ตอนที่25 ไป๋โม่เฉิน
หลังจากที่ตระกูลฟู่ได้แก้ไขปัญหาทั้งหมดแล้วหลี่หงอี้ก็ได้ไปรับใครบางคนที่สถานีรถไฟซึ่งนี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วหลังจากที่เขาได้รับโทรเลข และวันนี้คน ๆนั้นก็น่าจะเดินทางมาถึงแล้ว
ทันทีที่ไป๋โม่เฉินเดินลงมาจากรถไฟเขาก็ได้มองหาหลี่หงอี้ ซึ่งใน่หลายปีที่เขาอาศัยอยู่กับพ่อในเขตกรมทหารนั้นเขาได้รู้จักกับหลี่หงอี้ที่นั่น
“ลุงหลี่ครับ! ”
เมื่อหลี่หงอี้เห็นชายหนุ่มรูปงามกำลังเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับเรียกเขาว่าลุงหลี่เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความสงสัย
“ลุงหลี่ผมเสี่ยวเฉินเองครับ ! ” ไป๋โม่เฉินที่เห็นท่าทางของเขา จึงได้กล่าวแนะนำตัวทันที
หลี่หงอี้รู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมากเพราะครั้งล่าสุดที่เขาได้พบกับเสี่ยวเฉิน เสี่ยวเฉินมีอายุแค่ 10 ขวบแต่มันก็ผ่านมาแค่ 7-8 ปีเองไม่ใช่หรือ? ทำไมเขาถึงได้โตเร็วขนาดนี้กันล่ะ !
“เสี่ยวเฉิน! นายเปลี่ยนไปเยอะมากจริง ๆ ดูสินายตัวสูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากเลยสูงกว่าฉันเสียด้วยซ้ำ ทำเอาฉันจำไม่ได้ไปเลย ไปกันเถอะ เรากลับบ้านกันก่อนดีกว่า !”
ไป๋โม่เฉินพยักหน้ารับก่อนจะเดินตามหลี่หงอี้กลับไปที่บ้านเพราะเื่การซื้อโสมป่านั้นไม่สามารถพูดในที่สาธารณะได้ซึ่งหลี่หงอี้ก็ได้บอกกับชาวบ้านคนอื่นว่าลูกชายเพื่อนมาเยี่ยมหาเขาที่บ้าน
เนื่องจากหลี่หงอี้และฟู่ต้าหย่งสนิทกันมากดังนั้นจึงเป็เื่ปกติที่ครอบครัวของทั้งสองจะไปมาหาสู่กัน
เช้าวันรุ่งขึ้นหลี่หงอี้ก็ได้พาไป๋โม่เฉินไปที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง แต่ก็เป็ที่น่าเสียดายเพราะฟู่ต้าหย่งได้พาลูก ๆ ของเขาขึ้นไปบนูเาเสียก่อนแล้ว
ในตอนนี้ฟู่ต้าหย่งยังคงต้องทำถังเหล้าเพิ่ม เขาจึงต้องไปทีู่เาเพื่อตัดไม้และยังต้องนำมันมาผึ่งในที่ร่มจนแห้งก่อน จึงจะสามารถนำมาใช้ได้เดิมทีเขาแค่จะไปกับเสี่ยวจินและเสี่ยวมู่เท่านั้น แต่ฟู่เยี่ยนอยากไปกับเขาด้วยและฟู่เหมี่ยวจึงได้ขอตามไปด้วยเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนอยากไปบนูเาเพื่อเก็บบลูเบอร์รี่เพราะตอนนี้เธอได้ทำเหล้าบลูเบอร์รี่และบ่มมันไว้ในมิติของเธอจนหมดแล้วซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้แอบชิมมันแล้วเช่นกันและพบว่ามันมีรสชาติดีกว่าเหล้าองุ่นเสียด้วยซ้ำ ! แต่ก็คงจะเป็เพราะเธอเติมน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เยอะเกินไปแน่ๆ
ดังนั้นเธอจึงต้องมาเก็บบลูเบอร์รี่เพิ่ม เพราะมันเป็วัตถุดิบที่สำคัญ !
