ตอนที่35 ปรุงยา
เตาเสิ่นหนงที่เขาร่ำลือกันแม้จะไม่ขลังเหมือนในตำนาน แต่ก็มีความมหัศจรรย์อยู่ในตัว
ยกตัวอย่างเช่นยาที่กลั่นจากมันจะมีประสิทธิภาพมากกว่ายาทั่วไปถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์
เพียงแต่เตาเสิ่นหนงหายไปหลายสิบปีแล้วเขาไม่คาดคิดว่าวันนี้จะได้เห็นมันอีก
“เอ๊ะคุณปู่รู้จักเ้าเตาปรุงยาด้วยหรือ ? ” โจวโจวถามด้วยความสงสัย
“อืม”เตาเสิ่นหนงเชียวนะ เขาจะไม่รู้จักได้ยังไง หลิวฮั่นชิวตื่นเต้นจนมือไม้สั่นแล้วถามโจวโจวอีกว่า “หนูน้อย ว่าแต่เธอไปเอาเตาเสิ่นหนงมาจากไหน ? ”
“อาจารย์ของหนูให้มา”โจวโจวแกว่งหัว แล้วไม่ลืมที่จะพูดเน้นว่า“อาจารย์ของหนูเป็คนเอ่ยปากให้หนูเองเลยนะ ! ”
เธอไม่ได้บอกว่าจะเอาและไม่ได้หลอกให้อาจารย์มอบให้ด้วย เธอแค่ร้องไห้โฮไม่กี่หนเท่านั้นเป็เพราะอาจารย์สงสาร และด้วยความสัมพันธ์ในฐานะอาจารย์และศิษย์รักเขาจึงมอบมันให้เธอ
เขาไม่รู้ความคิดของหนูน้อยจึงถามไปโดยไม่รู้ตัวว่า “อาจารย์ของหนูหรือ? ”
ย่าฉินอธิบาย“โจวโจวเติบโตที่อารามเต๋าบนูเาน่ะ”
ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง
หลิวฮั่นชิวเข้าใจในทันทีเพราะเดิมทีอารามเต๋าเริ่มต้นมาจากการปรุงยาฉะนั้นการที่เขาได้เห็นมันกับตาตัวเองถือว่าเป็วาสนาของเขาแล้ว
เขาคืนเตาเสิ่นหนงให้หนูน้อย
โจวโจวแบ่งยาแล้วหนูน้อยนึกบางอย่างได้ จึงหันไปมองย่าฉินแล้วถามว่า “คุณย่า คุณย่าชอบยารสชาติไหน ?”
รสชาติอะไร? ปกติยาจะมีรสขมไม่ใช่หรือ ?
โอ้ไม่สิ ยาที่โจวโจวเคยให้เธอกินทั้งสองครั้งนั้นล้วนเป็รสหวานไม่มีรสขมเลยแม้แต่น้อย
คิดแล้วเธอจึงพูดว่า “รสสตรอเบอร์รี่ได้ไหม ? ”
“ได้สิ”โจวโจวพยักหน้า หนูน้อยวิ่งออกไปหยิบจานสตรอเบอร์รี่เข้ามา นอกจากนี้เธอยังถือจานองุ่นเข้ามาอีกด้วยเพราะฉินเฟิงชอบกินรสองุ่น
ย่าฉินสงสัยว่าหนูน้อยยกจานผลไม้เข้ามาทำไมเธอจึงคอยดูอยู่ด้านข้าง
จากนั้นเธอก็เห็นว่าโจวโจวหยิบยาขึ้นมาแล้วใส่ลงไปในเตาเล็กจากนั้นก็ใส่สตรอเบอร์รี่ตามลงไป
หนูน้อยนำฐานรองเตาติดมาด้วยตอนลงเขามาเช่นกันหนูน้อยใช้ปลายนิ้วคีบกระดาษยันต์ไว้ แล้วตวัดมันออกไปเบา ๆยันต์แผ่นนั้นพลันติดไฟขึ้นเอง ก่อนจะส่องประกายเปลวไฟสีน้ำเงินออกมา
เพียงชั่วพริบตาภายในห้องก็ร้อนขึ้น
จากนั้นโจวโจวก็โยนยันต์อีกแผ่นไปในเตาหลอมยา หนูน้อยปิดฝาเตาแล้วนั่งบนม้านั่งตัวเล็กใช้พัดพัดไล่ความร้อนให้ตัวเอง พลางนั่งเท้าคางด้วยความเบื่อหน่าย
หลิวฮั่นชิวรอไปได้สักพักถึงได้ถามอย่างอดใจไม่ไหว “เสร็จแล้วหรือ ? ”
“ยังไม่เสร็จต้องต้มไว้อีก 1 ชั่วโมงถึงจะได้”
ไม่ใช่ความหมายของเขาก็คือแค่รออย่างนี้ก็ได้แล้วน่ะ ? ไม่ต้องทำอะไรแล้วใช่ไหม ?
พอได้จังหวะถามเขาก็ไม่ลังเลที่จะถามหนูน้อยต่อไปว่า “เมื่อครู่นี้หนูโยนอะไรลงไปในเตา ? ”
มันคือยันต์ใช่ไหม? หรือว่าเขามองผิดไป ?
