[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 51 ญาติผู้น้องของเย่เฉินขอเข้าพบ ให้พวกเขาเข้ามาได้

    ตอนที่ 51 ญาติผู้น้องของเย่เฉินขอเข้าพบ ให้พวกเขาเข้ามาได้  

            เย่หลิวหลีมีความมั่นใจในตัวท่านป้าเสวี่ยอย่างยิ่งยวด

            นางย่อมตระหนักดีว่าพลังที่แท้จริงของคนรับใช้ชราผู้ติดตามชายหนุ่มจากแดนสวรรค์เบื้องบนนั้นอาจมีพลังที่แท้จริงเหนือกว่าระดับเทวะมายา

            แต่ด้วยข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมในโลกใบนี้ ทำให้เขาสามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้สูงสุดเพียงแค่ระดับเทวะมายาเท่านั้น

            ท่านป้าเสวี่ยเอง ในแดนสวรรค์เบื้องบนก็เป็นผู้ที่มีพลังเหนือชั้นกว่าระดับเทวะมายาเป็นอย่างมาก หากมิเช่นนั้น นางคงมิได้รับหน้าที่ติดตามคุ้มครองคุณหนูอย่างแน่นอน

            แม้แต่บรรพชนของเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลทั้งหลาย ก็ยังต้องแสดงความเคารพอย่างยิ่งต่อท่านป้าเสวี่ย และมิกล้ากระทำการเสียมารยาทหรือแม้แต่หายใจแรงต่อหน้านาง

            “คุณหนูโปรดวางใจ” สตรีวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพลางพยักหน้ารับ เพราะนี่คือคำสั่งของคุณหนู นางย่อมต้องปฏิบัติตามโดยไร้ข้อโต้แย้ง

            ผู้ที่สามารถลงมาจากแดนสวรรค์ได้ย่อมต้องมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

            ทว่าเย่หลิวหลีหาได้แยแสไม่

            ต่อให้ภูมิหลังของเขาจะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่เมื่อเผชิญหน้ากับตระกูลเซียนโบราณแห่งแดนสวรรค์ เขาก็ยังต้องเกรงกลัวอยู่ดี

            มินานนัก พวกนางก็ออกเดินทางจากศาลเทพ และมุ่งหน้าสู่เขตที่พักของตระกูลหลิน

            การปรากฏตัวของสรรพชีวิตจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาล พร้อมกับรังสีฆ่าฟันที่พวยพุ่ง สร้างความโกลาหลไปทั่วทั้งนครโบราณชงเยวี่ย

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างตกตะลึง ก่อนเร่งรีบพากันมุ่งหน้าไปยังตระกูลหลินเพื่อตรวจสอบต้นสายปลายเหตุ

            หลายคนเชื่อมั่นว่านี่อาจเป็นการปะทุของเหตุการณ์ครั้งใหญ่ และไม่แคล้วจะต้องเกี่ยวข้องกับบุรุษหนุ่มผู้ทรงอำนาจจากแดนสวรรค์ผู้นั้นเป็นแน่!

            …

            ภายในตระกูลหลิน คฤหาสน์เรียงรายสลับซับซ้อน มหาวิหารสูงตระหง่านโอ่อ่า เผยให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และเกรียงไกร

            ในเรือนพักนั้น กู้ฉางเกอนั่งเอกเขนกบนเก้าอี้พักผ่อน พลางจิบชาอย่างสบายอารมณ์ 

            ข้างกายของเขานั้นเป็นซูชิงเกอที่กำลังปอกผลไม้วิญญาณแล้วป้อนให้เขาชิมถึงริมฝีปาก

            ระหว่างนั้น เขาเอ่ยคำแหย่เย้านางเล่นอยู่เป็นระยะ จนทำเอาซูชิงเกออดแอบกลอกตาใส่ด้วยความขัดเขินมิได้ ทั้งบรรยากาศโดยรอบก็เต็มไปด้วยความสงบและผ่อนคลายนัก

            ตลอดหลายวันที่ผ่านมา พรสวรรค์ด้านวิถีโอสถของหลินชิวหานก็ได้ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด ราวกับตอกย้ำคำกล่าวที่ว่า มิว่าทองคำจะถูกซ่อนไว้ที่ใด ก็ยังคงเปล่งประกายส่องแสง 

            แม้จะไม่มีปรมาจารย์คอยชี้แนะ เพียงแค่อาศัยคัมภีร์วิถีโอสถขั้นพื้นฐานที่กู้ฉางเกอแลกเปลี่ยนมาจากระบบของเขา นางก็สามารถปรุงโอสถที่แม้แต่ปรมาจารย์โอสถซึ่งบ่มเพาะฝีมือมาหลายสิบปีก็ยังต้องใช้ความพยายามหนักหนาออกมาได้

