บทที่ 42
หญิงงาม
หลี่หยางเข้ามาถึงบริเวณตัวจวนด้านในบริเวณด้านหลังสุดมันมีเรือนเล็กๆหลังนึงที่ถูกตั้งประดับเอาไว้มันเป็นจุดที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนเพราะว่าบริเวณรอบๆนั้นถูกล้อมรอบไปด้วยสวนดอกไม้
หลังจากที่เดินทางมาถึงก็มองเห็นว่าไม่มีผู้คุ้มกันแต่ประตูถูกปิดล็อคเอาไว้อย่างแน่นหนาหลี่หยางไม่รีรอทำการใช้ดาบของตนเองตัดโซ่ตรวนเส้นนั้นออกแล้วก็ผลักดันประตูเปิดเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
คำที่ทำการผลักดันประตูเปิดเข้าไปด้านในดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนก
ภาพที่เขาพบเห็นเบื้องหน้าร่างของสตรีผู้หนึ่งกำลังนำพาร่างกายของตนเองขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ไม้เมื่อลองเลือกสังเกตด้านบนจะมองเห็นว่าบริเวณคานไม้ด้านบนมันมีผ้าสีแดงผูกติดเอาไว้ม้วนเป็นเกลียวหนาห้อยลงมาด้านล่าง
หญิงสาวผู้นั้นทำการใช้มือทั้งสองข้างจับผ้าผืนนั้นเอาไว้แน่นแล้วก็นำพาศีรษะของตนเองเข้าไปใกล้ๆมันมองเห็นเช่นนี้ก็ล่วงรู้เจตนาได้อย่างชัดเจน
นางคิดจะทำการปิดชีวิตของตนเองหลี่หยางมองเห็นเช่นนั้นภายในใจก็บังเกิดทั้งความตื่นตระหนกและก็ความร้อนรน
มือข้างขวาของเขากระบี่เหล็กอยู่ภายในมือปามันออกไปอย่างรวดเร็ว
กระบี่เหล็กพุ่งผ่านอากาศพุ่งตรงราวกับลูกธนูที่ถูกยิงออกไปอย่างเต็มแรงก่อนที่มันจะพุ่งไปตัดผ้าผืนนั้นที่กำลังผูกติดเอาไว้กับคานด้านบนจนขาด
ร่างของหญิงสาวที่คิดจะทำการจบชีวิตของตนเองโดยการแขวนคอร่างกายเสียสมดุลพุ่งตกลงมาจากเก้าอี้ไม้ที่กำลังยืนอยู่
หลี่หยางผู้ที่ยืนอยู่บริเวณหน้าประตูเคลื่อนกายอย่างรวดเร็วร่างกายของเขาพุ่งทะยานเข้าไปด้วยระยะห่างจากบริเวณหน้าประตูจนถึงจุดที่นางกำลังยืนอยู่มันอยู่ประมาณสิบก้าวหลี่หยางใช้เวลาในการเคลื่อนที่เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นไม่กี่ลมหายใจในระหว่างที่นางกำลังร่วงลงมาจากเก้าอี้เขาก็สามารถเข้าไปประชิดในจุดนั้นได้
เมื่อเข้าไปถึงจุดนั้นมือข้างซ้ายของเขายื่นออกไปโอบรัดเอวของนางเอาไว้แน่นประคองร่างที่กำลังจะร่วงตกลงไปกระแทกกับพื้นเอาไว้
หลี่หยางประคองร่างของนางได้อย่างทันควัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจเม็ดเหงื่อที่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของบุรุษหนุ่มเป็นตัวยืนยันได้อย่างชัดเจน
ท่ามกลางดวงตาที่ตื่นตระหนกนั้นค่อยๆสงบใจได้เขาทำการถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพลางใช้ดวงตาของตนเองก้มมองต่ำลงที่ร่างกายของนางอย่างรวดเร็ว