เมื่อพูดถึงเื่นี้ฟู่เหมี่ยวและเหล่าพี่ชายของเธอต่างก็สงสัยเป็อย่างมากว่าทำไมเหล้าของพวกเขาถึงได้พร้อมขายในเวลาสั้นๆ แบบนี้ ซึ่งหวังซู่เหมยที่ได้ยินก็ทำได้เพียงแค่หลอกลูก ๆ ของเธอโดยได้บอกไปว่าเพราะสภาพอากาศที่ร้อนใน่นี้ จึงทำให้ระยะเวลาบ่มเหล้าบลูเบอร์รี่ของเธอสั้นลง
เพราะตามหลักความเป็จริงแล้วจะต้องบ่มเหล้าบลูเบอร์รี่เอาไว้อย่างน้อยสามเดือนถึงจะดื่มได้
เมื่อหลี่หงอี้ได้ยินว่าฟู่ต้าหย่งขึ้นไปบนูเาเขาก็มีท่าทีที่กระตือรือร้นอยากจะตามไปแต่เขาก็ยังคงรู้สึกลังเลเมื่อมองไปยังไป๋โม่เฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆเพราะเขาไม่รู้ว่าเสี่ยวเฉินอยากตามขึ้นไปบนูเากับเขาด้วยหรือเปล่า
ไป๋โม่เฉินสังเกตเห็นถึงความลังเลของหลี่หงอี้ได้ในทันทีเขาจึงได้ขอให้หลี่หงอี้พาไปทีู่เา
“ลุงหลี่ครับหากไม่เป็การรบกวน ลุงหลี่ช่วยพาผมไปชมบรรยากาศบนูเาด้วยได้ไหมครับ ? ”
“เป็ความคิดที่ดีมากเลยล่ะบนูเาที่หมู่บ้านของพวกเราอุดมสมบูรณ์มาก ๆ เลยนะทั้งยังมีทิวทัศน์ที่สวยงามอีกด้วย ! เราอย่ามัวแต่ชักช้าอยู่เลยไปดูของจริงกันดีกว่า” หลี่หงอี้ดูมีความสุขมากเขาได้พาไป๋โม่เฉินกลับไปที่บ้านเพื่อเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆก่อนจะเดินทางขึ้นไปบนูเาทันที
อีกด้านหนึ่งฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้มาถึงลำธารแล้วซึ่งพวกเขาก็ได้หยุดพักดื่มน้ำให้หายเหนื่อยกันก่อน
ฟู่เยี่ยนจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่มาที่นี่เธอได้รินน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงไปในลำธาร และปรากฏว่ามันไม่ดึงดูดสัตว์ใด ๆเลย แต่เธอก็ยังคงไม่ยอมแพ้ เพราะตอนนี้เนื้อไก่ตากแห้งและกระต่ายตากแห้งที่บ้านของเธอใกล้จะหมดแล้ว
โดยปกติมนุษย์นั้นเกิดมาเป็ผู้ล่าอยู่แล้ว และฟู่เยี่ยนก็รู้สึกทรมานมาก ๆหากขาดเนื้อสัตว์ในเมนูอาหารแต่ละมื้อ
ซึ่งในครั้งนี้ฟู่เยี่ยนไม่ได้เทมันลงในลำธารแล้ว แต่เธอเลือกที่จะพรมมันลงไปที่พงหญ้าข้าง ๆลำธารในขณะที่เธอกำลังดื่มน้ำแทน
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพรมน้ำศักดิ์สิทธิ์เสร็จฟู่ต้าหย่งก็ได้เร่งลูก ๆ ของเขาให้เดินตามเขาไปอย่างรวดเร็วเพราะที่เขามาในวันนี้ก็เพื่อจะหาไม้ไปทำถังเหล้า ไม่ได้มาล่าสัตว์แต่อย่างใด
ขณะที่หลี่หงอี้กำลังออกเดินทางนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้เริ่มเก็บบลูเบอร์รี่แล้ว โดยเธอและฟู่เหมี่ยวช่วยกันเก็บทีละด้านทั้งสองแหวกไปตามใต้ต้นไม้และกำลังเก็บบลูเบอร์รี่กันอย่างขะมักเขม้น
เธอยังต้องทำเหล้าบลูเบอร์รี่จำนวนมากเพื่อที่ว่าเมื่อเธอนำมันออกมาขายในอนาคต จะได้ดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
ไม่นานนักฟู่เซินก็ได้เก็บผลเบอร์รี่สีแดงลูกเล็กจำนวนหนึ่งมาให้ พร้อมกับเอ่ยถามออกไปว่า“เธอสองคนลองดูนี่หน่อยสิ มันสามารถเอาไปทำเหล้าได้หรือเปล่า ? ” นับั้แ่วันที่ฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งเอาเหล้าไปขายทุกคนในครอบครัวต่างก็กระตือรือร้นกับผลไม้ต่าง ๆ ขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวจึงได้หยิบมันมาชิมดูซึ่งฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ในทันทีว่ามันคืออะไร
สิ่งนี้คือราสเบอร์รี่นั่นเองซึ่งมันมีรสชาติที่คล้ายกับบลูเบอร์รี่มาก ๆ แต่ข้อเสียของมันก็คือน้ำมันเป็ผลไม้ที่มีน้ำน้อยมาก จึงไม่เพียงพอที่จะทำเหล้า ซึ่งมันก็ไม่ใช่ปัญหาเธอก็แค่เติมน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เพิ่มลงไปก็เท่านั้น
“พี่รองพี่ไปเก็บมันมาจากที่ไหนเหรอ ? มันอร่อยมากเลย พี่ช่วยบอกหนูหน่อยได้หรือเปล่า”ฟู่เยี่ยนยังคง้าที่จะเพิ่มความหลากหลายของเหล้าต่อ
“มันอยู่ทางโน้นตอนนี้พ่อกำลังตัดต้นไม้อยู่ ฉันจะพาเธอไปที่นั่นเองก็แล้วกัน” ทันทีที่พูดจบฟู่เซินก็ได้พาน้องสาวทั้งสองคนของเขาไปเก็บผลราสเบอร์รี่
ขณะที่พวกเขากำลังเก็บผลราสเบอร์รี่กันอยู่นั้นหลี่หงอี้และลูกชายทั้งสองคนของเขารวมไปถึงไป๋โม่เฉินก็ได้มาถึงยังสถานที่ที่ฟู่ต้าหย่งกำลังตัดต้นไม้อยู่แล้ว
“พี่ต้าหย่ง! ”
ฟู่ต้าหย่งและฟู่ซินจึงได้เงยหน้าขึ้นไปมองก่อนจะเห็นหลี่หงอี้ที่กำลังเดินเข้ามาพร้อมกับใครบางคน
“ต้าหย่งนี่คือไป๋โม่เฉิน” หลี่หงอี้ได้แนะนำไป๋โม่เฉินให้กับทุกคนได้รู้จัก
ฟู่ต้าหย่งรู้อยู่แล้วว่าเขามาที่นี่เพื่อซื้อโสมป่า
“สวัสดีครับคุณลุงพ่อของผมได้ส่งโทรเลขไปบอกกับผมว่าคุณลุงมีโสมป่าที่้าจะขายซึ่งคุณปู่ของผมกำลัง้ามันอยู่พอดีและผมเองก็อยากขอบคุณคุณลุงมากที่เต็มใจขายมันให้กับผมคุณลุงไม่ต้องกังวลเลยนะครับ คุณลุงสามารถเสนอราคามาตามที่เห็นสมควรได้เลย”ไป๋โม่เฉินแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนของเขาออกมาทันทีที่พบกัน
“ไม่มีปัญหาโสมอยู่ที่บ้านของเรา เอาไว้เรากลับลงไปจากูเานายสามารถมาดูมันที่บ้านของพวกเราได้เลย” แม้ว่าจะเป็การพบกันครั้งแรกแต่ฟู่ต้าหย่งก็ได้พูดคุยกับไป๋โม่เฉินด้วยท่าทีที่อ่อนโยน
หลังจากที่พูดจบฟู่ต้าหย่งจึงรีบเก็[กิ่งไม้ทันที และเมื่อหลี่หงอี้เห็นเช่นนั้นเขาก็ได้รีบเข้าไปช่วยด้วยอีกแรง