            “หากความพยายามสามารถแทนที่พรสวรรค์ได้ แล้วจะต้องมีอัจฉริยะไปเพื่อเหตุใดกัน”

            พรสวรรค์ด้านวิถีโอสถของหลินชิวหานนั้นโดดเด่นจนสามารถทำให้อัจฉริยะด้านโอสถหลายคนต้องรู้สึกอับอาย

            สิ่งนี้ยิ่งทำให้กู้ฉางเกอตัดสินใจแน่วแน่ที่จะปลูกฝังและสนับสนุนนางให้ถึงที่สุด

            เพียงคำชมเล็กน้อยจากกู้ฉางเกอ ก็สามารถทำให้หลินชิวหานแย้มยิ้มอย่างเบิกบานใจไปได้หลายวัน

            ด้วยความเห็นชอบของกู้ฉางเกอ

            จ้าวตระกูลหลินมิเพียงแต่มิขัดขวางการศึกษาวิถีโอสถของหลินชิวหาน แต่ยังระดมทรัพยากรของตระกูลทั้งหมดมาเพื่อสนับสนุนนาง

            ทุกคนตระหนักดีว่า หากตระกูลหลินต้องการก้าวไปไกลกว่านี้ พวกเขาย่อมต้องหวังพึ่งพาหลินชิวหานเพื่อให้ได้รับความโปรดปรานจากกู้ฉางเกอ

            แต่ในขณะนั้นเอง ภายนอกตระกูลหลินก็กลับเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นอย่างมิคาดคิด

            ที่ประตูเบื้องหน้าตระกูลหลิน หลักอักขระค่ายกลบนบานประตูเปล่งประกายเจิดจ้า พร้อมกับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกมาราวกับจะบดขยี้ทุกสิ่ง

            เหล่าสมาชิกตระกูลหลินต่างตื่นตะลึงอย่างยิ่ง

            “เกิดเหตุใดกัน”

            “เป็นผู้ใดกัน”

            “เป็นผู้ใดกันที่บังอาจกล้าบุกเข้ามาในอาณาเขตของตระกูลหลินเช่นนี้ คิดจะรนหาที่ตายอย่างนั้นหรือ” ทันใดนั้น เสียงตวาดเกรี้ยวกราดดังกึกก้องด้วยความโกรธแค้นและเดือดดาลที่พลุ่งพล่านอย่างถึงที่สุด

            ตระกูลหลินในตอนนี้มิใช่ตระกูลที่ผู้ใดจะกล้าล่วงเกินได้อีกต่อไป โดยเฉพาะหลังจากที่บรรพชนของตระกูลลงมือกวาดล้างสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวจนสิ้นซาก ชื่อเสียงของตระกูลหลินก็ยิ่งแผ่ไพศาล พร้อมกับยิ่งมีพลังอำนาจยิ่งใหญ่จนผู้คนต่างยำเกรง

            ในยามปกติ แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรที่เดินผ่านหน้าตระกูลหลิน ล้วนยังต้องแสดงความเคารพนบนอบด้วยความเกรงกลัว

            ทว่าการบุกเข้ามาพร้อมกับแสดงพลังอย่างโจ่งแจ้งโดยปราศจากการปกปิดเช่นในวันนี้ กลับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ประสบพบเจอ

            นี่เปรียบดั่งเป็นการท้าทายอำนาจของตระกูลหลินอย่างแท้จริง!

            ตูม!

            เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลหลินปรากฏตัวขึ้นในอากาศเบื้องบน ดวงตาสาดประกายสีทองสว่างวาบ พร้อมแผ่พลังอันน่าสะพรึงของผู้บรรลุระดับมหาปราชญ์ออกมาปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ

            พวกเขาให้ความสำคัญต่อเกียรติยศของตระกูลเป็นอย่างยิ่ง การยั่วยุเช่นนี้ถือเป็นการดูถูกศักดิ์ศรีของพวกเขาอย่างมิอาจยอมรับได้

            “หึหึ ตระกูลหลินตัวเล็กๆ เช่นพวกเจ้า เมื่อพบเจอกับเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกา ก็ยังกล้ารอช้าที่จะเข้ามาคารวะอีกหรือ”

            นอกคฤหาสน์ตระกูลหลิน สรรพชีวิตหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้มีเกล็ดงอกประดับอยู่กลางหน้าผากแค่นเสียงเย้ยหยันดังสะท้อนกระจายไปทั่วบริเวณ

            ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากบนถนนสายนี้ต่างรู้สึกสะท้านสะเทือนตัวสั่น เสียงในหูดังก้อง เลือดลมในร่างพลุ่งพล่านราวกับมิอาจต้านทานพลังที่แผ่ออกมาได้

            พวกเขารู้สึกหวาดผวาอย่างถึงที่สุด

            สมแล้วที่เป็นเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลตามคำเล่าลือ เพียงแค่สรรพชีวิตหนุ่มตนเดียวก็ทรงพลังได้ถึงเพียงนี้!

            พลังเช่นนี้ย่อมเทียบได้กับระดับมหาปราชญ์อย่างมิต้องสงสัย!

            “เทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลอย่างนั้นหรือ”

            สีหน้าของเหล่าสมาชิกตระกูลหลินพลันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

            หากกล่าวว่าในตอนนี้ยังมีขุมอำนาจใดในแผ่นดินจงโจวที่ทำให้พวกเขาต้องหวั่นเกรง คำตอบนั้นก็ย่อมหนีไม่พ้นเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาล

            เทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลมีความสัมพันธ์กับแดนสวรรค์เบื้องบนอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังมีเทพผู้พิทักษ์ผู้ทรงพลังคอยปกปักษ์รักษา!

            “มิทราบว่าท่านทั้งหลายจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลมาเยือนตระกูลหลินของข้าในครั้งนี้ด้วยเหตุอันใด” จ้าวตระกูลหลินปรากฏตัวพร้อมกับสีหน้าเคร่งขรึม

            หากเป็นเช่นยามปกติ เขาคงจะหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ

            แต่ในเวลานี้ ด้วยเหตุที่บรรพชนของตระกูลยังคงอยู่ในตระกูล อีกทั้งคุณชายกู้ก็ยังอยู่ ณ ที่นี้ด้วย

            เขาจึงรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย

            ทว่าหลังจากครุ่นคิดดูอีกครั้ง เขาก็เริ่มตระหนักได้ว่า เป้าหมายของเหล่าสรรพชีวิตจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลเหล่านี้ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับคุณชายกู้

            “ไปเรียกชายหนุ่มจากแดนสวรรค์เบื้องบนผู้นั้นออกมา คุณหนูของพวกเราต้องการพบเขา”

            สรรพชีวิตหนุ่มผู้มีปีกงอกอยู่กลางหลังกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน แสดงท่าทีโอหังเย่อหยิ่งและมิแยแสต่อผู้ใด

            จ้าวตระกูลหลินได้แต่คิดในใจว่า ‘เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้จริงๆ’

            “ท่านทั้งหลาย หากต้องการพบคุณชายกู้ โปรดรออยู่ตรงนี้สักครู่ ข้าจะไปแจ้งให้คุณชายกู้รับทราบก่อน...”

            จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้ฝ่ายตรงข้ามจะมาจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาล และมีเบื้องหลังเกี่ยวโยงกับแดนสวรรค์

            แต่การจะพบคุณชายกู้นั้น ย่อมมิใช่เรื่องที่จะกระทำตามอำเภอใจได้

            เขาต้องแจ้งขอความเห็นจากคุณชายกู้เสียก่อน

            อีกทั้ง ด้วยสถานะอันสูงส่งของคุณชายกู้ การให้เขาออกมาพบด้วยตนเองเช่นนี้ ก็มิต่างอะไรจากการดูหมิ่นเกียรติกันอย่างร้ายแรง

            ชัดเจนว่า การมาเยือนในครั้งนี้ มีแต่ความมิประสงค์ดีแอบแฝงอยู่โดยแท้!

            “ยังจะให้พวกเราไปพบเขาอีกหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูของพวกเรามีฐานะสูงส่งเพียงใด เพียงแค่คำพูดประโยคเดียว ก็สามารถทำลายล้างตระกูลหลินเล็กๆ นี้ให้พังพินาศไปในพริบตา...”

            สรรพชีวิตหนุ่มผู้นั้นเผยสีหน้ามิพอใจ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างเปิดเผย ความมิพอใจต่อท่าทีของหัวหน้าตระกูลหลินแผ่กระจายออกมา

            เมื่อเหล่าผู้บำเพ็ญที่อยู่ไกลออกไปได้ยินคำกล่าวนั้น ต่างก็สะท้านสะเทือนในจิตใจ

            เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวก็ทำลายล้างตระกูลหลินให้พังพินาศได้หรือ

            ถ้อยคำนี้ช่างโอหังและสะท้านสะเทือนใจผู้คนอย่างถึงที่สุด!

            สรรพชีวิตจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลเหล่านี้ช่างมีที่มาอันน่าหวั่นเกรงเกินกว่าจะจินตนาการ

            ผู้คนต่างพากันตื่นตะลึง

            เหล่าสมาชิกตระกูลหลินเองก็มีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันที ความโกรธแค้นจากการถูกหยามเกียรติเริ่มปะทุขึ้นในใจ

            “เชวี่ยเทียน หุบปากเดี๋ยวนี้!”

            เมื่อได้ยินคำพูดนั้น

            เย่หลิวหลีก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางมาที่นี่เพื่อชำระแค้นให้ท่านพี่เย่เฉิน มิได้ตั้งใจจะทำให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โต จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “กรุณาช่วยแจ้งต่อเขาด้วยว่า ญาติผู้น้องของเย่เฉินต้องการขอเข้าพบท่านผู้สูงศักดิ์จากแดนสวรรค์เบื้องบน!”

            ทันทีที่คำพูดนี้ดังขึ้น สีหน้าของสมาชิกตระกูลหลินพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเหล่าผู้บำเพ็ญที่อยู่ในระยะไกลก็ล้วนแสดงสีหน้าตกตะลึงมิแพ้กัน

            ในช่วงเวลานี้ นามของเย่เฉินนับว่าเป็นที่กล่าวถึงไปทั่วทั้งแผ่นดินจงโจว

            ผู้คนต่างเรียกขานเขาว่าเทพแห่งหายนะ หรือตัวการผู้นำมาซึ่งภัยพิบัติ

            การล่มสลายของสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวนั้น ก็เกี่ยวพันโดยตรงกับเย่เฉินอย่างมิต้องสงสัย

            แต่บัดนี้ หญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงผู้เปี่ยมด้วยพลังอำนาจและสถานะอันน่าครั่นคร้าม กลับมาประกาศตนว่าเป็นญาติผู้น้องของเย่เฉินน่ะหรือ

            ดูท่าแล้ว เรื่องนี้คงมิต่างอันใดกับการมาชำระหนี้แค้นถึงหน้าประตูเป็นแน่แท้!

            ผู้คนรอบข้างต่างรู้สึกสับสนอย่างยิ่ง ราวกับมิอาจทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ในทันที

            จ้าวตระกูลหลินสูดลมหายใจลึก ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            “เข้าใจแล้ว ข้าจะไปแจ้งให้คุณชายกู้รับทราบเดี๋ยวนี้”

            เมื่อกล่าวจบ เขาก็หมุนตัวเตรียมเดินไปยังส่วนลึกของคฤหาสน์ตระกูลหลินเพื่อรายงานสถานการณ์ ทว่าความคิดในใจกลับหนักอึ้ง เรื่องราวในวันนี้ดูเหมือนจะนำพาปัญหาใหญ่มาให้โดยแน่แท้ การที่อีกฝ่ายกล้าบุกมาถึงที่นี่ นั่นย่อมหมายความว่าพวกเขาต้องมีความมั่นใจในพลังของตนเองเป็นอย่างมาก

            อย่างไรก็ตาม ขณะที่หัวหน้าตระกูลหลินยังมิทันได้ก้าวเดินไปไกลนัก

            ตูม!

            จู่ๆ ความว่างเปล่าก็สั่นสะเทือนพร้อมพร้อมกับเสียงอันน่าสะพรึงกลัวดังกึกก้อง ราวกับมีแผ่นหินโม่ขนาดมหึมากำลังหมุนเคลื่อนตัวบดผ่านทุกสรรพสิ่ง

            ครืน!

            อักขระเปล่งแสงประกายเจิดจ้าก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นฝ่ามือสีทองอร่ามขนาดมหึมา ทรงพลังดุจฝ่ามือของจักรพรรดิสวรรค์ที่สามารถสะกดข่มทั่วทั้งพิภพ

            มันพุ่งเข้าโจมตีด้วยความรวดเร็วเหนือกว่าที่ผู้ใดจะทันได้ตั้งตัว เพียงพริบตาเดียว ฝ่ามือนั้นก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะ

            จากนั้นก็ฟาดลงมาจากฟากฟ้าด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว!

            สรรพชีวิตหนุ่มผู้มีปีกกลางหลังเผยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ขณะตะโกนเสียงดัง “คุณหนู ช่วย...”

            แต่ก่อนที่จะเอ่ยคำว่า “ข้า” ออกมา เสียงของเขาก็หายไป พร้อมกับร่างที่ถูกบดขยี้จนกลายเป็นหมอกโลหิตในทันที วิญญาณและร่างกายล้วนมลายหสิ้นไปพร้อมกัน!

            ในขณะนั้นเอง เสียงของชายหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นและเรียบเฉยก็ดังออกมาจากส่วนลึกของคฤหาสน์ตระกูลหลิน

            “ให้พวกเขาเข้ามาได้”

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน