควรมาตลอดหลายชั่วอายุคน
[เ้าหนู... เ้าทนทรมานมามากพอแล้ว] เสียงกังวานเยือกเย็นดังก้องขึ้นในหัวของลู่เฉิน มันไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็ความรู้สึกที่แทรกซึมเข้าสู่จิติญญาโดยตรง [เนื้อไม้ในกระดูกของเ้าสุกงอมพอที่จะแทงยอดแล้ว จงเปิดเส้นชีพจรที่ตีบตันของเ้าออก แล้วรับข้าไว้]
"เ้าเป็... เ้าเป็ใคร!" ลู่เฉินหอบถามท่ามกลางความเ็ป
[ข้าคือเ้าของกระดูกที่เ้าแบกรับมาแต่กำเนิด และต่อจากนี้... เ้าจะเป็เ้าของข้า]
ทันใดนั้น ภาพในหัวของลู่เฉินก็สว่างวาบ เขาเห็นภาพป่าไผ่ดำสนิทกว้างสุดลูกหูลูกตา ต้นไผ่นับหมื่นนับแสนต้นโอนเอนตามสายลม แต่ละต้นแฝงด้วยไอปราณเยือกเย็นทว่าทรงพลังเหลือคณา ณ ใจกลางป่านั้นมีลำไผ่เก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่ง ลำต้นสีดำสนิทแกะสลักด้วยอักขระโบราณที่ไม่มีใครอ่านออก
ลู่เฉินรู้สึกได้ถึงหนทางที่ต้องเดิน เขาหลับตาลง โคจรความรู้สึกทั้งหมดลงไปที่กระดูกสันหลัง แม้เส้นชีพจรของเขาจะตีบตันมาแต่กำเนิด แต่บัดนี้มันไม่ใช่เส้นทางของพลังปราณธรรมดาอีกต่อไป มันคือเส้นทางที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อไผ่ดำาโดยเฉพาะ
"งั้นข้าก็จะเปิดมันเอง!"
เขาะโก้อง ทุ่มเทจิตสำนึกทั้งหมดทะลวงเข้าไปในกระดูกสันหลังของตัวเอง
โครม!
เสียงะเิดังขึ้นจากภายในร่างกาย ราวกับเขื่อนที่กั้นน้ำมานับสิบปีแตกทลายลงในพริบตา เส้นชีพจรที่บิดเบี้ยวตีบตันมาั้แ่เกิดถูกทะลวงเปิดออกทีละจุด พลังงานมหาศาลพวยพุ่งไหลบ่าเข้าสู่ทุกอณูของร่างกาย ลู่เฉินเกร็งกายจนหลังโก่ง ปากอ้ากว้างแต่ไร้เสียงกรีดร้องออกมา ด้วยความเ็ปนั้นเกินกว่าจะร่ำไห้ได้อีกต่อไป
ิับนแผ่นหลังของเขาปริแตกออกเป็รอยเล็กๆ ทว่าแทนที่จะมีเืไหล กลับมีเนื้อไม้สีดำสนิทมันวาวแทงยอดผลุบโผล่ออกมาจากใต้ิั มันไต่คลานยึดเกาะไปตามแนวกระดูกสันหลังราวกับสิ่งมีชีวิต ก่อนจะรวมตัวหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับกระดูกในพริบตา
สรีระของลู่เฉินเริ่มเปลี่ยนแปลง กระดูกที่เคยเปราะบางบิดเบี้ยวจนแทบใช้การไม่ได้ บัดนี้แข็งแกร่งขึ้นทวีคูณ กล้ามเนื้อกระชับตัวเป็มัด เส้นเืดำแทรกไอทมิฬจางๆ ปรากฏขึ้นทั่วร่าง ราวกับสายน้ำสีดำที่ไหลเวียนอยู่ใต้ิั
หมอกในหุบเขาหมุนวนเข้าหาร่างของเขาราวกับถูกดูดกลืน ต้นไม้บิดเบี้ยวรอบข้างสั่นไหวเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด นกกลางคืนตื่นใบินหนีกระจัดกระจาย
แล้วมันก็มาถึง... จุดสูงสุดของความเ็ปและการเปลี่ยนแปลง
"อ๊าาาาาก!!!"
ลู่เฉินะเิเสียงกรีดร้องออกมาสุดเสียงในที่สุด กระดูกสันหลังปล้องบนสุดใกล้ท้ายทอยลั่นเพล้งดังก้องหุบเขา แงสีดำทมิฬพวยพุ่งทะลุกระจายออกมาจากแผ่นหลังของเขาสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับเสาอัคคีสีดำที่แทงทะลุความมืดของราตรี
และจากแสงนั้น... มันคือกระบี่บิน
กระบี่เล่มยาวราวสามศอก เนื้อไม้สีดำสนิทเรียบมันวาว บางส่วนยังคงมีลายข้อไม้ไผ่ปรากฏอยู่ตลอดความยาวของใบกระบี่ ปลายแหลมคมกริบราวกับถูกลับด้วยหินเซียนนับร้อยปี มันลอยล่องอยู่กลางอากาศเหนือร่างของลู่เฉิน สั่นไหวเบาๆ ราวกับกำลังสูดลมหายใจแรกในชีวิต
[นี่คือกระบี่แม่... เนื้อไม้ต้นแรกที่หลอมรวมกับกระดูกสันหลังของเ้าั้แ่กำเนิด] เสียงในหัวของลู่เฉินกังวานขึ้นอีกครั้ง ทว่าคราวนี้มันอ่อนโยนกว่าเดิม [จากนี้ไป เ้าจะเป็ผู้ควบคุมมัน และมันจะเป็ดั่งแขนขาที่สี่ของเ้า]
ลู่เฉินหอบหายใจถี่ ร่างกายที่เปียกโชกไปด้วยเหงื่อและเืสั่นเทาไปทั่ว แต่ั์ตาของเขากลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงปนปีติ เขาเงยหน้ามองกระบี่ที่ลอยอยู่ตรงหน้า รู้สึกได้ถึงสายใยบางอย่างที่เชื่อมโยงระหว่างจิติญญาของเขากับเนื้อไม้เล่มนั้น ราวกับมันเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายเขามาโดยตลอด
เขายกมือขึ้นช้าๆ กระบี่แม่สั่นไหวตอบสนอง ก่อนจะร่อนลงมาแนบสนิทกับฝ่ามือของเขาอย่างนุ่มนวล
"มัน... เชื่อฟังข้า" ลู่เฉินพึมพำเสียงสั่น น้ำตาแห่งความปลดปล่อยเอ่อล้นออกมาโดยไม่รู้ตัว หลังจากสิบหกปีแห่งความทรมานและการถูกเหยียดหยาม บัดนี้เขาได้ค้นพบพลังที่แท้จริงของตัวเองแล้ว
ทันใดนั้น เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากด้านหลัง
ลู่เฉินหันขวับ กระบี่แม่ในมือพร้อมจะพุ่งทะยานออกไปทันทีตามสัญชาตญาณป้องกันตัว
"อย่า...! เป็ข้าเอง!"
เสียงร้องเตือนคุ้นหูดังขึ้น ร่างของถังหว่านเอ๋อร์ในชุดผ้าคลุมสีขาวโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ ใบหน้าใต้ผ้าคลุมซีดเผือดด้วยความใ นางถือตะเกียงน้ำมันเล็กๆ ในมือ แสงไฟสั่นไหวตามลมหายใจที่พรั่นพรึง
"ข้ารู้สึกถึงไอปราณมหาศาลพวยพุ่งขึ้นจากหุบเขานี้ เลยรีบตามมาดู..." นางเอ่ยเสียงสั่น สายตาจับจ้องไปที่กระบี่สีดำในมือของลู่เฉินและลวดลายข้อไม้ไผ่ที่ยังคงเรืองแสงจางๆ ทั่วร่างกายเขา "เ้า... เ้าคือเด็กหนุ่มที่ข้าช่วยไว้เมื่อคืนก่อน... นี่มันเื่อะไรกัน"
ลู่เฉินคลายกระบี่แม่ ปล่อยให้มันลอยกลับไปแนบสนิทกับแผ่นหลังของเขาจนกลืนหายไปในเนื้อกระดูกราวกับไม่เคยปรากฏออกมา เหลือเพียงลวดลายจางๆ ที่ค่อยๆ เลือนหายไปตามิั
"ข้าเอง ก็เพิ่งจะรู้เหมือนกัน" เขาตอบเสียงแหบพร่า ก่อนที่ร่างกายอันอ่อนล้าจะทรุดลงไปกองกับพื้น
ถังหว่านเอ๋อร์รีบวิ่งเข้าไปประคองศีรษะของเขาไว้ นางััชีพจรที่ข้อมือ และต้องเบิกตากว้างด้วยความอัศจรรย์ใจอีกครั้ง
"เส้นชีพจรของเ้า... มันเปิดออกหมดแล้ว!" นางอุทาน "เมื่อคืนก่อนมันยังตีบตันบิดเบี้ยวจนแทบไร้ความหวัง แต่บัดนี้มันไหลลื่นราวกับแม่น้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง นี่มันเื่เหลือเชื่อสิ้นดี..."
ลู่เฉินยิ้มอ่อนแรง ก่อนสติจะเลือนหายไปในอ้อมแขนของนาง เขาไม่รู้ว่าคืนนี้จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไปตลอดกาล และไม่รู้ด้วยว่า ณ ตอนนี้ ทั่วทั้งตระกูลลู่สายหลักกำลังส่งยอดฝีมือออกตามหาตัวเขาอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของราตรี
หหุบเขาหมอกทมิฬกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงสายหมอกที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือร่างของเด็กหนุ่มผู้เพิ่งได้ปลุกตำนานที่หลับใหลมานับพันปีให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
จากคืนนี้ไป... ลู่เฉินจะไม่ใช่เศษขยะอีกต่อไป