ตอนที่ 9 เหยียดหยาม (1)
ตอนที่ซย่าเสี่ยวฉานกลับถึงบ้าน ก็ได้ยินเสียงแม่เฒ่าซย่าฝางซื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบใครบางคนในโถงกลาง ซย่าเสี่ยวฉานฟังแล้วถึงรู้ว่า ที่แท้พี่รองซย่าเอ้อร์หู่ที่ฝึกหัดเป็ช่างไม้อยู่ในเมืองกับน้องสามซย่าซานหู่ผู้กำลังเล่าเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาในตำบลกลับมาแล้ว
ซย่าเสี่ยวฉานผลักประตูเข้าบ้าน ซย่าเอ้อร์หู่นำของสิ่งหนึ่งกลับมาจากข้างนอกด้วย มันเป็ขนมกล่องหนึ่ง ซย่าเอ้อร์หู่กล่าวกับฝางซื่อและสะใภ้ใหญ่เฉินซื่อว่า “ท่านแม่ พี่สะใภ้ นี่คือรางวัลที่ข้าได้มาจากบ้านนายท่านแล้วตัดใจกินไม่ลง จึงเก็บไว้ให้พวกท่าน ท่านแม่ ขนมนี่กล่องหนึ่งราคาครึ่งเฉียน[1] คงอร่อยอยู่ ท่านกับพี่สะใภ้กินเถอะ”
ขณะพูด ซย่าเอ้อร์หู่เหลือบมองซย่าซานหู่ซึ่งที่อยู่อีกด้านแวบหนึ่ง “น้องสาม ที่ข้ายังมีอีกกล่องเก็บไว้ให้เ้าโดยเฉพาะ”
ว่าแล้วจึงส่งกล่องใบหนึ่งให้ซย่าซานหู่
ส่วนซย่าเสี่ยวฉานที่อยู่อีกด้าน เขาเพียงมองนางอย่างเฉยชาก่อนละสายตาไป
ครั้นแม่เฒ่าซย่าฝางซื่อเห็นซย่าเสี่ยวฉาน สีหน้าก็เปลี่ยนเป็ไม่น่ามอง แม่เฒ่าซย่าเอ่ยว่า “นางเด็กสมควรตาย ไปเถลไถลที่ไหนมาอีก อายุยังน้อยไม่เรียนรู้เื่ดีๆ กลับหัดยั่วยวนผู้ชาย คิดว่าข้าจะไม่ตีเ้าให้ขาหักใช่หรือไม่”
ประจวบกับข้างมือมีเคียวอยู่เล่มหนึ่งพอดี แม่เฒ่าซย่าคว้าเคียวขึ้นมาโบกแล้วจู่ๆ ก็ฟันฉับมาทางซย่าเสี่ยวฉาน
ซย่าเสี่ยวฉานสั่นสะท้าน ถอยหลังตามสัญชาตญาณ หลบเคียวที่หมายเอาชีวิตในพริบตา
ซย่าเสี่ยวฉานทรุดฮวบกองกับพื้น เงยหน้ามองแม่เฒ่าซย่าอย่างตะลึงงัน แม่เฒ่าซย่ากลับทำท่าขยะแขยงราวกับมองสิ่งสกปรก เอ่ยว่า “นางสิ่งของสิ้นเปลืองเงินทองอย่างเ้าสมควรตายพันดาบ เบิกตามองข้าหาอะไร นางเด็กตาไม่มีแวว ไม่เห็นหรือว่าพี่ชายกับน้องชายเ้ากลับมาแล้ว ยังไม่รีบไปทำอาหารอีก”
ซย่าเสี่ยวฉานก้มหน้า นางเก็บเคียวขึ้นมาแล้วเดินไปทางครัว
ั้แ่ต้นจนจบ พี่รองกับน้องสามไม่ช่วยพูดแทนนางสักประโยค