เมื่อเขาได้ใช้ดวงตาของตัวเองมองลงไปที่สตรีที่อยู่ภายในอ้อมแขน
นางเป็นสตรีวัยสิบเจ็ดปีซึ่งมีอายุน้อยกว่าเขาหญิงสาววัยแรกรุ่นที่เหมือนกับดอกบุปผาแรกแย้มใบหน้ารูปทรงไข่ที่สมบูรณ์แบบ ผิวสีขาวนวลราวกับหิมะดวงตากลมโตงดงามส่องประกายแวววาวราวกับไข่มุก ริมฝีปากแดงสดเป็นธรรมชาติ รูปทรงเรือนร่างนั้นก็เย้ายวนหาที่เปรียบส่วนโค้งเว้าของร่างกายนั้นสมบูรณ์แบบแถมภูเขาสองลูกที่นางอกใหญ่โตมากกว่าสตรีวัยเดียวกัน
นางสวมใส่ชุดสีแดงสดลวดลายสีทองใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความเศร้าหมองเพียงแค่มองดูครั้งเดียวก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่านางกำลังโศกเศร้าเพียงใด
หลี่หยางที่กำลังออกเร็วของนางอยู่ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองใบหน้าทั้งสองข้างของนางยังไม่กระพริบ ตอนนี้ความรู้สึกของเขามันช่างสับสนและวุ่นวาย
ภายในใจนั้นบังเกิดความเวทนาแต่ในคราเดียวกันมันก็บังเกิดความชื่นชมในความงามของนางไปด้วยสตรีผู้นี้ไม่ได้มีความงามเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นแม้แต่กลิ่นกายของนางยามอยู่ในอ้อมแขนของเขายังหอมราวกับดอกบุปผามากมาย
ตามที่เห็นนางเขาเข้าใจได้แล้วว่าเหตุใดบุตรชายของเจ้าเมืองที่มีนามว่าเสี้ยนหมิงถึงอยากได้นางไปครอบครองเป็นอนุภรรยา
สตรีนางนี้มีนามว่าหนิงเอ๋อร์เป็นบุตรสาวของช่างตีเหล็กที่อาศัยอยู่ภายในเมืองแห่งนี้ภายในดวงตาที่หมดหวัง จ้องมองไปที่บุรุษที่ยื่นมือเข้าช่วยชีวิตเกิดความรู้สึกที่แตกต่าง นางคิดได้ว่านางไม่เคยเห็นบุรุษผู้นี้ภายในเมืองแห่งนี้มาก่อน
ความรู้สึกเศร้าหมองนั้นจางหายไปชั่วขณะเกิดความสงสัยภายในดวงตาก่อนที่จะถามออกไป“ คุณชาย? ”
“ ข้ามาช่วยจะออกไป… ”หลี่หยางรีบทำการแจ้งจุดประสงค์ของตนเองอย่างไม่ปกปิดเพราะเขาเกรงว่าสตรีผู้นี้จะทำอันใดไม่คาคดิดไปอีก
ดวงตาที่งดงามราวกับไข่มุกคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นนางตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความสงสัยสถานที่แห่งนี้เป็นจวนของเจ้าเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดภายในเมืองแห่งนี้การที่นางโดนฉุดเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ก็เทียบเท่ากับว่านี่เป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว
ยามที่โดนบุตรชายของเจ้าเมืองฉุดเข้ามาเมื่อ 2 วันก่อนก็คิดภายในใจแล้วว่าไม่มีทางที่ชั่วชีวิตนี้จะได้ออกไปด้านนอกนางคงจะโดนกักขังอยู่ในสถานที่แห่งนี้ไปจนตาย เมื่อคิดได้เช่นนั้น 2 วันที่ผ่านมาไต่ตรองดูอย่างรอบคอบเลยคิดว่าจะจบชีวิตของตนเองลงอย่างน้อยนางก็คงเหลือศักดิ์ศรีเอาไว้
แม้ว่าเรื่องการรับอนุภรรยาหรือว่าการเป็นอนุภรรยาของคนที่มีอำนาจและชื่อเสียงจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไปภายในยุคสมัยนี้แต่ว่าสำหรับหนิงเอ๋อร์เป็นหญิงสาวชาวบ้านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งงานเข้าตระกูลใดเพื่อที่หวังผลประโยชน์ถึงแม้ว่าวันนึงนางจะยอมเป็นอนุภรรยาก็ขอเป็นอนุภรรยากับคนที่นางมีใจให้เท่านั้น
เสี้ยนหมิงไม่ว่าผู้ใดภายในเมืองก็รู้ว่าเสเพลเพียงใดนอกจากการวางท่าและวางอำนาจคนผู้นั้นก็ไม่มีอะไรดีเลย
ในยามนี้เมื่อนางได้ยินว่าคนพวกนี้เข้ามาช่วยนางใบหน้าเลยเต็มไปด้วยความประหลาดใจห้วงสติสัมปชัญญะตกเข้าสู่ภวังค์แห่งความสงสัย
หลี่หยางคอยประคองร่างกายของนางลุกขึ้นยืนหนิงเอ๋อร์ยืนขึ้นด้วยท่าทางอ้ำอึ้งดวงตาของนางยังคงจ้องมองไปที่บุรุษด้านหน้าอย่างไม่กระพริบตา
ดวงตาสี่ข้างสบเข้าหากันอยู่สักพักหลี่หยางบังเกิดความสงสัยจึงต้องเอียงคอก่อนจะกล่าว “ไม่ไปอย่างนั้นหรือแม่นางช้ากว่านี้ข้าพเจ้าคิดว่าคงจะสามารถออกได้ยากเย็นมากขึ้น”
อย่างไรเสียเรื่องที่เขาเข้ามาอาละวาดภายในนี้แม้ว่าจะไม่มีคนไปแจ้งที่จวนอำเภอเมืองหรือว่าที่กองมือปราบแต่ว่าเรื่องราวเอิกเกริกใหญ่โตเช่นนี้มันคงจะปิดไว้ได้ไม่นาน ถ้าปล่อยให้พวกคนของกล้องมือปราบหรือว่าพวกทหารรักษาเมืองเดินทางมาเขาคงจะสามารถออกจากสถานที่แห่งนี้ได้ยากเย็นมากขึ้น
หนิงเอ๋อร์ที่กำลังยืนอยู่นานย่อมต้องทำการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบคุณชายที่อยู่ด้านหน้าของนางเป็นผู้ใดกันแน่ มองดูภายนอกเป็นบุรุษที่หล่อเหลา แถมภูมิฐานนั้นก็ไม่น่าจะใช่คนธรรมดาถ้านางตอบตกลงไปกับบุรุษผู้นี้ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
หลี่หยางกำลังยืนอยู่ด้านหน้าเขาพอจะเข้าใจความคิดของนางที่อยู่ภายในใจได้การที่มีคนแปลกหน้าบุกเข้ามาแล้วช่วยเหลือการที่นางจะยอมตัดสินใจแล้วเดินทางไปพร้อมกับตนเองมันคงจะยากเย็น
“ บิดาของท่านให้ข้ามาช่วยตอนนี้บิดาของท่านโดนคนของกองมือปราบเล่นงานจนบาดเจ็บ ”หลี่หยางทำการหยิบยกบิดาของนางขึ้นมาพูดเรื่องนี้คงจะทำให้นางสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
แล้วมันเองก็เป็นเช่นนั้นจริงๆดวงตาทั้งสองข้างของหนิงเอ๋อร์ปรากฏความร้อนรนนางรีบพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็วถามด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนกตกใจ “ท่านพ่อบาดเจ็บ!!! ”
หลี่หยางพยักหน้าพร้อมกับทำใบหน้าหดหู่ก่อนที่จะเริ่มพูดออกมา“ ใช่แล้ว!! ตอนนี้ข้าให้คนของข้าเดินทางไปหาหมอรักษาอยู่ไม่รู้อาการเป็นเช่นไรท่านลุงผู้นั้นทำการไหว้วานให้ข้าเข้ามาช่วยแม่นาง ”
“ อย่างไรเสียก็ออกไปจากสถานที่แห่งนี้ก่อนเถอะ”
เหมือนว่ามันจะได้ผลหลังจากที่ทำการหยิบยกบิดาของนางขึ้นมาพูดสตรีผู้นั้นก็ยอมเดินทางตามเขาออกไปอย่างรวดเร็ว
หลี่หยางทำการหยิบกระบี่ของตนเองขึ้นมาแล้วก็มุ่งตรงพานางออกไปจากสถานที่แห่งนี้โดยใช้ทางเดินหลักในตอนนี้ใช้ทางเดินใดก็เหมือนกันไม่มีผู้ใดก็ขวางทางเข้าอยู่แล้ว
เมื่อออกมาสู่บริเวณด้านหน้าจวนหนิงเอ๋อร์เต็มไปด้วยความตกตะลึงสิ่งที่นางพบเห็นนั่นก็คือร่างของผู้คุ้มกันหลายสิบคนของจวนแห่งนี้ต่างนอนระเนระนาดอยู่กับพื้น
แม้ว่าภายในใจของนางจะล่วงรู้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันจะก่อให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตแต่กลับรู้สึกปลื้มปิติกับการกระทำของบุรุษที่ยื่นมือเข้ามาช่วย
หลี่หยางนำพานางออกมาจากสถานที่แห่งนั้นอย่างรวดเร็วเคลื่อนที่เร้นกายหายไปภายในฝูงคนหลี่หยางนำพานางทำการเคลื่อนที่ไปทั่วเมืองเพื่อทำการลองหาร้านหมอที่จะทำการรักษาอาการของท่านลุงผู้นั้น
ในตอนที่แยกจากกลับอี้ชิงทำการพูดเอาไว้ว่าให้ทำการหาร้านหมอแต่ก็ไม่ได้นัดหมายว่าจะไปเจอกันที่ใดในตอนนี้ก็ได้แต่ทำการตามหาคนป่วยจากตามโรงหมอ
ใช้เวลาการตามหาอยู่ประมาณครึ่งชั่วยามสุดท้ายแล้วก็สามารถตามหาพบเจอเมืองแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางเป็นอย่างมากโรงหมอเองก็มีไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง
เขาใช้เวลาในการค้นหาโดยที่เริ่มจากจุดที่แยกจากกันเลือกลงหมอที่ใกล้ที่สุดแต่กว่าจะพบเจอก็กินเวลาไปถึงครึ่งชั่วยาม
โรงหมอบริเวณหลังจากเมือง
ภายในสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นโอสถที่ถูกต้มจนคละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณการที่ก้าวเท้าเข้ามาสตรีวัยแรกรุ่นที่สวมใส่ชุดสีแดงที่ถูกช่วยเอาไว้โดยหลี่หยางภายในใจของนางแทบจะแตกสลายเมื่อดวงตาที่ทอดมองยาวไปมองเห็นว่าบิดาของตนเองนอนติดเตียงด้วยบาดแผลฉกรรจ์
หนิงเอ๋อร์ตรงเข้าไปหาบิดาของนางอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางที่ร้อนรนชายชราผู้เป็นหมอประจำโรงงานแห่งนี้รีบทำการหลบทางให้นางอย่างรวดเร็ว
“ ท่านพ่อ…ท่านพ่อ… ”
นางทำการร้องเรียกผู้เป็นบิดาด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะฝ่ามือของนางยกขึ้นมาแล้วก็พยายามเขย่าร่างกายของบิดาอย่างเบาๆ
ดวงตาคู่นั้นของเสี่ยวถงเปิดขึ้นมองเห็นบุตรสาวที่อยู่ข้างกายก็ปรากฏรอยยิ้มด้วยความดีใจ
จบบท