เครื่องบินลงจอดที่สนามบิน
จางจื่อฟ่านรีบลากกระเป๋าของเธอกึ่งเดินกึ่งวิ่งทันที
“แท็กซี่”หญิงสาวตสาวะโเรียกแท็กซี่คันหนึ่งให้จอด เธอก้าวขึ้นแท็กซี่และปิดประตูเสียงดังปัง
“ไปโรงพยาบาล เร็วหน่อยนะคะ” จางจื่อฟ่านออกคำสั่ง สิ้นเสียงแท็กซี่ก็ขับออกจากสนามบินอย่างรวดเร็วและขับมาจอดที่โรวพยาบาล หญิงสาวคนควักธนบัตรจ่ายแล้วรีบลงรถไม่แม้แต่จะรอเงินทอน เธอทั้งลากทั้งยกกระเป๋าที่หนักอึ้งของเธอเดินเข้าไปในโรงพยาบาล ผู้คนมากมายหันมามองเธอเป็ตาเดียว เป็เพราะความสวยที่สะดุดตาหรือเพราะกระเป๋าใบใหญเกินตัวนั้นก็ไม่สามารถจะทราบได้ แต่จางจื่อฟ่านไม่สนใจตอนนี้เธอ้าไปให้ถึงพ่อและน้องสาวของเธอให้เร็วที่สุด
เสียงลากกระเป๋า ครืดๆ ดังไปตามทางเดิน หญิงสาวสอดส่ายสายตาเพื่อหาจางจื่อลู่ผู้เป็น้องสาว
“จื่อฟ่าน” เสียงเรียกดังมาจากข้างหลังไกลๆ หญิงสาวชะงักและหันกลับทันที ใช่แล้วนั่นคือจางจื่อลู่ น้องสาวคนสุดท้องของเธอนั่นเอง สาวน้อยวิ่งมาตามทางเดินตรงมาที่หล่อนพร้อมกับร้องให้ จางจื่อฟ่านปล่อยกระเป๋าของเธอในทันที เธอวิ่งสวนไปอ้าแขนรอรับน้องสาว เมื่อถึงตัวซึ่งกันและกันที้งสองก็โผลเข้ากอดกัน จางจื่อฟ่านกอดน้องสาวแน่นอย่างรักที่สุด ในขณะที่จางจื่อลู่ยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของเธอ
“ทำใจดีไว้ พี่มาแล้ว” หญิงสาวพูดปลอบใจน้องสาว ในขณะที่ตัวเองยังคงใจสั่นด้วยความกังวล
“พ่อเป็อย่างไรบ้าง” จื่อฟ่านถามต่อด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า พร้อมกับดันตัวน้องสาวออกจากอ้อมแขน
“ร่างกายพ่ออ่อนแอมากจื่อฟ่าน หมอบอกว่าร่างกายพ่อปฏิเสธที่จะมีชีวิตอยู่ ฮือออออ” เมื่อพูดจบจางจื่อลู่ก็ปล่อยโฮออกมาทันที
จื่อฟ่านยืนตัวแข็งทื่อ เธอเองไม่เข้าใจเท่าไรนักกับคำที่ว่าพ่อของเธอปฏิเสธที่จะมีชีวิตอยู่
“หมายความว่ายังไงจื่อลู่ อธิบายให้ละเอียดกว่านี้หน่อย” หญิงสาวถามละร่ำละรัก
“พี่ไปดูเองดีกว่า แต่พี่ต้องทำใจให้ดีก่อนน่ะ เพราะว่าตอนนี้น่ะพ่อเราเปลี่ยนไปมาก” จางขื่อบอกปืนสะอื้น
หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างคนเข้มแข็ง จางจื่อฟ่านกัดริมฝีปากแน่น แต่ก็เดินตามน้องสาวไปโดยดี
จางจื่อลู่เดินนำพี่สาวของเธอมาที่ห้องๆหนึ่งซึ่งมีพื้นที่ไม่กว้างมากนัก ที่นั่นมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว ดูจากท่าทางแล้วก็ทราบได้ทันทีว่าหน้าจะเป็หมอของที่นี่ จางจื่อฟ่านคิดในใจ
“หมอเฉิงคะ นี่พี่สาวคนโตของฉันค่ะชื่อว่า จางจื่อฟ่าน” จางจื่อลู่กล่าวแนะนำทันทีทีเมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้อง