เมื่อชาติก่อน ต้องรอถึงคราวที่นางร่ำรวยขึ้นมา พี่รองผู้ไม่เคยแลนางตรงๆ สักครั้งผู้นี้ถึงมองนางด้วยแววตาอ่อนโยน ส่วนน้องสามที่เด็กกว่าตนหนึ่งปีกลับดูแคลนนางไม่เปลี่ยนแปลง พี่รองโอหังมาั้แ่เกิด เหยียบย่ำคนอ่อนแอหวาดกลัวคนแข็งแกร่ง หากเ้ามีค่าพอให้หาประโยชน์ หรือให้ความรู้สึกว่ายากจะข่มเหง เขาจะดีต่อเ้าอยู่บ้าง แต่หากเ้าไม่มีค่าให้เก็บเกี่ยวก็อย่าหวังว่าเขาจะมีสีหน้าดีๆ ให้
ตอนนี้น้องสามกำลังเล่าเรียนอยู่ในตำบล ปีหน้าจะสอบถงเซิง[2] แต่เขาก็ได้เพียงแค่นั้น
พร์ของน้องสามธรรมดา แต่ใจทะเยอทะยานสูงเทียมฟ้า ยอมรับเพียงบัณฑิตรู้หนังสือ ถือว่าตนเหนือกว่าคนในครอบครัวขั้นหนึ่ง ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาทั้งสิ้น
โดยเฉพาะหลังจากสอบถงเซิงผ่าน สถานการณ์เช่นนี้ก็ยิ่งเห็นได้ชัด
แม้ภายหลัง หากไม่ใช่เพราะตนจ่ายเงินจำนวนมาก สิ้นเปลืองความคิดเชิญอาจารย์ิมาชี้แนะ เขาคงสอบเป็ซิ่วไฉและจ้งจวี่[3]ไม่ได้
ความจริงหลังจากที่ชาติก่อนตนถูกครอบครัวบุรุษสารเลววางอุบายสังหาร หากน้องชายผู้นี้ระลึกบุญคุณที่นางทำดีกับเขาได้สักนิด ตนจะถึงขั้นมีจุดจบเช่นนั้นได้อย่างไร
มุมปากคล้ายร่ำไห้แต่ไม่ได้ร้องไห้ นางก้มศีรษะ เดินช้าๆ เข้าไปในครัว
เพราะมีประสบการณ์มาแล้ว ดังนั้นจึงยิ่งมองทุกสิ่งทะลุปรุโปร่ง
พวกเขาคนสกุลซย่าคงมีจิตใจเ็ามาแต่เกิด ไม่มีความผูกพันระหว่างครอบครัวเลยแม้แต่น้อย เช่นนี้ก็ดี ดียิ่ง จากนี้ซย่าเสี่ยวฉานก็สามารถเดินไปตามทางที่ตนควรเดินได้อย่างสบายใจแล้ว ส่วนพวกที่เรียกว่าครอบครัวเหล่านี้น่ะหรือ นางขอให้พวกเขาตายๆ ไปเถอะ!
เพราะซย่าเอ้อร์หู่กับซย่าซานหู่กลับบ้าน แม่เฒ่าซย่าจึงนำเนื้อขนาดเท่าฝ่ามือที่ถนอมไว้ออกมาอย่างหาได้ยาก แล้วสั่งซย่าเสี่ยวฉานทำอาหารให้อุดมสมบูรณ์สักหน่อย
หากเป็ยามปกติ เกรงว่าหลังฝางซื่อนำเนื้อเล็กน้อยนี้ออกมา เฉินซื่อกับฝางซื่อจะคอยเฝ้าไว้เพราะกลัวตนขโมยกิน แต่ตอนนี้เพราะมีขนมกล่องนั้น ทั้งสองคนจึงมุ่งไปที่อีกห้องหนึ่ง
เชิงอรรถ
^ หน่วยเงินหนึ่งในสมัยโบราณ^ หมายถึงการสอบระดับท้องถิ่น คล้ายกับการสอบเข้าเรียนต่อ เป็นการสอบระดับต่ำสุด^ ใช้เรียกผู้ที่ผ่านการสอบระดับมณฑล