ควันและหมอกบางๆลอยปกคลุมทั่วหมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่ชายป่า ในเมืองเมฆาหมอก เมื่อรุ่งอรุณมาถึงแสงแดดส่องกระทบน้ำค้างเกิดประกายแสงระยิบระยับไปทั่วหมู่บ้านเหมือนถูกปกคลุมไปด้วยหยดน้ำค้างเปรียบเหมือนอัญมณีสีทอง….
ณที่พักอาศัยตระกูลเฟิ่ง เฟิ่งหยูเด็กชายตัวน้อย อายุ 8 ขวบขั้นพลังยุทธ์ของเขาอยู่ที่ระดับเขตแดนขั้นที่หนึ่งกำลังกุลีกุจอ เตรียมสัมภาระเพื่อออกไปหาสมุนไพร ดังเช่นทุกวัน
เฟิ่งหยูอาศัยอยู่กับบิดาและมารดาพวกเขาเป็ตระกูลหลักแต่ด้วยการฝึกฝนที่ต่ำเตี้ยของเฟิ่งหยูทำให้ครอบครัวของพวกเขาถูกทำโทษให้มีหน้าที่หาสมุนไพรบนูเาส่งให้กับตระกูลหลักถึงเป็เช่นนั้นเด็กชายก็นับว่ามีฐานะนายน้อยของตระกูลเฟิ่ง
“เฟิ่งเอ๋อร์……”
ในเวลานี้ด้านหลังของเฟิ่งหยูพลันได้ยินเสียงของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งดังขึ้น เด็กชายหันกลับไปมองเห็นเพียงชายวัยกลางคนยืนอยู่ด้านหลังไม่ไกลมากนัก
ั้แ่เมื่อได้เห็นใบหน้าที่มีแต่ความอ่อนหล้าและเหนื่อยหน่าย เป็เพราะ่นี้บิดาของเขามัวแต่วิ่งวุ่นไปมาระหว่างตระกูลหลักหวังให้ตระกูลหลักรับเด็กน้อยกลับเข้าไปยังตระกูล เด็กน้อยเดินเข้าหาบิดาอย่างเชื่องช้ามองใบหน้าทีซีดเซียวของอีกฝ่ายพร้อมกับถามอย่างแ่เบา
“ท่านพ่อท่านยังไปขอร้องพวกเขาอีกหรือ?”
ชายวัยกลางคนถอนหายใจคราหนึ่ง สุ้มเสียงฟังแล้วหดหู่ใจเป็อย่างยิ่ง
“เฟิ่งเอ๋อร์ พ่อขอโทษ เป็พ่อไร้ความสามารถสั่งสอนเ้าไม่ดีพอ อีกทั้งยังป้องเ้าเอาไว้ไมได้”
พูดถึงตอนท้าย ก็ได้แต่เพียงถอนหายใจอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าของเด็กชายค่อยๆ เผยรอยยิ้มด้วยความฝืนใจพร้อมกับ ยิ้มและกล่าวว่า
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไรไม่เป็ไรท่านพ่อข้าจะพยายามฝึกซ้อมให้หนักขึ้น ”
สองพ่อลูกล้วนเงียบงันไม่พูดจาอีก แสงตะวันรอนลากเงาร่างด้านหลังของคนทั้งสองให้ยืดยาวออกไป คล้ายไม่มีที่สิ้นสุด
“เฟิ่งเอ๋อร์ ตอนนี้เ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป?”
เฟิ่งหยูนิ่งเงียบอยู่นาน ในที่สุดเฟิ่งหานหลี่ก็เปิดปากถามขึ้นมาอย่างแ่เบา ตระกูลเฟิ่งเป็ตระกูลชาวยุทธ์มาั้แ่สมัยโบราณหลายพันปีก่อนแต่ละคนในตระกูลเฟิ่งล้วนแล้วแต่ ฝึกฝนวิชายุทธ์ หากรุ่นเยาว์ที่มีอายุ หกปีเต็มแล้วยังไม่อาจเข้าสู่ชั้นเขตแดนที่สามได้จะถูกขับไล่ออกจากตระกูลหลักจะกลับเข้ามาได้ต้องอยู่ในขั้นเขตแดนระดับห้า ก่อนอายุสิบปี แต่หากถูกขับไล่ออกมาจากตะกูลหลักแล้วก็ยากที่จะได้กลับเข้ามาเพราะไม่มีทรัพยากรสนับสนุนที่เพียงพอนี่เป็กฎประจำตระกูลที่ไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดกาลของตระกูลเฟิ่ง
ดังนั้นตลอดสามปีที่ผ่านมาเฟิ่งหยู ก็คล้ายดำรงชีวิตอยู่ดังคนที่ไร้ตัวตนผู้หนึ่งถึงแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นายน้อยตระกูลเฟิ่งแต่ความจริงก็ไม่ได้ต่างจากชาวบ้านธรรมดาผู้หนึ่ง
เฟิ่งหานหลี่ ถอดถอนหายใจออกมา
“ตาเฒ่าทั้งหลายเ่าั้อาศัยฐานะที่เป็ญาติผู้พี่ของปู่เ้าตระกูลเฟิ่งในปัจจุบันยังถือถ้อยคำของพวกมันเป็ที่สิ้นสุดสำหรับบิดาได้แต่ไปขอร้องปู่ของเ้าเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเรียกร้องใด ๆ ”
เฟิ่งหานหลี่ หมุนร่างไป ไม่พูดจาอันใดเพียงแค่จ้องมองไปยังหุบเขาข้างหน้าที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม หน้าผาทั้งสองด้านต่างก็มีสายน้ำใสกระจ่างหลั่งไหลออกมา หมอกน้ำด้านในลอยขึ้นมา สะท้อนแสงดวงอาทิตย์้าออกมาปรากฏเป็สายรุ้งอันพร่างพราย
ชั่วพริบตาที่พวกเขาพึ่งจะก้าวเท้าข้างหนึ่งไปด้านหน้า ด้านหลังก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องดังสั่นะเื สองพ่อ ลูกล้วนถูกข่มขู่จนหวาดกลัวขณะนั้นเพิ่งจะเป็เดือนสามของฤดูใบไม้พลิ ว่ากันตามหลักแล้วไม่น่าจะมีฟ้าร้องเช่นนี้เกิดขึ้นได้
เฟิ่งหยูหันตัวกลับไปฉับพลันก็เพียงรู้สึกสว่างจ้า ตรงขอบฟ้าทิศตะวันตก มีประกายแสงสีแดงยาวหมื่นจั้งสายหนึ่งพุ่งขึ้นมาเพียงชั่วพริบตาก็บดบังแสงอาทิตย์ไปหมดสิ้นต่อจากนั้นตรงขอบฟ้าปรากฏคลื่นแสงสีเขียวพร้อมกับชั้น เมฆพลิกพลิ้วไม่หยุดยั้ง เฟิ่งหานหลี่พึมพำขึ้น
“เกิดเื่อะไรกันเหตุใดท้องฟ้าวันนี้จึงแปรปรวนเช่นนี้ได้”
แต่กลับพบว่าตรงเส้นขอบฟ้าที่อยู่ห่างไกลนั้นปรากฏมีคลื่นแสงสีทองอยู่ พร้อมกับอัสนีบาตคำรามกึกก้องมีวัตถุประกายแสงสีเขียวหนึ่งสาย สีฟ้าหนึ่งสายสองสายพลิกพลิ้วไปมาอย่างรวดเร็ว บางครั้งก็แยกบางครั้งก็ กระแทกเข้าหากันการกระแทกแต่ละครั้งคล้ายจะฉีกกระชากฟ้าดินให้แตกเป็เสี่ยง ๆ
ประกายแสงทั้งสองสายยิ่งมายิ่งเข้าใกล้ตรงมายังแถบพื้นที่ เทือกเขาแห่งนี้ บนท้องฟ้าสว่างไสว ติดตามมาด้วยเสียงกึกก้องกัมปนาทชั่วขณะแม้แตู่เาทั้งลูกยังสั่นะเื
ท่านพ่อ! รีบออกไปจากที่นี่!
เฟิ่งหานหลี่ ยามนี้ในที่สุดก็ฟืนคืนสติเขาหันไปมองเฟิ่งหยู หวังพาลูกชายออกมาจากสถานที่อันตรายแห่งนี้ แต่คาดไม่ถึงว่าเฟิ่งหยูจะสะบัดมือของเขาจนหลุด เฟิ่งหยูรีบวิ่งไปจากเขาทันที
“ท่านพ่อท่านล่วงหน้าหนีไปก่อน”
เฟิ่งหยูหันหน้าไปจ้องมองเหตุการณ์บนท้องฟ้าอีกครั้งสายตาเผยให้เห็นประกายแสงอันร้อนแรง เสมือนมีสิ่งหนึ่งกำลังร้องเรียกเขาอยู่เฟิ่งหยูครุ่นคิดมาจนถึงตรงนี้ เขาก็สูดลมหายใจอย่างลึกซึ้ง พลันวิ่งตรงไปยังยอดเขาที่สูงที่สุด เพื่อจะได้เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น หรือมีสิ่งที่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น
เฟิ่งหานหลี่ ตื่นตระหนกเป็อย่างยิ่ง
“เฟิ่งเอ๋อร์! กลับมา”
เฟิ่งหานหลี่รีบวิ่งตามเฟิ่งหยูไปในทันทีคาดไม่ถึงสายฟ้าเส้นหนึ่งจะฟาดมาขัดขวาง จนต้องเฟิ่งหานหลี่ต้องถอยร่นกลับมาทีเดิมทันที
เฟิ่งหยู หันหน้ากลับไปบอกกับบิดาของเขา
“ท่านพ่อท่านรีบกลับไปก่อน หนี ไปก่อน ไม่ต้องรอข้า ข้าจะต้องขึ้นไป”
“ไม่…. เ้าจะไปไม่ได้ เ้าจะรนหาที่ตายหรือยังไง!”
เฟิ่งหยูยิ้ม
“ไม่ข้าไม่ตายหรอก…”
พูดจบก็ใช้ ฝีเท้าอันปราดเปรียวพุ่งโถมไปยังยอดเขาอีกครั้งเขาก็ไม่ทราบว่าตนเองจะตายหรือไม่แต่ในใจเขาเหมือนมีสิ่งหนึ่งดึงดูดและเรียกร้องให้เขารีบขึ้นไปให้เร็วที่สุด เขาทราบเพียงแต่ว่าหากพลาดโอกาสนี้เช่นนั้นคงไม่มีโอกาสครั้งที่สองอีกเป็แน่ เฟิ่งหยูไม่คิดจะถอยกลับ และเขาก็ไม่คิดจะทำให้บิดาต้องมีความเป็อยู่ดังเช่นปัจจุบันนี้ความตั้งใจของเขาแน่วแน่และมุ่งมั่นเป็อย่างยิ่ง