หลังจากที่หยุนหนิงเอ๋อเสนอแนวทางหารายได้ให้กับครอบครัวลุงใหญ่ถังด้วยการทำหมี่กรอบขาย ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็นึกภาพไม่ออกว่าหมี่กรอบที่ว่านั้นมันคืออะไร เพราะโดยปกติแล้วเส้นหมี่ขาวก็มักจะเอามาทำเป็เส้นหมี่น้ำหรือไม่ก็เส้นหมี่ผัดเท่านั้น
ที่หยุนหนิงเอ๋อมีความมั่นใจที่จะทำหมี่กรอบออกขายก็เพราะในโลกของความเป็จริงเธอเติบโตมากับพี่เลี้ยงชาวไทยคนหนึ่ง แต่พี่เลี้ยงของเธอยังมีสถานะเป็ภรรยาอีกคนหนึ่งของคุณพ่อเธอด้วย เพราะั้แ่ที่คุณแม่คลอดเธอออกมาท่านก็มีร่างกายไม่แข็งแรงมาตลอดทำให้ไม่สามารถมอบความสุขให้กับสามีได้
แต่คุณพ่อก็ไม่เคยร้องขอและไม่คิดที่จะเลิกรากับภรรยาเพียงเพราะสาเหตุนั้น คุณพ่อคิดว่ามันเป็เื่ไร้สาระมาก เพราะความสุขของท่านขอแค่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาและลูกสาวก็พอแล้ว แต่คุณแม่เห็นใจที่คุณพ่อยังอยู่ในวัยที่ต้องมีความสุขกับเื่ระหว่างชายหญิงอยู่ ระหว่างที่คุณแม่ไปดูงานและติดต่อกับคู่ค้าที่ประเทศไทย ท่านมีโอกาสได้ช่วยเหลือเด็กสาวคนหนึ่งโดยบังเอิญ เด็กสาวคนนั้นเป็เด็กกำพร้าที่ต้องหาเงินเลี้ยงดูตนเอง คุณแม่ของหยุนหนิงเอ๋อจึงรับนางกลับประเทศและทำการโอนสัญชาติให้จนเรียบร้อย จากนั้นก็พาเด็กสาวมาทำหน้าที่เป็พี่เลี้ยงให้กับหยุนหนิงเอ๋อ
พี่เลี้ยงของหยุนหนิงเอ๋อเป็คนสำนึกในบุญคุณ แม้จะรู้ว่านอกจากหน้าที่พี่เลี้ยงแล้ว นางยังต้องทำหน้าที่เป็ภรรยาลับให้กับคุณผู้ชายอีก แต่นางก็ไม่ปฏิเสธเพราะการเป็ภรรยาลับของคุณผู้ชายก็ไม่ถือว่าเสียหาย เพราะคุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงต่างก็เป็คนดี และที่นางสามารถหลุดพ้นจากชีวิตที่ยากจนมาได้ก็เป็เพราะความช่วยเหลือของคุณผู้หญิง ดังนั้นชีวิตที่เหลือของนางก็เป็ของคุณผู้หญิงแล้ว ซึ่งหยุนหนิงเอ๋อรู้ความสัมพันธ์ของพี่เลี้ยงกับคุณพ่อมาโดยตลอด แต่เมื่อเป็การตัดสินใจของผู้ใหญ่เธอก็จะไม่เข้าไปก้าวก่าย แต่ในใจกลับคิดว่าถ้าเป็เธอคงไม่ตัดสินใจเหมือนคุณแม่
และเป็เพราะคุณพ่อคุณแม่ของหยุนหนิงเอ๋อทำงานยุ่งอยู่ทุกวัน เธอจึงได้ใช้เวลาอยู่กับพี่เลี้ยงเป็ส่วนใหญ่ และพี่เลี้ยงก็สอนให้เธอทำอาหารและขนมไทยจนชำนาญหลายอย่าง นึกถึงตรงนี้หยุนหนิงเอ๋อก็เริ่มคิดถึงบ้านขึ้นมาบ้างแล้ว ถ้าเธอได้กลับไปอยู่กับคุณพ่อ คุณแม่ และพี่เลี้ยงอีกก็คงจะดี แต่ถ้าไม่ได้กลับไปเธอก็คงต้องใช้ชีวิตอยู่ในนิยายเื่นี้ต่อ ก็จะทำยังไงได้ล่ะ เื่มันมาถึงขั้นนี้แล้วเธอก็คงจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้วไม่ใช่หรือ
หยุนหนิงเอ๋อเป็คนที่มีทัศนคติที่ดีเป็ทุนเดิมจึงเก็บความรู้สึกคิดถึงบ้านลงไปได้อย่างรวดเร็ว
“ข้าพอจะทำอาหารเป็อยู่บ้างเ้าค่ะ และรับรองว่าหมี่กรอบที่ข้าจะสอนให้พวกท่านทำต้องขายดีอย่างแน่นอน” หยุนหนิงเอ๋อเปิดกล่องอาหารให้ทุกคนได้เห็น
เส้นหมี่ขาวที่ทอดจนหลืองกรอบคลุกเคล้ากับซอสสูตรพิเศษ ทั้งยังมีเต้าหู้และถั่วลิสงทอดโรยอยู่้า เครื่องเคียงเป็พริกสดหั่นฝอย กระเทียมดองสับ มะนาวหั่นซีก ยังมีใบกุยช่ายหั่นด้วยความยาวพอดีคำจัดเรียงไว้อย่างสวยงาม โชคดีที่หมู่บ้านของนางมีวัตถุดิบเหล่านี้อยู่จึงไม่สร้างความแปลกใจให้คนอื่นมากนัก
“มันหอมมาก…ทั้งยังดูดีพอๆ กับอาหารที่ภัตตาคารฟู่ชุนหลีเลยนะ” ลุงใหญ่ถังกลืนน้ำลายเข้าไปอึกใหญ่
“จะโม้อะไรก็ให้มันน้อยๆ หน่อยตาเฒ่า ภัตตาคารฟู่ชุนหลีเป็ที่ที่เ้านึกอยากไปกินก็ไปได้หรือ ราคาอาหารของที่นั่นไม่ต่ำกว่าจานละห้าตำลึง เ้าจะเคยเห็นมันได้ยังไง” ไฉซื่อพูดดักสามี
“ข้าเปรียบเทียบให้ฟังเท่านั้น ทำไมเ้าต้องหักหน้าข้าต่อหน้าเด็กๆ ด้วยเล่า” ลุงใหญ่ถังบอกกับภรรยา แต่น้ำเสียงของเขาก็ไม่ได้ไม่พอใจ เพราะโดยปกติเขากับภรรยาก็พูดกันแบบนี้อยู่แล้ว “หยุนเอ๋อ นี่คือหมี่กรอบที่เ้าว่าหรือ แล้วมันกินยังไง”
หยุนหนิงเอ๋อเริ่มคลุกเคล้าหมี่กรอบและเครื่องเคียงต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่เพราะนางไม่แน่ใจว่าทุกคนจะชอบให้ปรุงรสจัดจ้านหรือไม่ นางจึงใส่พริกสดซอยและบีบมะนาวลงไปเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากนั้นก็ตักแบ่งให้ทุกคนได้ลองชิม
“อร่อย!” ทุกคนพูดออกมาเป็เสียงเดียว จากนั้นตะเกียบของแต่ละคนก็ไม่ได้พัก จนเมื่อหมี่กรอบตรงหน้าถูกจัดการจนเรียบไม่เหลือแม้แต่รอย ทุกคนจึงหันมายิ้มให้หยุนหนิงเอ๋ออย่างเขินอาย แต่หยุนหนิงเอ๋อกลับพอใจในการตอบรับของทุกคนมาก นี่ขนาดว่านางไม่มีน้ำมะขามเปียกแต่ใส่มะนาวเพิ่มความเปรี้ยวเล็กน้อยลงไปแทน ทุกคนยังอร่อยขนาดนี้ ถ้ามีมะขามเปียกกับส้มซ่าใส่เข้าไปตามสูตรดั้งเดิมอีกล่ะก็ รับรองว่าหมี่กรอบของนางต้องอร่อยกว่านี้แน่ แต่ในยุคนี้ไม่มีต้นมะขามและไม่มีต้นส้มซ่า หากนางพูดออกไปทุกคนก็ไม่รู้จักอยู่ดี ทั้งยังจะทำให้คนอื่นสงสัยในตัวนางอีก เพราะฉะนั้นไม่พูดออกไปจะดีกว่า
“ความจริงแล้วถ้าได้ใส่กากหมูเจียวแล้วก็ไข่เป็ดลงไปด้วยจะยิ่งอร่อยกว่านี้เ้าค่ะ แต่ข้าคิดว่าเราทำอาหารขายในราคาถูก หากใส่ของพวกนั้นลงไปด้วยก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ราคาขายก็จะต้องเพิ่มขึ้นด้วย ทำเช่นนั้นจะทำให้เราขายของยากไปเปล่าๆ เ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อบอกกับทุกคน
“หมี่กรอบของเ้ายังจะอร่อยได้กว่านี้อีกหรือ นี่ก็อร่อยมากแล้วนะ” หยุนเปียวพูดขึ้นทั้งยังนั่งจ้องกล่องอาหารอย่างกับว่าจะให้มันมีหมี่กรอบเพิ่มขึ้นมาให้ได้อย่างไรอย่างนั้น
“ข้าคิดว่าจะตั้งราคาไว้ที่ห่อละสิบห้าอีแปะ พี่เปียวคิดว่าหมี่กรอบของเราจะขายได้ไหมเ้าคะ”
“ห่อละสิบห้าอีแปะฟังดูมันอาจจะแพง แต่เส้นหมี่ทำมาจากแป้งขาว ทั้งยังมีเต้าหู้ทอดกับถั่วลิสงทอดเพิ่มเข้าไปอีก ยังไม่รวมเครื่องเคียงอย่างอื่น ข้าคิดว่าราคานี้น่าจะขายได้” หยุนเปียวพูดขึ้นอย่างมั่นใจ “ในเมืองตอนนี้แม้แต่ซาลาเปาไส้ผักยังราคาห้าอีแปะเข้าไปแล้ว”
“เช่นนั้นรบกวนป้าสะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้ช่วยเตรียมวัตถุดิบไว้ให้พร้อม แล้วก็เตรียมกระทงไว้ใส่ด้วยนะเ้าคะ พรุ่งนี้ยามหยิน[1] ข้าจะมาสอนพวกท่านทำหมี่กรอบ จากนั้นข้ากับพี่เปียวจะได้เอาไปขายที่ตลาด”
หยุนหนิงเอ๋อบอกวัตถุดิบให้ลุงใหญ่ถังจดลงไปอย่างละเอียด จากนั้นนางก็รีบไปทำงานในไร่เพราะไม่อยากให้ครอบครัวของนางหาเื่มาบ่นนางอีก โดยเฉพาะพี่สะใภ้แซ่หม่าคนนั้นที่นางรำคาญมากที่สุด หากเป็ชีวิตที่แล้วหยุนหนิงเอ๋อคงตบอีกฝ่ายไปแล้ว แต่ตอนนี้นางทำไม่ได้ หากลงไม้ลงมือไปแล้วใครจะมาช่วยนางจากคนสกุลหม่าได้ คนพวกนั้นต้องมาทำร้ายนางจนไม่รอดแน่ รอให้นางได้พบกับมู่หรงเฉินเสียก่อน รับรองว่าคนสกุลหม่าต้องได้ชดใช้กับสิ่งที่พวกเขาเคยทำไว้กับนางและเ้าของร่างเดิมอย่างแน่นอน
“เวลานี้ยังเช้าอยู่มาก ร้านรวงต่างๆ น่าจะยังไม่เปิด เราเอาหมี่กรอบไปขายที่ตลาดก่อนดีไหม” หยุนเปียวถามน้องสาว
“ท่านอยากเอาฟืนไปขายที่ไหนก่อนไหมเ้าคะ” หยุนหนิงเอ๋อเห็นพี่ชายแบกฟืนอยู่เต็มหลัง
“ปกติข้าจะแบกฟืนไปเดินขายตามบ้านเศรษฐี บ้านไหน้าพวกเขาก็จะเรียกซื้อ ทำอย่างนั้นจะขายฟืนได้ราคาดีกว่าไปขายที่ตลาด แต่วันนี้เราต้องขายหมี่กรอบด้วย ข้าคิดว่าเอาฟืนไปขายที่ตลาดกับเราเสียเลยจะได้ไม่เสียเวลา ได้เงินน้อยหน่อยก็ไม่เป็ไร ข้าไม่วางใจให้เ้าไปขายของคนเดียว”
“พี่เปียว” หยุนหนิงเอ๋อเกือบน้ำตาคลอที่ได้รับความเอาใจใส่จากพี่ชาย ปกติหยุนเปียวจะเป็คนพูดน้อยและไม่ค่อยละเอียดอ่อน แต่เขากลับคิดอย่างรอบแทนนาง ช่างน่าซึ้งใจมากจริงๆ
“เ้าเป็อะไร แล้วนี่ร้องไห้ทำไมกัน หรือว่าเดินจากบ้านมาไกลจนเมื่อยมากใช่ไหม แต่ตอนนี้ข้าช่วยเ้าไม่ได้จริงๆ เพราะของเต็มไม้เต็มมือไปหมด เอาไว้ขากลับข้าจะให้เ้าขี่หลังกลับบ้านนะ”
หยุนหนิงเอ๋อหัวเราะออกมาเสียงดัง พี่ชายของนางช่างเป็คนซื่อเสียจริง อารมณ์ซึ้งเมื่อครู่ถูกตัดจบไปทั้งอย่างนั้น
จากนั้นสองพี่น้องเดินหาพื้นที่ว่างในตลาดเพื่อจะวางโต๊ะเล็กไว้ขายหมี่กรอบ แต่ทำเลที่ดีกลับถูกจับจองไปหมดแล้ว ทำให้พวกเขาต้องเข้าไปตั้งแผงลึกเข้าไปจนเกือบจะสุดถนน
“ถึงจะอยู่ลึกไปหน่อยแต่ก็ยังดีที่มีที่ว่างเหลือให้เราตั้งแผงอยู่นะ เ้าอย่าเอาแต่ขมวดคิ้วเลย หมี่กรอบของเ้าอร่อยขนาดนี้ รับรองว่าวันนี้ต้องไม่มีของเหลือกลับบ้านแน่นอน เผลอๆ มันอาจจะไม่พอขายด้วยซ้ำ” หยุนเปียวกล่อมน้องสาวอย่างใจเย็นเมื่อเห็นว่านางเอาแต่ขมวดคิ้ว
“คอยดูเถอะ ภายในสามวันข้าจะย้ายแผงของเราจากท้ายตลาดไปวางขายที่หน้าตลาดให้ได้เลย ถึงตอนนั้นท่านกับพี่สะใภ้ต้องนับเงินกันจนมือหักแน่”
“อืม...ข้าเชื่อเ้า ระหว่างนี้ข้าจะรีบไปหาไม้มาไว้ดามนิ้วก็แล้วกัน” หยุนเปียวพูดติดตลก
สองพี่น้องจัดร้านกันไปก็หัวเราะกันไปโดยไม่รู้ว่ามีชายชราคนหนึ่งกำลังยืนมองพวกเขาอยู่อย่างสนใจ
____________________
[1] ยามหยิน คือ เวลา 3.00 – 4.59 น.