ไม่นานทั้งคู่ก็กินจนอิ่ม ส่วนผู้ติดตามล้วนแบ่งวนไปกินอาหารมาเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
“ไปกันเถอะ บ้านเ้าอยู่ไหนเดี๋ยวข้าเดินไปส่ง” ไม่รอให้ได้โต้ตอบ หยวนอิงก็เดินไปจับมืออีกฝ่ายอีกครั้งแล้วจูงเดินออกไป
ถังหลี่เดินตามโดยจ้องมองฝ่ามือทั้งสองของพวกเขาที่จับกันอยู่ ก็รู้สึกอบอุ่นใจและพึงพอใจอย่างประหลาด เมื่อออกมาถึงหน้าโรงน้ำชา หยวนอิงก็หันไปถามถังหลี่อีกครั้ง
“ไปทางไหน”
ถังหลี่ยกมือขึ้นชี้ทิศทาง แทนคำตอบ
แล้วทั้งคู่ก็เดินกันไปอย่างนั้น จนใกล้ถึงตำหนักรับรองที่ทางแคว้นหยวนจัดไว้ให้องค์รัชทายาทแห่งแคว้นถัง ถังหลี่จึงหยุดเดินเบื้องหน้าบ้านขุนนางหลังหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและชี้เป็เชิงบอกอีกฝ่ายว่าถึงแล้ว
เมื่อถึงจุดหมาย หยวนอิงก็หน้าหงอยลงทันที เขาไม่เคยมีเพื่อนเล่นมาก่อน วันนี้รู้สึกมีความสุขมาก ถึงแม้อีกฝ่ายไม่สามารถพูดคุยได้ แต่เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายเปรียบเสมือนสหาย เดินเล่นกับเขาทั้งวันโดยไม่บ่นเลย จึงรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายจะกลับเข้าบ้านของตน
ถังหลี่มองใบหน้าคนตรงหน้าที่เปลี่ยนเป็เซื่องซึมในพริบตาเมื่อเขาบอกใบ้ว่าถึงบ้านแล้ว ก็รู้สึกสงสาร อยากจะเอ่ยพูดบางสิ่งเพื่อปลอบใจ แต่ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดสายตาก็เหลือบไปเห็นคนของเสด็จพี่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก กำลังมองมาที่เขา จึงทำได้แค่ยกมือขึ้นโบกไปมาเป็เชิงร่ำลา
หยวนอิงจ้องมองคนตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินคอตกจากไป
หลังหยวนอิงหายไปจากสายตา ถังหลี่ก็รีบวิ่งเข้าไปหาคนของเสด็จพี่ ก่อนจะพากันกลับตำหนัก
เมื่อองค์ชายถังหลี่กลับถึงตำหนักรับรองคณะราชทูตจากแคว้นถัง องค์รัชทายาทถังหงก็ปรี่เข้ามากอดพระอนุชาด้วยความเป็ห่วงทันที เมื่อถูกกอด น้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วก็รื้นขึ้นมาอีกครั้ง องค์ชายถังหลี่เอ่ยทั้งน้ำตา
“เสด็จพี่ ต้วนเย่ตายแล้ว ต้วนเย่ตายเพราะข้า”
“……”
“ทั้งหมดเป็ความผิดของข้า หากข้าไม่ดื้อรั้นเชื่อฟังคำของเสด็จพี่ ต้วนเย่คงไม่ตาย” ถังหลี่กล่าวด้วยน้ำตานองหน้า
“……”
“หากข้ารู้จักระวังตัว ไม่เชื่อคำของชิงหยางง่ายๆ ทุกอย่างคงไม่เป็เช่นนี้”
ถังหงหลังได้ฟังคำกล่าวของถังหลี่ก็ขมวดคิ้วมุ่น
“เ้าหมายความเช่นไร ชิงหยางทำไม?” ถังหงเอ่ยถามเสียงเครียด
“ชิงหยางสมคบคิดกับกลุ่มคนชุดดำ หลอกล่อพาข้าไปหาพวกมัน โชคยังดีต้วนเย่ตามมาช่วยข้าไว้ทัน หาไม่ข้าคงไม่ได้กลับมาเจอหน้าเสด็จพี่อีกแล้วเป็แน่” ถังหลี่เล่าไปร้องไห้สะอึกสะอื้นไปด้วย
ถังหงกำฝ่ามือแน่นด้วยความโกรธ เขาพยายามเก็บอารมณ์ไม่แสดงออกมาต่อหน้าอนุชาซึ่งเพิ่งผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ มา ก่อนหน้านี้หลังจากหาตัวถังหลี่ไม่พบ เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าเ้าตัวจะต้องหนีออกไปเที่ยวเล่นเป็แน่ แต่อย่างน้อยเมื่อตรวจสอบดูก็พบว่าองครักษ์ใกล้ชิดน่าจะติดตามไปด้วย แต่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าหนึ่งในนั้นจะเป็หนอนบ่อนไส้ซึ่งศัตรูส่งมาอยู่ประชิดตัวได้ถึงเพียงนี้โดยไม่ระแคะระคายแม้เพียงนิด นี่หมายความว่าชีวิตของพวกเขาไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย
เื่ต้วนเย่ตายเขาก็รู้สึกเศร้าเสียใจ เพราะนั่นเป็ลูกพี่ลูกน้องที่ติดตามดูแลถังหลี่มาั้แ่ยังเล็ก หลังจากรู้ว่าถังหลี่ไม่อยู่ในตำหนัก เขาก็ส่งคนออกตามหาทันที และไม่นานคนที่ส่งออกไปคนหนึ่งก็กลับมารายงานว่าพบศพของต้วนเย่นอนจมกองเือยู่ ถังหงในยามนั้นไม่อาจสงบใจได้อีก แม้จะถูกสั่งสอนมาั้แ่เด็กว่าทำสิ่งใดให้สงวนท่าที อย่าให้ผู้อื่นมองออกว่าตนกำลังคิดหรือรู้สึกสิ่งใด แต่พอเป็เื่ความเป็ความตายของอนุชาคนนี้เขาก็ไม่อาจจะสงบใจได้เลย
ยามนี้พวกเขาอยู่ในแคว้นใต้อาณัติมีผู้คนไม่พอใจมากมาย หากจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายก็ไม่สามารถทำได้เพราะแทนที่จะได้รับความช่วยเหลือ อาจกลับกลายเป็ดาบสองคมย้อนมาทำร้ายก็เป็ได้ อาจส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างแย่ลงกว่าเก่า จึงทำได้เพียงเก็บเป็ความลับและสั่งคนของตนที่ติดตามมาให้แยกย้ายกันค้นหาอย่างเงียบๆ
โชคยังดี ์คุ้มครองจึงส่งอนุชาของเขากลับมาโดยยังมีชีวิต เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าอันตรายอย่างยิ่งยวด
ถังหงยกมือขึ้นตบบ่า อนุชาเพื่อปลอบใจ
“ข้ารู้แล้ว ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว แค่เ้ากลับมาอย่างปลอดภัย พี่ก็ดีใจแล้ว”
“……”
“นั่งลง แล้วเล่าเื่ราวทั้งหมดให้พี่ฟังสิ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
ถังหลี่กลั้นเสียงสะอื้น ก่อนจะปรับอารมณ์ให้เป็ปกติ จากนั้นจึงเริ่มเล่าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ถังหงฟัง ั้แ่หนีออกไปและแผนการทั้งหมดของชิงหยางจวบจนต้วนเย่ตามมาช่วยเหลือจนต้องจบชีวิตลง รวมทั้งที่ตนวิ่งไปชนกับเด็กคนหนึ่งซึ่งมีผู้ติดตามหลายคน จวบจนเด็กคนนั้นเดินมาส่งตนจนพบกับคนของเสด็จพี่
“เด็กคนนั้นเป็ใคร นามว่าอะไร”
“ข้าไม่รู้ ข้าไม่ได้ถาม เขาเข้าใจว่าข้าเป็ใบ้”
“หืม เป็ใบ้หรือ” ถังหงสอบถามด้วยความงุนงง
“เขาถามข้าหลายประโยค และข้าไม่ตอบ เขาจึงคิดว่าข้าเป็ใบ้ ข้าเลยปล่อยเลยตามเลย”
“เ้าจดจำเขาได้ไหม”
“ข้าจดจำได้”
“ดี จดจำไว้เขาคือผู้มีพระคุณของเรา หากไม่ได้เขาช่วยไว้ คงยากที่เ้าจะกลับมาได้โดยยังมีชีวิต”
“แต่ระหว่างทาง ข้าไม่เห็นกลุ่มชายชุดดำแล้ว”
“ไม่เห็นใช่ว่าจะไม่มี หากพวกเขาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเ้าจะรู้ได้เยี่ยงไร”
เมื่อถังหลี่คิดตามคำกล่าวของเสด็จพี่ ก็เห็นด้วยโดยไม่มีข้อโต้แย้ง จึงพยักหน้ารับ
‘ใช่แล้วเขาไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย และอีกฝ่ายก็สามารถลงมือได้โดยง่าย หากครั้งนี้ที่เขารอดมาได้อาจจะเพราะพวกนั้นกริ่งเกรงต่อคนที่ติดตามอยู่เื้ัเด็กน้อยคนนั้น’
เมื่อหวนนึกถึงสีหน้าท่าทางของเด็กคนนั้นก่อนจะจากกัน เขาก็รู้สึกผิดเล็กน้อยที่ไม่ได้พูดคุยด้วยสักคำ
‘ข้าสัญญาหากพบกันคราวหน้า ข้าจะเป็ฝ่ายเข้าไปชักชวนเ้าพูดคุย และจับจูงมือเ้าเดินเช่นกัน’ ถังหลี่สัญญากับตนเองขณะก้มลงมองฝ่ามือเรียวยาว ซึ่งยังมีความรู้สึกตกค้างยามฝ่ามือพวกเขาัักัน