God diary บัญญัติเทพพิชิตโลก

    เรื่องเล่าของอสูรโบราณ

    "เอ้สำหรับเรื่องนี้..."
    รีอาร์หลับตาใช้ความคิด พยายามนึกถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับแนวทำนองที่ไคลม์ซักมา
    "เหมือนจะพอมีเค้าอยู่น๊า.." 
    บุรุษพเนจร จ้องเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น 
    "เรื่องนิมิตที่ฝ่าบาททรงเห็นก่อนจะพิชิตมังกรได้ ข้าไม่แน่ใจว่าเป็นจริงไหม แต่ก็เล่ากันว่า ฝ่าบาทคือคนที่ถูกเลือกให้เป็นเจ้าของพลังนั้น โดยผู้เป็นเจ้าของเดิมยินยอมมอบให้อย่างเต็มใจ เรื่องนี้ลือกันเฉพาะกลุ่มคนที่สนิทสนมกับขุนพลของอาณาจักรทางใต้ บ้างก็เชื่อว่าพระองค์ทรงฆ่ามังกรตายแล้วอาบเลือดของมันจนได้พลังมา แต่ทั้งสองเรื่องมันก็คือข่าวลือไม่รู้จะเชื่อถือได้ไหม"
    ไคลม์นำข้อความที่รีอาร์เล่าให้ฟังมาปะติดปะต่อจับใจความ
    "ดูเหมือนมังกรที่เขาพิชิตได้จะไม่ใช่มังกรธรรมดาๆละมั้ง ไม่เหมือนพวกสัตว์อสูรทั่วๆไป...?"
    ไคลม์จ้องมองชายหนุ่มถามย้ำมาอีกข้อ อีกฝ่ายส่ายหน้าตอบ
    "เรื่องนี้ใครจะไปรู้ ก็อย่างที่บอกมันเป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น มันอาจจะเป็นมังกรธรรมดาทั่วไป หรือสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งตนหนึ่งก็ได้"
    "ถ้าเป็นเช่นที่เจ้าว่ามา มีใครเห็นศพของเจ้ามังกรตนนั้นกับตาตัวเองรึเปล่า อีกคำถามนะหลังจากที่ปราบมังกรได้สำเร็จ เขาได้สวมเครื่องประดับหรือของใช้อะไรที่มีรูปร่างแปลกๆติดตัวตลอดเวลาไหม?"
    ด้วยคำถามประโยคหลังทำให้ทาร่าและรีอาร์ต้องฉุกคิด ทั้งคู่จ้องตากันก่อนหันไปมองไคลม์ ซึ่งเขาจ้องทั้งสองอยู่ก่อนแล้ว
    "เครื่องประดับงั้นเหรอ อืมมมไม่น่าจะมีแฮะ ตอนที่ได้เข้าเฝ้ารับร่างเอกสารเจริญสัมพันธไมตรีไมตรีก่อนออกจากเมือง ก็คิดว่าสังเกตพระองค์พอสมควรอยู่ อืมมม อ๋อ แต่เหมือนจะมีบางอย่างติดตัวตลอดเวลานะ เพียงแต่มันไม่ใช่เครื่องประดับหรอก"
    รีอาร์พยายามเล่าจากการนึกย้อนเหตุการณ์
    "เป็นอะไรรึ?" ชายหนุ่มถาม
    "ฝักดาบประจำพระองค์หน่ะ รูปร่างมันแปลกๆไม่เหมือนฝักดาบทั่วไป ข้าก็นึกเอะใจอยู่ ฝักดาบอะไร มีหนังเหมือนกับเกล็ดมังกรเปี๊ยบเลย"
    บุรุษพเนจรยิ้มหลังได้ฟังคำตอบจากปากของรีอาร์ 
    "โห ไอ้หมอนั่น น่าสนใจจริงๆนั่นแหล่ะ" เขาพึมพำกับตัวเอง
    "ไคลม์" 
    ทาร่าเรียกชื่อชายหนุ่ม เธอขมวดคิ้วใบหน้าเคร่งขรึม เมื่อมองมาที่เขา
    "หรือว่าเจ้ากำลังคิดถึงตำนานโบราณเรื่องนั้น..?"
