ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 120 หวาดระแวงเกินไป

            การเปลี่ยนกลยุทธ์ในการเดินหมากกระดานหนึ่งมิใช่เรื่องง่ายดายเพียงแค่เดินหมากไม่กี่ก้าวแต่เป็นการคำนวณและวางกลยุทธ์ที่ซับซ้อนและลึกซึ้งต้องนำเอาความเป็นไปได้ทั้งหมดคำนวณลงไปด้วย

            ทว่าหากเจ้าคิดว่านางกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เช่นนั้นเจ้าคิดผิดแล้วในทางตรงกันข้ามตอนนี้ในสมองของนางพลันปรากฏให้เห็นกลยุทธ์การศึกใหม่ๆ หลายกลยุทธ์นางกำลังใช้วิธีคัดออก จากนั้นเลือกวิธีที่ง่ายดายและมีประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่งออกมา!

            เดิมทีจากสิ่งที่นางเรียนรู้มาแต่แรกนั้น ค่ายเจดีย์สามเหลี่ยมของเซวียนหยวนเช่อถือเป็นหนึ่งในค่ายกลที่ร้ายกาจทว่าหลังจากที่นางได้ศึกษา 《ตำราทักษะการเดินหมากล้อม เวอร์ชั่น 2.0》แล้วนางเพิ่งจะรู้ว่าค่ายกลเจดีย์สามเหลี่ยมเป็นหนึ่งในค่ายกลอันร้ายกาจที่ก่อตัวได้ง่ายที่สุดชนิดหนึ่งหากต้องรับมือกับนักเดินหมากธรรมดาสามัญ ใช้เพียงค่ายกลชนิดนี้ก็เพียงพอแล้ว!

            ด้วยเหตุผลที่ค่ายกลเจดีย์สามเหลี่ยมเป็นค่ายกลที่ก่อขึ้นได้ง่ายที่สุดดังนั้นจึงเป็นค่ายกลที่ถูกพบและถูกขัดขวางได้ง่ายที่สุดเช่นกัน ทันทีที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นยอดฝีมืออีกทั้งเป็นคนระมัดระวัง ยังไม่ทันรอให้เจ้าก่อค่ายกลเจดีย์สามเหลี่ยมสำเร็จฝ่ายตรงข้ามก็ทำลายแผนการของเจ้าแล้ว!

            สำหรับ “หานไท่ฟู่” ที่เป็นนักเดินหมากยอดฝีมือระดับเจ็ดการเอาชนะเขาได้ด้วยค่ายกลเจดีย์สามเหลี่ยมหนึ่งหรือสองครั้งเป็นเรื่องโชคช่วยหากใช้ค่ายกลเจดีย์เพื่อเอาชนะตลอด ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะทำสำเร็จ!

            ดังนั้น หากต้องการเอาชนะ “หานไท่ฟู่” นางจะต้องใช้กลยุทธ์อื่น!

            ทุกคนจับจ้องสายตาไปที่กระดานหมากใหญ่ แต่ละคนคอยืดคอยาวล้วนกำลังรอคอยการเดินก้าวต่อไปของหมากขาว

            ขณะที่ทุกคนกำลังจะถอดใจ หมากขาวเคลื่อนไหวในที่สุด หมากขาวเปิดทางมุมบนด้านซ้ายออกเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีบ้าง!

            ผู้คนที่รอยล้อมกันเข้ามาชมการเดินหมากพากันตื่นเต้น

            “ดีเหลือเกิน! ในที่สุดหมากขาวก็โจมตี!”

            “หมากขาวเล่นได้น่าเบื่อหน่ายมาก เคลื่อนไหวเสียที”

            “นี่คือต้องการโต้ตอบแล้วใช่หรือไม่”

            “ไม่ว่าอย่างไร ข้าอยู่ข้างแม่นางเฟิง!”

            “แม่นางเฟิง อย่าทำให้พวกเราผิดหวังเป็นอันขาด!”

            มู่ชิงหว่านร้อง “เชอะ” ออกมาอย่างดูแคลน

            ภายในห้องทรงพระอักษร องค์ไท่จื่อน้อยเอามือเท้าแก้มของตนเอียงคอครุ่นคิด “หมากก้าวนี้ของเสด็จแม่ หมายความอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”

            เซวียนหยวนเช่อเคาะนิ้วมือกับโต๊ะเบาๆ ราวกับอยู่ในความคิดของตนเขาพลันหันหน้าออกไปด้านนอกแล้วพูดว่า “ไปดูเสียหน่อยว่าผู้ที่เดินหมากดำ เป็นใครกันแน่”

            มีเสียงรับคำสั่งจากด้านนอก จากนั้นมีเสียงฝีเท้าของคนออกไป

            องค์ไท่จื่อน้อยเงยหน้าขึ้นกระพริบตาปริบๆ มองเขาอย่างประหลาดใจ

            ภายในห้องพิเศษ เสวียน พลันเงียบสงบ หานไท่ฟู่หานหลินเยว่และลู่ซงเทาทั้งสามคนจับจ้องกระดานหมากเงียบๆบรรยากาศประหลาดอย่างที่สุด

            นับตั้งแต่เริ่มเดินหมากจนถึงตอนนี้ ห้องพิเศษนี้ยังไม่เคยเงียบสงบเช่นนี้มาก่อนกระทั่งเด็กเดินหมากสองคนที่อยู่ภายในห้องยังถูกบรรยากาศประหลาดนี้ครอบงำไปด้วยไม่กล้ากระทั่งจะหายใจเสียงดังด้วยเกรงว่าจะเป็นการรบกวนสมาธิของพวกเขา