หลิวฮั่นชิวทำหน้างุนงงราวกับว่าเขาไม่คิดไม่ฝันว่ามันจะมีวิธีปรุงยาแบบนี้ด้วย
“ยันต์ชำระล้างไงหากมีมันก็จะสามารถช่วยให้คุณสมบัติทั้งหมดของยาถูกสกัดออกมาได้โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพของยา”โจวโจวอธิบาย แล้วหันไปมองเขาด้วยความสงสัย “คุณปู่ไม่เคยใช้มาก่อนหรือ ? ”
แน่นอนว่าไม่เคยใช้สิขนาดได้ยินยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
ศาสตร์การแพทย์ของพวกเขาเป็วิธีการทางวิทยาศาสตร์เครื่องรางของขลังและยันต์ของหนูน้อยล้วนเป็อภิปรัชญา ในเมื่อมันเดินคนละสายแล้วจะใช้ร่วมกันได้อย่างไร ?
หลิวฮั่นชิวแทบไม่อยากเชื่อเลยและตอนนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยความคิดนี้
โจวโจวเป็คนปรุงยาพวกนี้จริงๆ ใช่ไหม ? ทำไมมันถึงดูไม่น่าเชื่อถือเลยล่ะ ราวกับเป็เื่เล่นของเด็ก ๆอย่างไรอย่างนั้น
โจวโจวมองออกถึงความคิดของเขาหนูน้อยมุ่ยปากเริ่มไม่พอใจแล้ว เธอตัดสินใจแล้วว่าหลังจากปรุงยาเสร็จ เธอจะคิดราคาเขาเพิ่มอีก5 เหมา เพราะใครใช้ให้เขาไม่เชื่อเธอกันล่ะ !
ฮึ!
แม้ว่าจะเกิดความสงสัยเป็อย่างมากแต่หลิวฮั่นชิวก็ยังคงอดทนรออยู่ข้าง ๆ
เวลาผ่านไประหว่างที่รอ โจวโจวยังเติมพลังด้วยข้าวอีกหนึ่งมื้อทำเอาหลิวฮั่นชิวที่มองดูอยู่นิ่งส่ายหัวเข้าไปใหญ่
ดูเหมือนว่าเขากำลังคิดมากเกินไปเพราะอาจมีคนอื่นให้ยาเด็กน้อยมา
ระหว่างที่คิดนั้นเขากำลังจะลุกขึ้นยืน โจวโจวก็ถือแอปเปิ้ลลูกใหญ่ที่เพิ่งล้างเข้ามาด้วยหนูน้อยดูเวลาแล้วจึงเปิดฝาเตาออก ทันใดนั้นกลิ่นหอมอันเข้มข้นของสมุนไพรก็ลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้องทันที
หลิวฮั่นชิวชะงักไปในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อเขารีบเดินเข้าไปมองเม็ดยาหลายเม็ดในเตาด้วยความตกตะลึง
อย่าบอกนะว่า……สำเร็จแล้ว? !
เขารีบหยิบมันขึ้นมาดมมือของเขาสั่นเทาด้วยความใ กลิ่นนี้มันใช่เลย นี่เด็กน้อยทำสำเร็จจริง ๆ หรือ !
เมื่อเทียบกับเขาแล้วโจวโจวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย คิ้วของเธอขมวดแน่น
“ครั้งนี้ไม่ได้เื่เลย”พราะตอนที่เธออยู่บนูเา เธอสามารถกลั่นยาออกมาได้ครั้งละเป็สิบเม็ดแต่นี่มีแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
โจวโจวหยิบเอาขวดลายครามออกมาจากกระเป๋าเพื่อบรรจุยาแล้วเงยหน้าพูดกับหลิวฮั่นชิวว่า: “คุณปู่ คุณปู่รอหนูสักสองวันได้ไหม ? เดี๋ยวหนูจะเอายาพวกนี้ให้คุณย่ากินก่อนเดี๋ยวของคุณปู่หนูจะกลั่นวันพรุ่งนี้ พอถึงตอนนั้นค่อยขายให้คุณปู่ได้ไหม ? ”
ทำเงินเป็เื่รองเพราะถึงอย่างไรเื่ของคุณย่าต้องมาก่อนอยู่แล้ว
วันนี้หนูน้อยตั้งใจจะกลั่นยาที่คุณย่าและพี่เจ็ดต้องใช้ในเดือนนี้ส่วนที่เหลือค่อยขายทีหลัง
“ได้สิๆ ” หลิวฮั่นชิวพยักหน้าเขาหันไปมองเตาปรุงยาอีกครั้งถึงได้พบว่ายันต์ด้านในนั้นหายไปแล้ว
เขาเช็ดมือแล้วหยั่งเชิง“เื่นั้น, หนูน้อย ฉันขอซื้อยันต์ชำระล้างของเธอสักสองสามแผ่นได้ไหม ? ”
ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะแอบดูว่าหนูน้อยปรุงยาอย่างไรแต่คิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะใช้ยันต์เพียงแค่แผ่นเดียวเท่านั้นซึ่งเขาไม่สามารถเลียนแบบเธอในด้านนี้ได้จริง ๆ สุดท้ายจึงต้องทำหน้าหนาขอซื้อยันต์ต่อจากเธอ
ได้ยินแบบนั้นโจวโจวก็นึกถึงท่าทีเมื่อครู่นี้ของเขาขึ้นมาทันที หนูน้อยเชิดหน้าแล้วพูดว่า“ตอนนี้คุณปู่เชื่อแล้วใช่ไหมว่ายันต์ของหนูมันได้ผลจริง ? ”
“เชื่อแล้วๆ เมื่อครู่นี้ฉันเลอะเลือนเกินไป ปู่ต้องขอโทษหนูด้วยนะ” เพื่อศึกษาศาสตร์การแพทย์ให้แตกฉานหลิวฮั่นชิวจึงเต็มใจที่จะขอโทษหนูน้อย
เมื่อได้ยินประโยคนี้โจวโจวไม่ได้ติดใจเอาความเื่เมื่อครู่นี้อีกเธอหยิบเอายันต์ชำระล้างออกมายืนให้เขาหลายแผ่น หลังจากนั้นก็ถามเขาว่า “คุณปู่คุณปู่อยากกลั่นยาเองใช่ไหม ? ”
“ใช่”ระหว่างที่พูด หลิวฮั่นชิวก็รีบโบกมือปัดอีกครั้ง“ยาบำรุงเหวียนชี่ที่ฉันกลั่นออกมาจะไม่นำออกไปขายแน่นอน ฉันแค่รู้สึกประหลาดใจจึงอยากจะศึกษามันหน่อย”
ศาสตร์การแพทย์แผนจีนนั้นสูตรยาเป็ตัวแปรสำคัญยิ่งกว่าอะไร ต่อให้เขาสามารถศึกษาสูตรยาออกมาได้แต่หากให้เขากลั่นมันออกมาเอง เขาก็คงเป็คนที่ไม่ซื่อสัตย์เท่าไหร่
คิดแล้วเขาก็พูดอย่างเกรงใจว่า “เอาแบบนี้แล้วกัน หนูน้อย ฉันจะให้เธออีกสิบล้านคิดเสียว่าเป็ค่าสูตรยาตัวนี้แล้วกัน”
สิบล้าน!
โจวโจวเบิกตากว้างหนูน้อยนับนิ้วคำนวณ นี่มันเพียงพอให้เธอใช้ไปทั้งชีวิตเลยนะ !
แต่สุดท้ายหนูน้อยยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอกค่ะ เดิมทีสูตรยานี้ไม่ใช่ของหนู อาจารย์เป็คนสอนหนูคุณปู่อยากกลั่นก็กลั่นไปเถอะหากมันสามารถช่วยชีวิตผู้อื่นได้ก็ถือว่าเป็การทำคุณแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”
ระหว่างที่พูดหนูน้อยยังได้เอายันต์ออกมาให้เขาอีกหลายแผ่น“นี่คือยันต์ไฟ ไฟธรรมดาไม่สามารถสกัดฤทธิ์ของยาทั้งหมดออกมาได้ดังนั้นหนูให้ยันต์นี้กับคุณปู่แล้วกัน”
คิดไม่ถึงเลยว่าหนูน้อยจะนึกถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกันั้แ่อายุยังน้อยขนาดนี้หลิวฮั่นชิวมองเธอด้วยความนับถือ แล้วกันไปพูดกับย่าฉิน“หลานสาวคนเล็กของคุณไม่ธรรมดาเลยนะ ! ”
“ใช่แล้ว! ” ย่าฉินไม่เข้าใจบทสนทนาของพวกเขา แต่เธอรู้ว่าหลานสาวตัวน้อยของเธอเก่งแค่ไหน
หลานสาวของเธอเก่งที่สุดเลย!
โจวโจวบอกว่าจะให้ยันต์ไฟก็จริงแต่หลิวฮั่นชิวได้เปรียบจากหนูน้อยมากพอแล้ว เขาไม่อยากเอาเปรียบเธอสุดท้ายจึงให้เงินหนูน้อยหนึ่งแสนหยวน
หลังจากเดินออกจากคฤหาสน์ตระกูลฉินเขาก็ถือยันต์ในมืออย่างมีความสุขราวกับว่าได้พบสมบัติล้ำค่า
ทันใดนั้นได้มีคนเดินออกมาจากด้านข้างและขวางทางเขาไว้
หลิวฮั่นชิวผงะแต่ก็โล่งใจเมื่อเห็นว่าคนที่เข้ามาขวางเป็ใคร “อาเริ่น มีอะไรหรือเปล่า ? ”
ฉินเริ่นยิ้มให้เขาเด็กหนุ่มมองผ่านมือเขาไปแล้วพูดด้วยรอยยิ้มที่ล้ำลึกว่า “ปู่หลิว ยันต์ในมือ ผมขอซื้อต่อสักแผ่นได้ไหม? ”