    หญิงสาวถามทำหน้าตื่น ไคลม์ก้มหน้ามองกองไฟพักหนึ่ง แล้วจึงตอบกลับ 
    "ก็ถ้าหากว่ามันเข้าเค้าตรงตามที่ว่ามาล่ะก็ คงคิดเป็นอื่นนอกจากนี้ไม่ได้"
    "เจ้าเชื่อว่ามันมีอยู่จริงๆอย่างงั้นเหรอ พวกสัตว์โบราณที่สามารถมอบพลังยิ่งใหญ่ให้แก่มนุษย์ทั่วไปได้ เรื่องแบบนั้น...มัน.." 
    ทาร่าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ไคลม์พยายามสื่อว่ามีตัวตนอยู่จริง แต่เธอเองก็ไม่แน่ใจหากคิดไปคัดค้าน เพราะไม่รู้ความจริงอะไรเลยซักอย่าง ในใจลึกๆเธอก็แอบเชื่อว่ามันอาจจะเป็นจริงดังที่เขาสันนิฐานก็ได้
    "การที่เจ้าเอ่ยถึงเรื่องตำนานออกมาได้ งั้นก็หมายความว่าเจ้าก็พอรู้รายละเอียดอยู่ไม่น้อยทีเดียว เจ้าเองก็เคยได้ยินใช่ไหม ลำนำบทกวีศักดิ์สิทธิ์นั่น"
    หญิงสาวพยักหน้า ตอบคำถามชายพเนจร
    "อสูรร้ายทอดทิ้งกายยอมถวายเป็นสิ่งของ หลุดจากคุกจำจองวิญญาณผู้ปกครองเข้าสิงสู่ร่าง"
    เธอกล่าวคำกลอนในบันทึกโบราณให้ชายหนุ่มทั้งสองฟังอย่างครบถ้วนทุกถ้อยคำ
    "ไม่จริงหรอกหน่ะ..เรื่องงมงายพันนั้น มันก็แค่ตำนานจะให้เชื่อคงยาก"
    รีอาร์ค้านเป็นคนแรก เขายืนกรานไม่เชื่อในเรื่องที่ทั้งสองคนพูดถึง
    "เอาเถอะอย่าคิดมากไปเลย เรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้มันก็แค่ตำนานเท่านั้น ถ้ามองมันเป็นเพียงแค่ตำนาน มันก็เป็นแค่เรื่องเล่าที่คนพูดกันต่อๆมา ไม่ใช่สาระสำคัญอะไรที่เราต้องเอามาใส่ใจ ต้องขออภัยด้วยที่ทำให้พวกเจ้าทั้งสองรู้สึกไม่สบายใจเพราะคำถามของข้า มาเถอะเรามาดื่มเหล้ากันดีกว่าคืนนี้พวกเจ้าต้องอยู่กับข้าจนถึงเช้ามืด"
    บุรุษพเนจรทำลายความตึงเครียดโดยการชวนทั้งสองดื่มเหล้าแก้หนาว ทั้งคู่ผ่อนอารมณ์ลง ทาร่าอาสาเดินเข้าไปหยิบแก้วจากเวียนของตนออกมาไคลม์ แบ่งน้ำเมาอันสุดจะเริดรสให้พวกเขาดื่ม ทั้ง 3 เปลี่ยนเรื่องคุย กระทั่งลืมเรื่องที่เคยพูดกันก่อนหน้านี้จะหมดสิ้น ทิ้งเบาะแสไว้เป็นปริศนาให้เราได้ติดตามสืบค้นกันต่อไป คงจะมีเพียงชายหนุ่มที่ชื่อไคลม์เท่านั้นที่หวนนึกถึงภาพหมาป่าแดงขาวเขาสีทองซึ่งปรากฏออกมาให้เห็นในนิมิตร เขาจ้องมองเปลวไฟอีกครั้ง ทว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง อีกไม่นานราตรีนี้ก็จะสิ้นสุดลง

    !!วี๊ดด วี๊ดด วี๊ดดดดด!!