“จื่อฟ่าน นี่คือหมอเฉิงซีกวน เป็หมอที่เก่งที่สุดในเมืองเราและเป็หมอเ้าของไข้ของพ่อ” จื่อลู่กล่าวแนะนำและหันมาทางจางจื่อฟ่าน หญิงสาวมองไปยังหมอหนุ่มพอเป็พิธีอย่างไม่ค่อยสนใจนัก ตอนนี้เธอ้ารับรู้เพียงอาการของพ่อเธอเท่านั้น
ในทันทีนั้นเองที่หมอเฉิงก็วางปากกาและเงยหน้าสบตากับ จางจื่อฟ่านตรงๆ ทำเอาหมอหนุ่มถึงกับตกตะลึงในความสวยสง่าของเธอ ถึงแม้ว่าจางจื่อลู่น้องสาวที่ว่าสวยแล้วก็ยังไม่เทียบเท่าจางจื่อฟ่านพี่สาวในขณะนี้ ทั้งที่ใบหน้าของเธอนั้นส่อแววกังวลอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ไม่สามารถบั่นทอนความสวยงามของใบหน้านั้นลงได้เลยแม้แต่นิดเดียว
“สวัสดีค่ะ หมอเฉิง” จางจื่อฟ่านกล่างทักทายขึ้นก่อนเป็มารยาท พลางยื่นมือไปให้จับ
เสียงทุ้มนุ่มของหญิงสาว เรียกสติของแพทย์หนุ่มกลับคืนมา เขายื่นมือออกไปัักับหญิงสาว และปล่อยในแทบจะทันที ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแต่ ณ บัดนี้แพทย์หนุ่มไม่เป็ตัวของตัวเองเสียแล้ว
“สวัสดีครับ คุณจาง” แพทย์หนุ่มกล่วทักทายและสบจากับหญิงสาวเพียงคู่ก็หันหน้าไปที่จื่อลู่ผู้เป็ผู้ช่วยของเขา
“พ่อเป็อย่างไรบ้างคะ คุณหมอเฉิง” จางจื่อลู่ขยับเข้าไปใกล้ๆหมอเฉิงเพื่อสอบถามโดยเร็ว และเพียงแค่ถามถึงอาการของพ่อ ก้อนน้ำตาก็เริ่มคลอขึ้นมาที่สองตาอีกครั้ง
“พ่อคุณฟื้นแล้ว ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ” แพทย์หนุ่มพูดให้กำลังใจอย่างอ่อนโยน จางจื่อฟ่านลอบสังเกตอากัปกิริยาของบุคคลทั่งสองอย่างพิจารณาอยู่คู่หนึ่งก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
“ถึงแม้ว่าการต้องอยู่ดูแลพ่อที่ป่วยหนักอาจจะหนักหนาไปหน่อยสำหรับสาวน้อยจื่อลู่ แต่ดูแล้วเธอก็ยังมีกำลังใจดีๆจากใครบางคนนี่เอง นี่ถ้าเป็เผะอที่ต้องอยู่ในสภาพนี้คงเป็บ้าไปแล้วแน่ๆ” จื่อฟ่านคิดในใจพลางมองคนที้งคู่อย่างพิถีพิถัน
“จื่อฟ่าน พ่อฟื้นแล้วล่ะ” น้องสาวหันมาบอกพี่สาวอย่างดีใจ ทำเอาพี่สาวสะดุ้งเล็กน้อยเพราะกำลังคิดอะไรเพลินๆ
“อ่อ งั้นเหรอ พี่เข้าไปเยี่ยมได้เลยใช่มั้ย” จางจื่อฟ่านถามพลางเดินเข้าไปหา
“ฉันมีงานที่ต่องไปทำ พี่เข้าไปกับหมอเฉิงนะ” จื่อลู่กล่าวกับพี่สาวก่อนจะหันไปพูดคุยกับหมอเฉิงสองสามคำ แล้วเธอก็เดินเข้ามาโอบกอดพี่สาว ก่อนจะออกไปคว้าเสื้อกาวน์สีขาวแล้วเดินออกไปทำงานของเธอ
ปล่อยให้จางจื่อฟ่านอยู่ในห้แงกับหมอเฉิงเพียงลำพัง เฉิงซีกวนนั่งลงที่โต๊ะทำงานตามเดิมไม่ได้หันมองมาที่เธออีก
“นั่งสักครู่ก่อนนะครับ ผมขอเวลาเคลียร์งานบนโต๊ะสักครู่” เขาพูดโดยไม่มองหน้าหญิงสาว
“ตามสบายค่ะ” จางจื่อฟ่านพูด พร้อมกับหย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้รับแขกที่อยู่มุมห้อง หญิงสาวนั่งอยู่ในท่าที่ผ่อนคลาย ขาเรียวยาวยกขึ้นไขว้กันไว้อย่างเรียบร้อยเพราะเธอนุ่งกระโปรงสั้นมาจนเหนือหัวเข่า
ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก หญิงสาวนั่งรอในขณะที่หมอเฉิงก็ทำงานของตัวเองไป
เวลาผ่านไปได้พักใหญ่ เฉิงซีกวนก็วางปากกาลงเขาเงยหน้าขึ้นเพื่อชวนจางจื่อฟ่านเข้าไปเยี่ยมพ่อที่อยู่ในห้องฉุกเฉิน แต่ก็พบว่าหญิงสาวเผลอหลับไปแล้วในท่านั่งไขว้ห้าง ยกแขนข้างหนึ่งขนานไปกับพนักเก้าอี้และชันศอกขึ้นใช้มือรองศรีษะตัวเอง
ชายหนุ่มนั่งพินิจใบหน้านั่นอย่างพิถีพิถัน
“ลูกสาวคนโตของผม จางจื่อฟ่าน เธอสวยมากนะหมอ ทั้งสวยทั้งฉลาด ถ้าหมอเห็นเธอจะต้องชอบแน่ๆ ฮ่าฮ่าฮ่า” เสียงของผู้เฒ่าจางเหมิน ผู้เป็พ่อของผู้หญิงตรงหน้าผุดขึ้นมาในความทรงจำ เมื่อครั้งที่เขาเข้าไปตรวจสุขภาพประจำปีของผู้เฒ่าเหมินตามคำขอของจางจื่อลู่ผู้ช่วยของเขา
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆให้กับตัวเองเมื่อนึกถึงคำพูดของชายชรา เขาเดินมาพิจารณาใบหน้าของจางจื่อฟ่านใกล้ๆ แล้วหัวใจก็พลันเต้นแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เธอดูสวยมากเมื่อมองในระยะใกล้เช่นนี้ และเมื่อขณะนี้ตอนที่เธอหลับ ใบหน้าของเธอก็อยู่ในอาการธรรมชาติที่ที่สุด ไม่มีร่องรอยของความเย่อหยิ่งเหมือนเมือครั้งที่เขาเห็นในแวบแรก
ผมดำขลับของเธอถูกรวบไว้ตึงๆบนกลางศรีษะ ปล่อยช่อผมยาวเป็มันขลับมาถึงกลางหลัง มีเพียงลูกผมบางๆ ปลิวมาปิดบังใบหน้าซึ่งตอนนี้เ้าของผมนั้นหลับสนิทเพราะอ่อนเพลียจากการนั่งเครื่องมาหลายชั่งโมง ใบหน้าหล่อนคมสวยรับกับปลายจมูกที่เชิดเป็สันอย่างพอดีพองาม เรียวปากกระจับได้รูป ส่วนรูปร่างไม่ต้องพูดถึง ทุกสัดส่วนของเธอดูจะสมส่วนกันไปหมดอย่างไม่มีที่ติ หมอเอิงยืนจ้องมองด้วยอาการพินิจพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ จนคนหลับเริ่มขยับตัวเพราะมือที่วางรองศรีษะเอาไว้เริ่มชาขึ้นเรื่อยๆ หมอหนุ่มจึงหันหลังทำทีเป็เก็บของบนโต๊ะทำงาน
หญิงสาวขยับนั่งตัวตรงเมื่อเห็นหมอเฉิงยืนหันหลังอยู่ตรงหน้า หญิงสาวรีบจัดแจงตัวเองให้เรียบร้อย
“เผลอหลับไปได้ยังไงกันนะ หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้” หญิงสาวตำหนิตัวเองในใจ
“ตื่นแล้วหรือครับ งานผมเสร็จแล้ว แต่เห็นคุณจางยังหลับอยู่ผมเลยไม่อยากปลุกให้ตื่น คิดว่าคงเพลียจากการนั่งเครื่องนานา” หมอเฉิงทำท่าเหมือนกับเพิ่งเห็นว่าจางจื่อฟ่านรู้สึกตัวแล้ว
“ออค่ะ พอดีเผลอหลับไป คงเป็เพราะความเพลียอย่างที่หมอเฉิงว่าจริงๆ นี่คุณหมอเสร็จงานแล้วใช่มั้ยคะ เราจะเข้าไปดูพ่อได้เลยหรือเปล่า” จางจื่อฟ่านพูดกับแผ่นหลังกว้างของหมอหนุ่ม
ออ..ได้ครับผมขอเก็บของอีกนิดหน่อย เข
าพูดพร้อมกับหยิบของต่างๆมาไว้ในมือแล้วเดินอ้อมโต๊ะไปโยนลงลิ้นชักง่ายๆ…