“นี่พี่ต้าหย่งพี่ตัดไม้ไปทำอะไรเยอะแยะขนาดนี้ ฉันจำได้ว่าพี่ซ่อมประตูบ้านไปแล้วนี่นา ? ”
“พอดีเหล้าที่ภรรยาของฉันทำมันขายดีมากน่ะสิฉันก็เลยต้องทำถังเหล้าเพิ่ม” หลี่หงอี้ไม่ใช่คนนอกดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงได้บอกความจริงไปอย่างไม่ลังเล
“เยี่ยมไปเลยน่าเสียดายที่่นี้ฉันไม่มีวันหยุดเลย ไม่อย่างนั้นฉันคงจะช่วยนายได้บ้างหลังจากที่เสี่ยวเฉินได้รับโสมแล้ว ฉันเองก็คงจะต้องกลับไปที่กองทัพเหมือนกัน”
“นายจะไปเมื่อไหร่อย่างนั้นเหรอ? เอาไว้ก่อนที่นายจะไป ฉันจะขอให้ภรรยาของฉันทำอาหารอร่อย ๆ สักมื้อเราจะได้มาดื่มด้วยกันสักหน่อย”
“เป็ความคิดที่ไม่เลวเลยฉันยังจำรสชาติเหล้าของพี่ในวันนั้นได้ดีเลยล่ะ”หลี่หงอี้ติดใจรสชาติเหล้าหวังซู่เหมยมาก ๆ
แม้ว่าไป๋โม่เฉินที่อยู่ข้างๆ จะไม่ได้พูดอะไร แต่เขาก็ยังคงช่วยเก็บกิ่งไม้กับพวกเขาเช่นกัน
เมื่อฟู่ต้าหย่งเห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้าไปหยุดทันที “นายไม่เคยทำงานนี้มาก่อน อย่าทำมันเลย เสี่ยวจินมานี่หน่อยสิ นี่คือเสี่ยวไป๋ ส่วนนี่คือลูกชายคนโตของฉันเอง ว่าแต่เสี่ยวไป๋ปีนี้นายอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ ? ”
“ปีนี้ผมอายุ17 ปีแล้วครับคุณลุง”
“เสี่ยวจินอายุเยอะว่านายหนึ่งปีดีเลย เสี่ยวจิน ถ้าอย่างนั้นลูกพาเสี่ยวไป๋ไปเดินเล่นก่อนก็แล้วกันช่วยไปดูหน่อยว่าพวกน้องสาวของลูกทำอะไรอยู่”
ฟู่ซินปัดขี้เลื่อยบนมือของเขาออกก่อนจะพาไป๋โม่เฉินไปหาฟู่เซินและน้องสาวทั้งสองคนของเขา
อีกด้านหนึ่งฟู่เยี่ยนและคนอื่นกำลังเก็บราสเบอร์รี่กันอย่างเพลิดเพลินทันทีที่ไป๋โม่เฉินเดินเข้ามาเขาก็เห็นฟู่เหมี่ยวและคนอื่นกำลังกินราสเบอร์รี่กันอยู่ในตอนนี้ทั้งปากและมือของพวกเขาเต็มไปด้วยน้ำของราสเบอร์รี่ซึ่งพวกเขาก็กำลังเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน
ใบหน้าของฟู่เซินนั้นเลอะมากที่สุดจึงทำให้น้องสาวทั้งสองคนของเขาหัวเราะคิกคักด้วยความขบขัน
“พวกนายกำลังทำอะไรกันอยู่? ”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ทุกคนจึงได้หันกลับไปมองก่อนจะเห็นว่าพี่ชายของพวกเขากำลังเดินเข้ามาพร้อมกับคนแปลกหน้าจึงทำให้เขินอายขึ้นมาเล็กน้อย
ฟู่เยี่ยนที่ตอนนี้เนื้อตัวมอมแมมไปหมดก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาเธออายจนแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนีอยู่แล้ว
ส่วนฟู่เซินนั้นเป็คนที่เข้ากับคนอื่นได้ดีอยู่แล้วหลังจากที่พูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ เขากับไป๋โม่เฉินก็เข้ากันได้เป็อย่างดี
หากจะมองในแง่ของการเข้าสังคมฟู่เซินนั้นดูโดดเด่นมากจริง ๆ ซึ่งคนอื่นไม่มีใครสามารถเทียบเขาได้เลยซึ่งตอนที่ฟู่ซินพาไป๋โม่เฉินเดินมาที่นี่ เขาพูดเพียงสามประโยคสั้น ๆ เท่านั้น
“ตามฉันมา”
“ระวังด้วยนะ”
“พวกเขาอยู่ข้างหน้า”
ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็ไม่ได้ดูมีชีวิตชีวาเท่าไหร่นักเขาเพียงแค่พยักหน้ารับเบา ๆ เพื่อเป็การบ่งบอกว่าเขาเข้าใจแล้วและขอบคุณเท่านั้น
ไม่นานนักไม้ที่ฟู่ต้าหย่งตัดมาก็ถูกจัดเรียงจนเสร็จ มันถูกเลื่อยเป็ท่อนเล็ก ๆและแต่ละคนก็ช่วยกันแบกมันคนละ 2-3 ท่อน ก่อนจะเดินทางกลับบ้าน
ตอนนี้พวกเขาต้องรีบลงจากูเาก่อนเป็อันดับแรกเพราะเื่ขายโสมนั้นเป็เื่ที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา
ฟู่ต้าหย่งและฟู่เยี่ยนเดินนำหน้าโดยมีฟู่ซินเดินตามหลังสุด เมื่อพวกเขาเดินมาถึงลำธารฟู่ต้าหย่งก็ชะงักฝีเท้าลงไปโดยไม่รู้ตัว
เขาเงยหน้าขึ้นไปมองอย่างเงียบๆ ก่อนจะเห็นแกะตัวหนึ่งกำลังเล็มหญ้าอยู่บริเวณริมลำธารแม้ว่าจะได้ยินเสียงของผู้คนกำลังเดินมาทว่ามันกลับไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเลยแม้แต่น้อยซึ่งมันมีท่าทางคล้ายกับกระต่ายในครั้งก่อนมาก ๆ
ฟู่ต้าหย่งจึงหันไปมองลูกสาวของเขาโดยไม่รู้ตัวส่วนฟู่เยี่ยนเองก็พยักหน้าเล็กน้อยเช่นกันเขาจึงแน่ใจแล้วว่ามันเป็ผลมาจากน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของฟู่เยี่ยนนั่นเอง
เนื่องด้วยยุคนี้เนื้อสัตว์เป็สิ่งที่ขาดแคลนมากๆ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถปล่อยมันไปได้ !
ฟู่เยี่ยนถอยหลังไป2-3 ก้าว ก่อนจะยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่น ๆที่เดินตามหลังมาส่งเสียงดัง เพราะมันอาจใและหนีไปได้
ทันทีที่เห็นว่าฟู่เยี่ยนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นฟู่เซินจึงตั้งใจที่จะะโถามทว่าฟู่ซินเคยมีประสบการณ์จากครั้งที่แล้วจึงได้เตะไปที่ฟู่เซินเบา ๆพร้อมกับบอกให้ฟู่เซินหุบปาก
เมื่อเห็นเช่นนั้นหลี่หงอี้จึงได้เดินเข้าไปข้างหน้าก่อนจะมองไปที่ฟู่เยี่ยนพร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาว่า “เสี่ยวฮั่วมีอะไรอย่างนั้นเหรอ ? ”
ฟู่เยี่ยนจึงได้กระซิบตอบกลับไปว่า“มีแกะกำลังเล็มหญ้าอยู่ข้างหน้าค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นดวงตาของหลี่หงอี้ก็สว่างวาบขึ้นมาเขาดูมีความสุขเป็อย่างมากจนแทบจะหัวเราะออกมาดัง ๆ อยู่แล้ว !
จากนั้นเขาจึงได้เดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่งเงียบ ๆเพื่อที่จะช่วยล้อมจับแกะตัวนั้นกับฟู่ต้าหย่ง
เมื่อเห็นเช่นนั้นไป๋โม่เฉินจึงได้ตามไปเงียบ ๆ เช่นกันเพื่อที่เตรียมพร้อมจะให้ความช่วยเหลือกับพวกเขา
ทันใดนั้นเองฟู่ต้าหย่งก็ได้พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เขาตีแกะตัวนั้นด้วยไม้ที่อยู่ในมือแต่ด้วยความที่เขาตีมันไม่แรงพอจึงทำให้มันใจนได้วิ่งหนีไปทางที่หลี่หงอี้ดักรออยู่ทันที
ขณะที่หลี่หงอี้กำลังยืนอยู่นิ่งๆ และยังไม่ทันที่จะได้โต้ตอบอะไร แกะตัวนั้นก็ได้วิ่งตรงมาจนเกือบจะชนเขาอยู่แล้ว
ทันใดนั้นเองไป๋โม่เฉินที่อยู่ข้างหลังก็ได้ดึงหลี่หงอี้หลบอย่างรวดเร็วก่อนจะฟาดมันด้วยท่อนไม้ ทำให้แกะตัวนั้นล้มลงไปนอนกับพื้นพร้อมกับขาที่ยังคงกระตุกอยู่
เมื่อเห็นเช่นนั้นหลี่หงอี้ก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะรีบเข้าไปตีมันซ้ำอีก 2-3 ครั้งเมื่อเห็นว่ามันได้แน่นิ่งไปแล้ว เขาจึงได้หยุดตี
หลังจากที่ทุกอย่างสงบลงแล้วฟู่เซินจึงรีบเดินไปตบที่ไหล่ของไป๋โม่เฉินเบา ๆ พร้อมกับพูดออกไปว่า “พี่ชาย ! สิ่งที่พี่ชายทำเมื่อกี้นี้มันสุดยอดมากเลยล่ะ”
ส่วนฟู่เยี่ยนและคนอื่นเองก็เห็นสถานการณ์นี้ด้วยเหมือนกันและทุกคนต่างก็ชื่นชมว่าชายผู้นี้แข็งแรงมากจริง ๆ !
แม้แต่ฟู่ต้าหย่งและหลี่หงอี้เองก็ยังชื่นชมในสิ่งที่ไป๋โม่เฉินทำเช่นกันและใบหน้าของเขาก็ได้เปลี่ยนเป็สีแดงเล็กน้อยด้วยความเขินอาย
เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่เยี่ยนก็แอบรู้สึกขบขันขึ้นมาเล็กน้อย เธอไม่คิดเลยว่าคนที่ดูสุขุมมาก ๆเวลาที่เขินจะดูน่าเอ็นดูถึงขนาดนี้ได้
ฟู่ต้าหย่งและหลี่หงอี้จึงได้เริ่มล้างคราบเืและทำความสะอาดแกะในทันทีจากนั้นพวกเขาก็ได้หั่นเนื้อของมันออกเป็ชิ้นเล็ก ๆ เหมือนกับท่อนไม้ก่อนหน้านี้ก่อนจะใส่มันลงไปในตะกร้าโดยเอามันไว้ด้านล่างสุด
ขณะที่พวกเขากำลังยุ่งอยู่กับแกะฟู่ซินและคนอื่นต่างก็ไปรวมตัวกันอยู่รอบ ๆ ไป๋โม่เฉินและได้ถามเขาไปว่าทำไมเขาถึงได้แข็งแรงมากขนาดนี้
เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังหันมาสนใจเขาไป๋โหม่เฉินจึงมีท่าทีที่ดูเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ฉันโตมาในค่ายทหารดังนั้นเมื่อตอนที่ฉันยังเป็เด็กจึงได้ฝึกอยู่บ่อย ๆมันเลยทำให้ร่างกายของฉันแข็งแรงไปด้วย”
ฟู่เซินบีบไปที่กล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนของไป๋โม่เฉินก่อนจะมองกลับมาที่ตัวเองพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยท่าทีที่ดูเศร้าสร้อย
ทันใดนั้นเองฟู่เหมี่ยวก็หัวเราะออกมาส่วนฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกว่าพี่รองของเธอนั้นประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไปจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า