    เสียงนกหวีดเขาสัตว์ ถูกเป่าโดยทาร่ารองหัวหน้าคณะเดินทางสาว เป็นสัญญาณปลุกให้ทุกคนในขบวนเกวียนตื่นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฝึกซ้อมในยามเช้า เวลานี้แสงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เป็นเวลาตี5กว่าๆ ซึ่งหลายชีวิตก็ดูจะงัวเงียเพราะยังนอนไม่อิ่ม แต่ก็ต้องจำใจลุกขึ้นจากที่นอนคว้าสัมภาระชิ้นใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อวานติดมือมาคนละกระบอก รองหัวหน้าคณะเดินทางได้ทำการแจกกระสุนให้ทุกคนคนละ1ถุงผ้า พวกเขาเก็บมันไว้ข้างเอว เพื่อให้ง่ายต่อการหยิบใช้อย่างทันท่วงที 
    ชาลเรียสไคลม์ได้สอนวิธีบรรจุและการใช้อาวุธเบื้องต้นไปแล้ว บรรดาลูกขบวนช่วยกันจุดคบเพลิงวางตามจุดต่างๆรอบค่ายจนสว่างไสว กำหนดเป้าหมายเป็นหุ่นซึ่งทำมาจากไม้อย่างลวกๆจำนวนหลายตัวไว้ล่างเชิงเขาหิน ทุกคนยืนประจำที่เรียงแถวเป็นหน้ากระดานประทับอาวุธขึ้นเล็ง 
    พอทาร่าเป่านกหวีดให้สัญญา ทั้งหมดก็ลั่นไกพร้อมกัน เสียงดังระงมไปทั้งขุนเขา หุ่นไม้ซึ่งถูกใช้เป็นเป้า แหลกกระจุยไปตัวแล้วตัวเล่า การซ้อมยิงสลับกับการบรรจุกระสุนของกลุ่มบรรดาลูกจ้างเพิ่มความชำนาญขึ้นทีละน้อยกระทั่งรวดเร็วขึ้นมาตามลำดับ ทั้งหมดตื่นเต้น กับการได้ทดลองใช้อาวุธชนิดใหม่ จนแทบไม่อยากหยุดยิง แต่ก็ต้องชะลอไว้ เนื่องจากจำนวนกระสุนมีอย่างจำกัดแต่ละคนได้ทำการซ้อมแค่ 10 นัดเท่านั้น การฝึกซ้อมจึงจบลงพร้อมๆกับแสงอาทิตย์ส่องลงมาในยามเช้า
    ในเต็นท์รับประทานอาหาร ขณะนี้เป็นเวลา7นาฬิกา หัวหน้าคณะเดินทางคล็อกครัช เรียกให้ผู้นำขบวนเกวียนทั้งหมดเข้ามาร่วมกันหาลือ เกี่ยวกับแผนการจัดขบวนเกวียนในรูปแบบใหม่ โดยมีไคลม์ ชายหนุ่มพเนจรเป็นผู้สอนการจัดลำดับประกอบกลุ่มเกวียนตามลักษณะของพิชัยสงครามอย่างถูกต้อง พวกผู้เฒ่าทั้งหลายและหัวหน้ากองคณะเดินทางฝ่ายอื่นๆ ต่างให้ความสนใจสำหรับแผนการในครั้งนี้เป็นอย่างมาก
    "อย่างที่ข้าได้บอกไปก่อนหน้านี้ รูปแบบขบวนเกวียนจะถูกแปรออก ให้เป็นลักษณะการเคลื่อนที่เป็นกลุ่ม จัดคล้ายๆกับกองทัพที่เดินแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า เราจะกระจายตัวออกเป็นทั้งหมด13กลุ่ม แต่ละกลุ่ม ให้กำหนดตัวผู้รับผิดชอบหน้าที่สำคัญ4ตำแหน่งได้แก่ ผู้ให้สัญญาณคอยทำหน้าที่ประสานงานกองขบวนต่างๆ ด้วยสัญญาณจากเสียงแตรซึ่งข้าได้เขียนลักษณะการเป่าเอาไว้ให้ในกระดาษ13แผ่นให้เรียบร้อยแล้ว วานพวกท่านนำส่งมอบมันให้แก่พวกเขาได้เรียนรู้ไปตามนั้น
    ตำแหน่งต่อมาผู้ตรวจตรา ให้อยู่ใกล้กับผู้ส่งสัญญาณ กำหนดคนทำหน้าที่4คนต่อ1กลุ่ม หันหน้า4ทิศทาง หน้าที่ของพวกเขา คือช่วยกันสำรวจความปลอดภัยรอบๆกลุ่มของตนเอง คอยส่งรายงานประสานผ่านผู้ให้สัญญาณ บอกสถานการณ์ของกลุ่มให้คนทั้งกองขบวนได้รับทราบอยู่เป็นระยะๆ
    ตำแหน่งที่3พลขับ มีหน้าที่ขับเคลื่อนรถเกวียนให้ดี คอยทำงานประสานกันเองภายในกลุ่ม อาศัยสัญญาณจากผู้ประสานเป็นคนกำหนดทิศทางให้ตามแต่สถานการณ์จะพาไป
    ตำแหน่งที่4พลติดอาวุธ ตำแหน่งนี้มีความสำคัญรองจากตำแหน่งที่5กองบัญชาการ เปรียบได้กับพลทหารที่มีหน้าที่คอยคุ้มกันขบวนเกวียนตามกลุ่มตนเอง รับคำสั่งจากผู้ประสานงานและหนวยสำรวจรวมถึงคำสั่งหลักจากกองบัญชาการ คอยเคลื่อนที่ตามสถานการณ์แล้วแต่จะพาไป
    ตำแหน่งสุดท้ายกองบัญชาการ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจในการสั่งการสูงสุด หรือก็คือขบวนเกวียนหน้าของหัวหน้าคณะเดินทางกับรองหัวหน้าหน่วยทาราและรีอาร์ มีอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จ กำหนดเส้นทางและกำหนดสถานการณ์ต่างๆของกองเกวียนทั้งหมด มีใครสงสัยหรืออยากจะถามอะไรไหม?"
    ชายหนุ่มเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ถามหากใครไม่เข้าใจ แต่ไม่มีใคร สงสัยอะไรทั้งสิ้น
    "โอเค หลังจากจบการอบรมครั้งนี้ ขอให้หัวหน้ากองทุกท่านจงนำความหมายและสัญลักษณ์ต่างๆที่ข้าได้มอบให้ ไปสอนต่อให้กับกลุ่มของตนเองซึ่งถูกจัดเอาไว้ให้ตามรูปแบบแผนในกระดาษที่ทุกคนได้รับ ขอบคุณที่รับฟัง"
    เสร็จสิ้นการประชุมแผนทุกคนก็เร่งจัดเตรียมเกวียนกันใหม่ทั้งหมดตรงตามแบบ ที่ชายหนุ่มพเนจรได้แนะนำไม่ผิดเพี้ยน คล็อกครัช มอบหมายให้รองหัวหน้าคณะเดินทางกับผู้ช่วยรีอาร์ ตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่างโดยละเอียด ทั้งคู่กลับมารายงานที่กองบัญชาการหน้าหลังจาก ปฏิบัติงานเสร็จเรียบร้อย 
    "แฮ็กๆ ทุกคนในขบวนพร้อมหมดแล้วขอรับนายท่าน" 
    รีอาร์รายงานพร้อมกับดึงแขนภรรยาขึ้นเกวียน ทั้งสองมีอาการหอบหลังควบกวางเขาดาบวิ่งสำรวจเกวียนทั้ง13กลุ่ม ไคลม์ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังคล็อกโยนถุงน้ำให้กับเขา ลูกจ้างหนุ่มคว้ากลางอากาศส่งให้ทาร่าดื่มก่อนเป็นแรก คล็อกครัชพยักหน้ารับทราบก่อนมองออกไปยังทิศทางเบื้องหน้า
    "เย้ๆๆ เดินทางกันเถอะเทียร์บี้ ท่านพ่อให้ข้าเป็นคนเป่าแตรส่งสัญญาณนะคะ"
    ลิซาน่าวิ่งออกมาจากรถเจ้าแมวดำเกาะตรงไหล่ของเธอแน่น วิ่งเข้ามาหาบิดาที่ยืนอยู่ตรงระเบียงรถพร้อมกับพวกไคลม์
    "เจ้าอยากเป่างั้นเหรอ เอาสิ" 
    หัวหน้าคณะเดินทาง ส่งแตรเขาสัตว์ให้บุตรตรี ผู้ใหญ่ทุกคนยิ้มหัวเราะด้วยความเอ็นดูเด็กหญิงตัวเล็ก
    "ไปกันเถอะทุกคน เคลื่อนขบวนมุ่งสู่หุบเขาแซนกาเด้นท์ได้"
    คล็อกครัชตะโกนสั่ง ลิซาน่าเป่าแตรส่งสัญญาณเคลื่อนขบวนหลังได้ยินคำสั่งนั้น ขบวนเกวียนในรูปแบบของกองทัพเคลื่อนที่ติดอาวุธแบบใหม่ที่ไม่เคยพบเจอในที่ใดมาก่อน กำลังเคลื่อนเข้าสู่หนทางหุบเขามรณะโดยพร้อมเพียง จะมีอะไรรอพวกเขาอยู่ในเส้นทางเบื้องหน้า
    โปรดติดตาม
    บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง