บทที่ 29 ปรับความเข้าใจ
“เวลาเธอมองพวกเรา สายตาเธอแฝงระยะห่าง แต่เวลาเธอมองเขา สายตาเธอดูใกล้ชิด” ไป๋หลาง ตอบอย่างกวี
“เพื่อน นายคิดว่าฉันไม่เคยอ่านบทกวีของกู้เฉิง*[1]เหรอ” บทกวีนี้ จินซูก็เคยอ่าน เธอเพียงแค่เปลี่ยนคำไม่กี่คำ
“เธอต้องเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึก เข้าใจไหม” จินซูไม่ค่อยเข้าใจ เธอไม่ค่อยแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้า นี่เป็คุณสมบัติพื้นฐานของนักธุรกิจ
ดังนั้นไป๋หลาง พูดว่าแววตาที่เธอมอง หลินอี้เสวียน นั้นต่างออกไป จินซูจึงค่อนข้างใส่ใจ กลับไปต้องส่องกระจกดูว่ามันต่างกันตรงไหน
บ่ายสามโมงตรง จินซูมาถึงตรอกตามเวลาเป๊ะ โจวโม่ กับหญิงสาววัยยี่สิบห้ายี่สิบหกปี รออยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองคนมีสีหน้าวิตกกังวลและเกร็ง
“นายออกไปก่อน” จินซู โบกมือไล่โจวโม่อย่างกับเป็ผู้นำ โจวโม่รู้สึกตัวเองต่ำต้อยกว่าโดยอัตโนมัติเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ เขาเชื่อฟังโดยไม่รู้ตัว
หลังจากที่เขาออกไปแล้ว เขาก็เห็นหลินอี้เสวียนยืนตัวตรงอยู่ห่างจากตรอกไปไม่ไกล โจวโม่ไม่กล้าเข้าใกล้เขามากเกินไป จึงยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน เมื่อเห็นหลินอี้เสวียนาแที่ถูกเขาต่อยก็ปวดตุบ ๆ ขึ้นมา
“นายวางใจเธอได้ขนาดนั้นเลยเหรอ” โจวโม่ะโถาม
“เหอะ” หลินอี้เสวียนเหลือบมองเขาอย่างดูถูก เด็กน้อยคนนี้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับความสามารถในการต่อสู้ของจินซูเลย เขายืนอยู่ตรงนี้ ก็เป็การยืนยันความสามารถของเธอ เชื่อว่าเธอจัดการได้
เมื่อเทียบกับท่าทางสงบนิ่งของหลินอี้เสวียน แล้วโจวโม่ค่อนข้างจะกระวนกระวายใจมากกว่า เขาชะเง้อมองเข้าไปในตรอกเป็ระยะ ๆ ด้วยกลัวว่าพี่สาวของเขาจะเสียเปรียบ
“แกเรียกฉันมามีธุระอะไร” ในตรอกโจวชุยเป็ฝ่ายเอ่ยปากก่อน น้ำเสียงห้วน ๆ แต่แววตาหวาดกลัวของเธอกลับทรยศความรู้สึกที่แท้จริง ผู้หญิงสองคนยืนอยู่ด้วยกัน แม้จินซูจะยังไม่เอ่ยปาก แต่ท่าทางของเธอก็ดูเหนือกว่าโจวชุยอยู่เล็กน้อย
“ฉันกับสามีของคุณเป็แค่คู่ค้ากัน ฉันไม่อยากให้คุณเข้าใจผิด” จินซูกล่าวขึ้นตรง ๆ โจวชุยไม่คิดว่าเธอจะพูดตรง ๆ แบบนี้ ทำเอาพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่นานโจวชุยก็นึกถึงภาพที่เห็นเมื่อเช้านี้ขึ้นมาได้ น้ำเสียงจึงกลับมาแข็งกร้าวอีกครั้ง
“ไม่มีอะไรกันแล้วกอดกันทำไม ฉันเห็นกับตา!”
“เมื่อไหร่” จินซูขมวดคิ้วพลางนึก “ถ้าเมื่อเช้าตอนที่ฉันขาพลิก เขาก็แค่เข้ามาช่วยพยุง ฉันว่าคุณเข้าใจผิดแล้วล่ะ”
“ฉัน…ฉันจะไปเชื่อเธอได้ยังไง” เดิมทีโจวชุยตั้งใจจะมาหาเื่ แต่พอเจอคนที่วางตัวอย่างเปิดเผย เธอกลับรู้สึกเสียเปรียบขึ้นมา ท่าทีจึงอ่อนลง
“มา” จินซูจับมือเธออย่างเป็ธรรมชาติ ฝ่ามือของโจวชุยเย็นเฉียบด้วยความกลัว จินซูจูงมือเธอมาที่ปากซอยชี้ไปที่หลินอี้เสวียน
“นั่นสามีฉันเองเป็ผู้บัญชาการหน่วยทหาร ฉันมีสามีแล้วแบบนี้ ฉันจะไปสนใจผู้ชายคนอื่นทำไม” โจวชุยได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาทันที ผู้ชายแบบไหนกันถึงทำให้เธอ แสดงออกได้ขนาดนี้
พอเงยหน้ามองเท่านั้นแหละ ตาโจวชุยถึงกับเบิกโพลง อวี้จินซูตบไหล่เธอเบา ๆ
“เธอ ยังสงสัยฉันอีกเหรอ” โจวชุยส่ายหน้าท่าทางอ่อนลงในทันที
“ขอโทษนะ ฉันเข้าใจเธอผิดไปเอง…” อวี้จินซูยิ้มบาง ๆ ในใจเต็มไปด้วยความพอใจ ใบหน้าอันเลิศล้ำของผู้บัญชาการเหมาะที่สุดแล้วเอามาใช้กับเื่แบบนี้ แค่หน้าแบบเขาก็เป็คำอธิบายที่ดีที่สุดแล้ว ไม่จำเป็ต้องพูดอะไรเพิ่มอีก
“ไม่เป็ไร ต่อไปนี้เราก็ถือว่ารู้จักกันแล้ว ที่ฉันเรียกเธอมา เพราะไม่อยากให้เธอต้องมาเสียอารมณ์กับเื่เล็กน้อยแบบนี้ ตอนนี้เคลียร์กันแล้วก็ดีแล้ว”
โจวชุยพยักหน้าอย่างรู้สึกผิด เมื่อเทียบกับอีกฝ่ายแล้ว เธอมองอะไรแคบไปจริง ๆ แค่อยู่กับอวี้จินซูไม่นาน เธอก็รู้สึกได้แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา
ความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจปนกับความรู้สึกด้อยค่าแล่นเข้ามาในใจเธอ เธอก็รู้ดีว่าอวี้จินซูไม่น่าจะไม่มั่นใจตาแก่บ้านนอกอย่างลุงไป๋ แต่ลุง ไป๋น่ะสิ จะทนเห็นผู้หญิงแบบนี้เดินไปเดินมาโดยไม่หวั่นไหวได้ยังไง ยิ่งคิด ยิ่งกระวนกระวาย จินซูพูดขึ้นขัดความคิดของเธอ
“อ้อ ฉันมีเื่จะบอกคุณอีกอย่าง”
“เื่? อะไรหรือคะ” เธอถามอย่างงุนงง
“ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป ฉันจะไม่มาที่นี่แล้วนะ ฉันจะสอนงานคุณ จดบันทึกไว้ คุณจะได้ทำต่อได้”
“หา!” เธอใมาก เธอไม่ได้คิดว่าอวี้จินซูจะพูดแบบนี้ เธอเผลอเอามือไปลูบท้องโดยไม่รู้ตัว จินซูเห็นท้องของเธอที่เริ่มป่องขึ้นเล็กน้อย คงจะเป็เพราะเธอท้องแล้ว
“ไม่อยากให้เื่นี้มาทำให้การตั้งครรภ์ของคุณลำบาก งานนี้ไม่หนักหรอก”
“แต่ว่า คุณ คุณจะไม่ทำเพราะฉันหรือคะ” อวี้จินซูยิ้ม โจวชุยรู้สึกเหมือนโดนมนตร์สะกดผู้หญิงคนนี้ช่างงดงาม ถึงจะเป็ผู้หญิงด้วยกัน เธอยังรู้สึกอย่างนั้น
“ไม่ใช่เพราะคุณหรอก ฉันมีงานอื่นที่ต้องทำ แต่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณนิดหน่อยแล้วนี่ก็เป็เื่ที่ฉันจะบอกคุณ เรามาร่วมงานกันเถอะ”
สิบนาทีต่อมาโจวชุยก็ออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทำเอาโจวโม่ถึงกับอ้าปากค้าง นี่มันพี่สาวที่เอาแต่ใจของเขาจริง ๆ หรือ พี่สาวที่ชอบมองคนอื่นด้วยหางตาโดยเฉพาะผู้หญิงสวย ๆ นี่ยิ่งไม่ชอบขี้หน้า แต่ตอนนี้เธอกลับจูงมือจินซูออกมาอย่างสนิทสนม
ทั้งสองเดินออกมาพร้อมกับกุมมือกัน พูดคุยและหัวเราะอย่างมีความสุข ดูราวกับเป็พี่น้องที่พลัดพรากกันมานาน แค่สิบนาทีข้างในนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในเวลานี้ความรู้สึกของโจวโม่ก็เหมือนกับโลกทั้งใบถูกพลิก
เขาโตมาขนาดนี้ ยังไม่เคยเห็นพี่สาวของเขายิ้มแบบนี้มาก่อน ผู้หญิงคนนั้นใช้เวทมนตร์อะไรกัน ถึงได้กำราบคนที่เอาใจยากอย่างพี่สาวของเขาได้
“งั้นเราก็ตกลงกันตามนี้นะ” โจวชุยพูดกับจินซูด้วยรอยยิ้ม จินซูพยักหน้ารับ
“วันจันทร์เธอมาที่บ้านฉัน พวกเราค่อยมาคุยรายละเอียดกันอีกที”
“เื่นี้ฉันไว้ใจเธอ!” โจวชุยหันไปมองหลินอี้เสวียนพร้อมกับเอ่ยปากชมอย่างจริงใจ “สามีของเธอช่างเหมาะสมกับเธอจริง ๆ คู่สร้างคู่สมกันสุด ๆ ไปเลย”
หลินอี้เสวียน ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกพอใจขึ้นมาทันที รู้สึกว่าโจวชุยดูดีกว่าน้องชายของเธอมาก
“เมื่อไหร่พวกเธอสองคนจะมีลูกกันสักทีล่ะเนี่ย หน้าตาก็ดีทั้งคู่ ลูกที่เกิดมาต้องหน้าตาน่ารักมากแน่ ๆ ” โจวชุยพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เื่นั้น ไม่รีบร้อนหรอก...” หลินอี้เสวียนเหลือบมองจินซู คิดในใจ จินซูยังไม่ยอมให้เขานอนห้องเดียวกันเลย จะให้มีลูกกันได้ยังไง
“ปล่อยให้เป็ไปตามธรรมชาติเถอะ” จินซูมองหลินอี้เสวียน ภาพใบหน้าของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งลอยเข้ามาในหัว สีหน้าของเธออ่อนโยนขึ้น หลินอี้เสวียนใจลอยไปไกลเมื่อได้ยินประโยคนี้ ฟังดูเหมือนเธอจะไม่ได้รังเกียจ... หรือว่าจะมีหวัง
เห็นสีหน้าของหลินอี้เสวียน โจวชุยก็อดหัวเราะไม่ได้ รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที คู่สามีภรรยาคู่นี้รักกันดีจริง ๆ ก่อนหน้านี้เธอคิดมากไปเอง เธอต้องผูกมิตรกับจินซูให้ได้ จนกระทั่งทั้งคู่กลับไปแล้วโจวโม่ที่ไม่เคยแทรกเื่คนอื่นได้เลยจึงพูดขึ้น
“พี่… พี่ไปสนิทกับเธอได้ยังไง พวกเธอไม่ใช่ศัตรูหัวใจกันหรอ”
“แกไม่รู้อะไร จินซูไม่ใช่คนแบบนั้น แกไม่ได้เห็นสามีของเธอหรือไง ว่าดูดีขนาดไหน แกคิดว่ามีผู้ชายแบบนั้นแล้วจะมาสนใจพี่เขยของแกงั้นหรอ คิดตื้นเขิน! จิตใจของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับเื่รัก ๆ ใคร่ ๆ แบบนั้นหรอก”
“...” โจวโม่ไม่เข้าใจจริง ๆ จิตใจผู้หญิงนี่เดายากยิ่งกว่าคลื่นใต้น้ำเสียอีก
“ฉันไม่ใช่แค่จะให้แกกับจินซูรู้จักกันไว้เท่านั้นนะ ต่อไปนี้แกก็ดูเธอเป็ตัวอย่างหน่อย คบแต่เพื่อนเลว ๆ แบบนี้ไม่ได้หรอก ต้องคบกับคนอย่างเธอเยอะ ๆ ต่อไปถึงจะมีอนาคตที่ดีได้” โจวชุยเทศนาน้องชายพร้อมกับนึกถึงคำพูดของจินซู ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าครอบครัวของเธอนั้นโชคดีจริง ๆ ที่ได้เจอคนอย่างเธอ
“วันจันทร์ฉันจะไปคุยธุรกิจกับจินซู แกไปกับฉันด้วย คอยดู คอยจดจำไว้”
“หา ยังจะทำธุรกิจด้วยกันอีกเหรอ” โจวโม่ถึงกับตาโต ความสัมพันธ์พลิกผันเร็วขนาดนี้เลยเหรอ เธอใช้วิธีไหนเกลี้ยกล่อมพี่สาวเขากัน
ระหว่างทางกลับหลินอี้เสวียนถาม เขาพอเดาได้ว่าจินซูคงไม่อยากให้เื่บานปลาย แต่ก็ไม่คิดว่าเธอจะใช้วิธีนี้รับมือกับความสัมพันธ์ที่สุ่มเสี่ยงแบบนี้
[1] กวีกู้เฉิง : กู้เฉิง(顾城) เกิดปีค.ศ.1956 ในครอบครัวนักกวี ตัวเขาเองเริ่มเป็นักประพันธ์ั้แ่อายุสิบเจ็ดปี โดยเขียนบทกลอนลงตีพิมพ์ตามนิตยสารต่าง ๆในขณะนั้น จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็หนึ่งในตัวแทนกลุ่มนักกวียุคหลังปี 1980 ที่เรียกว่าสำนักกวีมัวซัว (朦胧诗派) หมายถึง กลุ่มนักเขียนที่เฝ้ารออนาคตอัดสดใสหลังสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรม งานเขียนเขียนถึงเื่ราวเล็กๆน้อยๆที่สะท้อนสังคมด้านลบของเวลานั้น