ท้องฟ้าสว่างไสว สีฟ้าสลับกับปุยเมฆสีขาว ล่องลอยเลื่อนไหล สายลมพันเอื่อยๆ ต้นไม้ ใบหญ้า เอนไหวเล่นลมไปมา หญิงชราอายุย่างเข้าแปดสิบปี นั่งอยู่บนเปลญวน แขวนอยู่กับเสาใต้ทุนบ้าน ปัดแกว่งไกวไปมาช้าๆ ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น สีผมขาวโพลนตามวัย หันไปมองยังประตูรั้วบ้าน เฝ้ารอการมาถึงของใครบางคน อย่างใจจดใจจ่อ
บรื้นนน!!!!...... บรื้นนน!!!!......
เสียงรถยนต์ดังแว่วมาแต่ไกล และดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนมาดังอยู่ที่รั้วประตูหน้าบ้าน รถยนต์คันดังกล่าวเลี้ยวผ่านประตูรั้วบ้าน วิ่งเข้ามาจอดสนิทลงที่หน้าบ้าน ที่เป็บ้านไม้หายากทรงไทย ยกใต้ถุนสูง ที่ยังคงเป็เอกลักษณ์ของบ้านในสมัยครั้งเก่าก่อน
ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปทรงการสร้างบ้านไปตามยุคสมัย ที่เรียกกันว่ายุคไอทีไปเกือบหมดแล้ว จะมีหลงเหลือบ้านทรงสมัยเก่าทรงแก่ให้เห็นไม่มากแล้ว ที่เห็นกันทั่วๆ ไปก็จะเป็ทรงสไตล์ยุโรป หรือไม่ก็เป็บ้านก่อสร้างด้วยอิฐด้วยปูน ชั้นเดียวบ้าง สองชั้นบ้าน หรือที่เป็ครึ่งปูนครึ่งไม้บ้าง
หญิงสาวสวย ใบหน้ารูปไข่ หน้าหวานซึ้งตรึงใจ รูปร่างเพรียวปราดเปรียว ผอมบาง สูงร้อยหกสิบสองเิเ สวมใส่ชุดทะมัดทะแมงเปิดประตูรถยนต์กว้างออกมาภายในรถ เดินยิ้มหวานเข้ามาหาหญิงชรา พอเข้ามาถึงก็สวมกอดอย่างคิดถึง
“สวัสดีค่ะแม่ คิดถึงแม่จังเลย ไม่ได้เจอตั้งนานสวยขึ้นนะเนี้ย!!......”
^_^
ผู้หญิงสาวสวยหน้าหวาน ขี้เล่นคนนี้ มีนามว่า วริทธิ์นันท์ หรือใครๆ ต่างพากันเรียกขานสนิทปากว่า นันท์ ชีวิตโดยส่วนใหญ่ของเธอทำงานอยู่ที่กรุงเทพ นานๆ จะกลับมาบ้านสักครั้ง เหมือนอย่างเช่นครั้งนี้นี่ไง
“มาถึงก็ปากหวานเลยนะเรา... สวยเสยอะไรกัน แก่จนหนังเหี่ยวหนังยานหมดแล้วเนี้ย!!”
ทองก้อนส่งค้อนให้ลูกสาวไปแต่พองาน และดีใจจนยิ้มหน้าบาน ที่เห็นลูกสาวมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย ที่ใจจดใจจ่อ ตั้งหน้าตั้งตารอ ก็คือการมาของลูกสาวคนนี้นี่แหละ
“ไปๆ เอาของไปเก็บก่อนไป”
ทองก้อนไล่ให้ลูกสาวที่ได้เข้ามาสวมกอดตัวเองด้วยความคิดถึง ให้เอากระเป๋าเสื้อผ้าไปเก็บไว้ในบ้าน วริทธิ์นันท์ผละร่างบางออกห่าง แล้วเดินไปกลับไปที่รถ เปิดกระโปรงหลังรถออก หยิบกระเป๋าเดินทางใบขนาดย่อมๆ ออกมา และถือขึ้นบันไดไปเก็บ
พอนำกระเป๋าไปเก็บไว้ในห้องนอนแล้ว วริทธิ์นันท์ถือโอกาสเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เป็ชุดใส่อยู่บ้านแบบสบายๆ ด้วยซะเลย จะได้ไม่อึดอัด แล้วค่อยกลับลงมาหาผู้เป็มารดาบังเกิดเกล้าอีกครั้ง โดยหญิงสาวเดินลงบันไดมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มระรื่น แสดงความสุขออกมาให้เห็นเด่นชัด
ก็จะไม่มีความสุขได้ยังไงกันล่ะ ที่ต่างจังหวัดนี้ ไม่ได้วุ่นวาย ต้องคอยวิ่งแข่งกับเวลาอย่างในเมืองกรุง ที่นี่มองไปทางไหนก็มีแต่ธรรมชาติ ต้นไม้ ดอกไม้ ใบหญ้า และชีวิตก็แสนจะสโลไลฟ์เอามากๆ ด้วย
“นี่ไปไหนกันหมด ไม่เห็นใครอยู่ในบ้านสักคน”
วริทธิ์นันท์นั่งลงบนแคร่ไม้ ถามหาพี่กับหลานๆ เพราะั้แ่มาถึง และขึ้นไป้าก็ไม่เห็นใครสักคน แม้แต่เสียงร้อง เสียงพูด เสียงหัวเราะก็ไม่มีให้ได้ยิน
“พากันไปเที่ยวห้าง ที่อยู่ในตัวเมืองกัน ไปั้แ่เช้าแล้ว อีกสักพักก็น่าจะกลับมาแล้วล่ะ”
ทองก้อนตอบคำถามของวริทธิ์นันท์ อย่างเคยชินกับการไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าของลูกสาวคนโต กับหลานๆ เสียแล้ว ก็เล่นพากันยกโขยงไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าบ่อยมาก แทบจะทุกวันเลยก็ว่าได้ ไม่รู้ที่นั่นมีอะไรดี
“อ้าว!! แล้วทำไมแม่ไม่ไปกับพวกเขาล่ะ??”
วริทธิ์นันท์เลิกคิ้วถามผู้เป็มารดายิ้มๆ เพราะเห็นผู้เป็มารดาอยู่บ้านเพียงคนเดียว ก็น่าจะไปเปิดหูเปิดตา ท่องเที่ยวกับเขาบ้าง จะได้ไม่เบื่อ
“โอ๊ย!! เดินไม่ไหวหรอก เดินนานๆ ก็ปวดขา และอีกอย่าง ที่นั่นก็มีแต่ไปซื้อขงซื้อของ ไม่เห็นจะมีอะไรน่าเที่ยวเลย หากไปวัดก็ว่าไปอย่าง ยังจะได้ไหว้พระทำบุญ”
ทองก้อนร้องอย่างไม่เอาเลย โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก
วริทธิ์นันท์พยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะหากให้เธอไปเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าเฉยๆ เธอก็ไม่ไปเหมือนกัน เพราะไม่มีอะไรเที่ยวอย่างที่มารดาว่ามานั่นแหละ มีแต่เดินดูกับเดินดู แล้วก็เสียตังค์เพียงเท่านั้นเอง
๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