ทะลุมิติมาเป็นภรรยาเทพมารผู้เย็นชา

    ทะลุมิติมาเป็นภรรยาเทพมารผู้เย็นชา|03

    ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. เป็๲ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 23/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 89฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ] 

    —————— ༻・ॐ・༺ ——————

     

    บทที่ 3

     

    หมอกขาวหนาทึบปกคลุมลานกว้างของวังมารในยามเช้า เสียงลมเอื่อยเฉือนผ่านกิ่งไม้เปลือยเปล่าดุจเสียงกระซิบเตือนสติ บนลานหินแข็งกระด้างนั้น ร่างสูงในชุดดำยืนเด่นดั่งเงารัตติกาลที่สลักขึ้นจากหยาดหมอก

    เฮยหลงตวัดกระบี่ในมือด้วยท่วงท่าคมกริบดุจสายน้ำ ทว่า...หากสังเกตให้ดี จะพบว่าท่าร่ายกระบี่ที่เคยเฉียบขาดไร้ที่ติบัดนี้มีบาง๰่๥๹ติดขัดผิดจังหวะ ราวกับดวงใจที่นำทางแขนขาไม่ได้สงบนิ่งอีกต่อไป

    ริมขอบลาน เฟิงอวี้ในชุดทหารสีดำประจำจวนยืนนิ่ง มือไพล่หลัง ดวงตาคมกริบจับจ้องอ๋องมารอย่างไม่กะพริบ

    สายลมหนาวเฉือนใบหน้าก็ไม่อาจทำให้ความรู้สึกหนักอึ้งในอกเบาบางลงแม้แต่น้อย เฟิงอวี้มองเห็นชัดเจนว่าทุกการเหวี่ยงกระบี่ที่ออกจากมือของเฮยหลงวันนี้ มีความลังเลและความคิดมากแฝงอยู่

    ...ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด

    ไม่นาน เสียงฝ่าเท้าทะยานดั่งพายุโหมดังขึ้นกลางลาน เฮยหลงตวัดกระบี่ในมืออีกครั้ง แต่ปลายคมกลับสั่นไหวเพียงเสี้ยวอึดใจก่อนจะกระทบกับเป้าฝึกด้วยเสียงดัง 'ฉึก' แห้งแล้ง

    เงียบงันปกคลุมทั่วลาน ราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจในขณะนั้น

    เฟิงอวี้กระแอมเบา ๆ เคลื่อนกายเข้าไปหาช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

    "ท่านอ๋อง...ยังโกรธภรรยาท่านอยู่หรือ?"

    คำถามที่ตรงไปตรงมาเหมือนดาบปลายคมเฉือนผ่านม่านหมอกที่ห่อหุ้มใจเฮยหลงไว้ในเงียบเชียบ

    ดวงตาสีดำลึกล้ำคู่นั้นสะท้อนแสงเช้าอันหม่นหมอง เขาหันขวับไปทางเฟิงอวี้ คิ้วคมขมวดเข้าหากันแน่น

    "ข้าไม่สนใจ" เฮยหลงเอ่ยเสียงต่ำ ตัดถ้อยคำชัดถ้อยชัดคำ ราวกับจะกรีดเฉือนความสับสนออกไปจากอก

    ทว่า มือที่ถือกระบี่กลับสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุมได้

    เฟิงอวี้มองภาพนั้นนิ่ง ๆ ไม่กล่าวเย้ยหยัน ไม่ยิ้มเยาะ เพียงยืนนิ่งเยี่ยงเงา ทว่าความเข้าใจลึกซึ้งที่แผ่ซ่านจากสายตากลับหนักหน่วงยิ่งกว่าเสียงใด

    เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่คิดปฏิเสธซ้ำ เฟิงอวี้จึงก้าวเข้าใกล้อีกก้าว เอ่ยเสียงเรียบนิ่งแต่หนักแน่น

    "บ่าวเพิ่งได้รับรายงานจากตลาดชายแดน..."

    คิ้วเข้มของเฮยหลงกระตุกวูบ ไม่รู้ตัวว่ากระชับด้ามกระบี่ในมือแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย

    "ภรรยาท่าน...เสิ่นชิงเยว่" เฟิงอวี้เว้นวรรคเล็กน้อย ปล่อยให้ชื่อของนางลอยอ้อยอิ่งในอากาศ "นางนำยาที่มีทั้งหมดไปแจกจ่ายชาวบ้านฟรี ทั้งยังรักษาทหาร๤า๪เ๽็๤ในค่ายร้างที่ทุกคนทอดทิ้ง"

    เฮยหลงไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด เพียงยืนนิ่ง กระบี่ในมือคล้ายถูกแรงบางอย่างบดขยี้จนกระบี่สั่นระริก

    เสียงของเฟิงอวี้ยังคงดังต่ออย่างไม่ลดละ

    "ตอนนี้...ชาวบ้านเริ่มเทิดทูนชื่อของนาง ร่ำลือว่านางมิได้เป็๞ภรรยาทิ้งขว้างอย่างที่ร่ำลือกันมา หากแต่เป็๞สตรีที่กล้าเผชิญพายุแทนพวกเขาเสียด้วยซ้ำ"

    หมอกเช้าราวกับข้นหนืดยิ่งขึ้น ทะลักท่วมใจที่เงียบงันของอ๋องมารอย่างเชื่องช้า

    เขาเบือนสายตาไปยังท้องฟ้าที่ถูกบดบังด้วยเมฆหมอก ริมฝีปากบางขบแน่นจนขาวซีด

    ภรรยาที่เขาคิดว่าไร้ค่า...

    ภรรยาที่เขาเคยเหยียดหยามไม่ไยดี...

    บัดนี้ กลับส่องประกายให้ผู้คนเคารพยกย่อง ในขณะที่ตนเองยืนอยู่อย่างเงียบงันในวังร้างดุจเงามืดที่ไร้ที่ไป

    รอยร้าวที่ถูกกดกลบไว้ในใจเฮยหลงจึงลึกขึ้นอย่างไม่มีวันหวนคืน

     

    สายหมอกที่เคลื่อนไหลอยู่ภายนอกยังไม่ทันจาง ทว่าภายในห้องตำราเก่าแก่ซึ่งตั้งอยู่ริมอุทยานหลังวังนั้น กลับมีเพียงแสงตะเกียงเล็ก ๆ ริบหรี่ฉายแสงอุ่นสีส้มอ่อนลอดผ่านระแนงไม้ ละเลียดไปทั่วผนังหินเย็นเยียบ

    เฮยหลงยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะตำราตัวใหญ่ ดวงตาสีดำทึบจับจ้องแฟ้มหนังสัตว์เก่าคร่ำที่วางอยู่ตรงหน้าอย่างเงียบงัน

    แฟ้มประวัติ...ของ 'ภรรยา'

    นิ้วเรียวยาวแตะลงบนมุมแฟ้มอย่างลังเล ความเย็นจากปลายนิ้วแผ่ซ่านขึ้นไปถึงหัวใจโดยไม่รู้ตัว

    เขาเปิดแฟ้มอย่างช้า ๆ

    แผ่นกระดาษสีเหลืองหม่นเก่าคร่ำซ้อนกันอยู่ด้านใน บรรทัดแล้วบรรทัดระบุข้อมูลชีวประวัติของเสิ่นชิงเยว่ รายละเอียดชีวิตวัยเยาว์ ลำดับตระกูล บิดามารดา การศึกษาจนถึงวันที่ถูกส่งตัวเข้าวังมาร...ทุกอย่างดูเป็๲ระเบียบ เรียบเรียงเรียบร้อย

    แต่ยิ่งกวาดตามากขึ้น เฮยหลงกลับยิ่ง๱ั๣๵ั๱ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

    บาง๰่๥๹ตอน...เหมือนถูกกรอกข้อความลงไปด้วยลายมือที่พยายามลอกเลียนความเก่า ทว่ากลับขาดชีวิตชีวาและความสมจริงที่บ่งบอกตัวตน

    บาง๰่๭๫...เนื้อหาเชื่อมโยงไม่แ๞๢เ๞ี๶๞อย่างที่ควรจะเป็๞ ราวกับเงื่อนไขบางอย่างถูกเย็บแปะด้วยฝีมือของผู้ไม่เข้าใจเ๹ื่๪๫ราวอย่างแท้จริง

    ความเย็นเยียบไต่ขึ้นตามแนวกระดูกสันหลังเงียบ ๆ

    '...นาง...ไม่ใช่สตรีธรรมดาอย่างที่เห็น' เงาแห่งความคิดหนึ่งรำพึงขึ้นในใจ

    เขายืนนิ่งอยู่เช่นนั้น นานนับเค่อ

    มือที่วางอยู่บนแฟ้มเริ่มกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมส่องประกายระคนลังเลอย่างรุนแรง

    สืบต่อ...หรือหยุดเสียแต่เพียงเท่านี้?

    เขาไม่ใช่คนโง่ยิ่งนัก จะไม่รู้ว่าการไล่ตามหาความจริงในครั้งนี้ อาจหมายถึงการเหวี่ยงตนเองเข้าไปในวังวนอันตรายที่ไม่อาจหวนกลับได้อีก

    อีกทั้ง...การสืบลึกลงไปกว่านี้ ยังหมายความว่าตนจะต้อง 'ใส่ใจ' นางมากขึ้นทีละน้อย

    และนั่น...คือสิ่งที่เฮยหลงไม่ยินยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด

    บานหน้าต่างไม้ถูกลมเช้าโหมกระแทกดัง 'กรึ๊ก' แ๶่๥เบา ราวเตือนให้ตัดสินใจโดยเร็ว

    เฮยหลงหลุบเปลือกตาลงชั่วครู่ ก่อนเปิดมันขึ้นอีกครั้ง ดวงตาสีดำเข้มทอประกายเ๶็๞๰าเด็ดขาด

    เสียงฝีเท้าเบากว่าเงาเคลื่อนเข้ามาใกล้ เฟิงอวี้คุกเข่ารายงานด้วยน้ำเสียงกดต่ำ

    "ท่านอ๋อง ข้าจัดการตามคำสั่ง เริ่มกระจายบ่าวไว้ตามตลาดและประตูเมืองแล้ว ขอเพียงมีความเคลื่อนไหวผิดปกติของภรรยาท่าน บ่าวจะรายงานทันที"

    เฮยหลงไม่ได้หันกลับไปมอง เขาเพียงกล่าวเสียงเรียบเย็น

    "ไม่ต้องแตะต้อง...เพียงจับตาเท่านั้น"

    เฟิงอวี้สะกดความลังเลลงอย่างมิดชิด ก่อนค้อมศีรษะรับคำ "พ่ะย่ะค่ะ"

     

    ภายในห้องตำราที่เงียบสงัด แสงตะเกียงไหวระริกตามแรงลม ราวกำลังหัวเราะเยาะมนุษย์ผู้หลงวนในเงามืดของตนเอง

    เ๢ื้๪๫๮๧ั๫ม่านหมอกที่เคลื่อนผ่านประตูห้องตำราไปนั้น ไกลออกไปในเงาสลัวสุดสายตา...

    ในมุมมืดแห่งหนึ่งของวังหลวง ระบบลับที่ลั่วเฉินทิ้งไว้เ๤ื้๵๹๮๣ั๹ได้เริ่มขยับตัวอย่างเงียบเชียบ

    เส้นทางการสืบสาวอดีตของภรรยาเริ่มขดตัวเป็๞วงอันตรายโดยที่เฮยหลงยังไม่ทันเอะใจ

     

    ท้องฟ้าเหนือชายแดนถูกย้อมด้วยม่านเมฆหนาหนัก เสียงฟ้าคำรามดังก้องอยู่ไกล ๆ ก่อนจะตามมาด้วยสายฝนที่โหมซัดลงมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับฟ้าดินโกรธเกรี้ยวไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

    ชิงเยว่นำหน้ากลุ่มชาวบ้านที่วิ่งกระเซอะกระเซิงมาตามถนนโคลนเละเทะ เด็กเล็กสะพายหลัง คนเฒ่าคนแก่พยุงแขนกันแน่น บางคนยังคงหันกลับไปมองเรือนดินเก่า ๆ ของตนด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความลังเล

    เสียงครวญครางของพายุดังลั่น ทว่าเสียงปฏิเสธอ่อนแรงของชายแก่ผู้หนึ่งยังดังแทรกขึ้นมา

    "ข้า...ข้าไม่ไป หากปล่อยบ้านเรือนไว้เฉย ๆ พวกทหารสารเลวจะยึดไปหมด..."

    ชิงเยว่เบรกเท้า หันกลับไปยังต้นเสียง ดวงตาที่เปียกปอนไม่ได้หวาดกลัวเลยสักนิด กลับมีเพียงความหนักแน่นแน่วแน่

    "หากชีวิตท่านดับสิ้นลง ใครจักปกป้องบ้านเรือนให้ท่านได้อีกเล่า?"

    น้ำเสียงของนางไม่ดังนัก ทว่ากระจ่างชัด ทะลุผ่านเสียงฝนลงหนักได้อย่างน่าประหลาด

    คนเฒ่าชะงัก ดวงตาขุ่นมัวสั่นระริก

    ชิงเยว่ไม่รอให้โต้แย้ง นางสาวเท้าก้าวนำอีกครั้ง คราวนี้มีชาวบ้านหลายคนตัดสินใจเบี่ยงหน้า เดินตามเงียบ ๆ อย่างละอาย

    พายุหนักขึ้นเรื่อย ๆ พื้นดินเละจนแทบก้าวไม่ไหว สายน้ำสกปรกไหลบ่าอย่างบ้าคลั่ง

    นางมองไปยังขอบหมู่บ้านที่ต่ำกว่าทางหลัก ริมเนินโคลนซึ่งเริ่มอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

    '...ไม่ทันแน่ หากไม่ทำอะไรเสียแต่ตอนนี้' ความคิดพลันแล่นผ่านเร็วฉับ

    มือบางยกขึ้นแตะมวลกระดาษสีขาวที่ห่อพกติดตัวมาด้วย นั่นคือเศษยันต์ที่เขียนลวก ๆ ด้วยพู่กันไม้ไผ่ ซึ่งนางขีดขึ้นตามความทรงจำเลือนรางในอดีต...

    ยันต์กันน้ำพัง

    ชิงเยว่นั่งยองลงบนพื้นโคลน ลากเส้นอักขระลงไปอย่างรวดเร็ว แม้ฝนจะสาดโครมลงมาจนเสื้อผ้าแนบเนื้อ แต่ปลายนิ้วยังคงมั่นคง

    "พวกท่าน ช่วยกันก่อดินตรงนี้! กันน้ำเอาไว้ก่อน!" เสียงนางสั่งการรวดเร็วไม่แพ้สายฟ้าแลบ

    ชาวบ้านลังเลเล็กน้อย ทว่าพอสายตาเห็นแสงสีทองเรืองขึ้นมาจากยันต์เปียกโคลน ราวมีพลังบางอย่างค้ำจุน พวกเขาก็รีบทำตามโดยไม่ลังเลอีก

    เสียงฝนโครมคราม เสียงโคลนไหล และเสียงหัวเราะปะปนกันในลานโคลนกลางพายุร้าย

    ชิงเยว่ถอดเสื้อคลุมตัวนอกที่เปียกโชกออก ห่มคลุมเด็กน้อยคนหนึ่งที่ตัวสั่นเทิ้มแน่นิ่งบนหลังมารดา ดวงตาคู่นั้นมองมาอย่างเปียกปอนด้วยทั้งความกลัวและความคาดหวัง

    นางย่อเข่า โอบเด็กน้อยเข้าหาอกตนอย่างอ่อนโยน พลางลูบศีรษะเล็ก ๆ ด้วยฝ่ามือเปียกฝน ส่งความอบอุ่นผ่านกายที่สั่นระริก

    บนถนนโคลนไม่ไกลออกไป รถม้าแกร่งซึ่งล้อมรอบด้วยทหารองครักษ์นั่งเงียบสงัดอยู่

    ภายในรถม้า เฮยหลงเลิกม่านมองออกมา

    ดวงตาคมปลาบที่เคยนิ่งเยียบเสมือนน้ำแข็ง ถูกภาพเบื้องหน้ากระแทกวูบหนึ่ง

    ในสายฝนพรำ นางสตรีบอบบางผู้หนึ่งย่อตัวลงกลางโคลนเละ โอบกอดเด็กตัวน้อยแนบอก ทั้งยังยิ้มปลอบโยนด้วยสีหน้าอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก

    ฝนที่ซัดโหมจนเสื้อผ้าเปียกปอนจนแนบเนื้อ ไม่ได้ทำให้นางดูอ่อนแอลงเลยสักนิด มีแต่ความแน่วแน่...และแสงบางอย่างที่ทำให้เงารอบกายสว่างขึ้น

    หัวใจของเขากระตุกวูบโดยไม่ทันตั้งตัว

    เฮยหลงปล่อยม่านลงช้า ๆ

    มือใหญ่กำแน่นอยู่บนตัก สันกรามตึงเครียด ราวกำลังสะกดกลั้นบางสิ่งไว้

    '...นางไม่ได้อ่อนแออย่างที่คิด' ความคิดหนึ่งแล่นผ่านอย่างไม่อาจหักห้าม

    รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง ฝ่ากระแสฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่าย ๆ

    ทว่าในห้วงความรู้สึกเงียบงันแห่งวังมาร เสียงหัวเราะที่ปะปนมากับสายฝน ณ ลานโคลนกลางหมู่บ้านเล็ก ๆ นั้น กลับดังก้องอยู่นาน...ไม่ยอมจางหาย