            เนิ่นนาน หานหลินเยว่ส่งเสียงขึ้นมาก่อน “ดูเหมือนนางจะรู้แล้วว่าทางด้านของพวกเราเปลี่ยนคนเดินหมากจึงเปลี่ยนกลยุทธ์การเดินหมาก”

            ในความเป็นจริง เฟิ่งเฉี่ยนไม่ได้คิดว่าทางฝ่ายพวกเขาเปลี่ยนคนเดินหมากนางเพียงแต่เข้าใจว่าฝ่ายพวกเขามียอดฝีมือคอยชี้แนะ

            หานไท่ฟู่แค่นฮึเสียงเย็น เขาก่นด่า “นางเด็กคนนี้ร้ายกาจจริงๆ! ใช้วิธีร้ายกาจกับข้าเสมอคิดว่าจะปั่นหัวข้าราวกับเป็นคนโง่เขลาหรือไร”

            หานหลินเยว่จดจ่อสมาธิอยู่บนกระดานหมาก “แม่นางเฟิงท่านนี้เป็นคนใช้วิธีการให้ถูกกับคนตอนนี้นางพอจะรู้และเข้าใจวิธีการเดินหมากของข้าแล้ว จึงเริ่มใช้กลยุทธ์ศึกใหม่ๆแต่นางจะใช้กลยุทธ์อันใด”

            ลู่ซงเทากำลังใช้ความคิดเช่นกัน “ในเมื่อนางเอาตัวคนเป็นที่ตั้งแล้วจึงเลือกวิธีการเดินหมากเช่นนั้นพวกเราก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิด หากพวกเราเป็นนางขณะที่รู้ว่านักเดินหมากเปลี่ยนคนแล้วพวกเราจะรับมืออย่างไร”

            หานหลินเยว่ “หากเป็นข้า ข้าจะต้องพยายามหาจุดอ่อนของอีกฝ่ายให้ได้และลงมือกับจุดอ่อนของนาง!”

            นางเงยหน้าขึ้นขวั่บเพื่อถามคนทั้งสอง “ศิษย์พี่ลู่ท่านปู่ พวกท่านคิดว่าจุดอ่อนของข้าคืออะไร”

            ลู่ซงเทาและหานไท่ฟู่สบตากันอย่างประหลาดใจปราดหนึ่งแล้วพูดขึ้นพร้อมกันว่า “หวาดระแวงเกินไป!”

            หานหลินเยว่มุมปากกระตุก

            ไม่เสียแรงที่เป็นท่านปู่แท้ๆ และศิษย์พี่ของนางประโยคเดียวก็แทงเข้าสู่หัวใจของนางได้ทันที!

            ทว่านางไม่อาจไม่ยอมรับว่าเป็นเพราะนางหวาดระแวงเกินไปดังนั้นในขณะที่นางหวาดระแวงเกินไป นางจึงใคร่ครวญการเดินหมากแต่ละก้าวของฝ่ายตรงข้ามอย่างละเอียดรักษาความระมัดระวังเอาไว้จึงพูดได้ว่าจุดนี้นับเป็นจุดเด่นและเป็นจุดอ่อนในขณะเดียวกัน!

            “ช่างเถิด ข้ายอมรับ ข้าหวาดระแวงเกินไป! เช่นนั้นพวกท่านคิดว่าก้าวต่อไปของข้าควรจะรับมืออย่างไร”

            ครั้งนี้ หานไท่ฟู่และลู่ซงเทาได้แต่ใคร่ครวญ

            เนิ่นนานลู่ซงเทาจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “ท่านอาวุโสหานหากเป็นท่าน ท่านจะเดินหมากก้าวต่อไปอย่างไร”

            หานหลินเยว่ดวงตาเป็นประกายราวกับกระจ่างแจ้ง ใช่แล้วนิสัยของนางและท่านปู่นั้นตรงข้ามกัน นางระมัดระวังเกินไป แต่ท่านปู่นั้นตรงไปตรงมาเกินไป

            ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่เพื่อรับมือกับนางเช่นนั้นพวกเขาตอนนี้ควรจะเดินสวนทางกัน เดินหมากตามวิธีการของท่านอาวุโสอาจจะมีโอกาสที่จะฝ่าวงล้อมออกไปได้

            หานไท่ฟู่ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วชี้ไปที่กระดานหมากด้วยท่าทีเด็ดขาด “สู้! สู้กับนาง! จัดการนางให้ตาย!”

            บนกระดานหมากใหญ่ หมากดำเดินลงไปในตำแหน่งที่กล้าหาญ!

            คนทั้งหมดตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง

            “ฮ๊า ในที่สุดหมากดำก็ลุกขึ้นมาสู้กับหมากขาวแล้ว!”

            “นี่จึงจะเหมือนนิสัยของท่านอาวุโสหาน! ตรงไปตรงมา!”

            “ข้าคิดว่าหมากดำจะยังคงหยั่งเชิงท่าทีต่อไปเสียอีก”

            “ถึงเวลาปะทะกันแล้ว อึดอัดเกินไป!”

            ภายในห้องทรงพระอักษร เซวียนหยวนเช่อได้รับข่าวอย่างรวดเร็ว

            “ทูลฝ่าบาท ได้ตรวจสอบชัดเจนแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ผู้ที่เป็นคนเดินหมากดำคือหานหลินเยว่ หลานสาวแท้ๆ ของหานไท่ฟู่ มีหานไท่ฟู่และศิษย์พี่ของคุณหนูหานลู่ซงเทา คอยชี้แนะอยู่ข้างๆ พ่ะย่ะค่ะ” เสียงรายงานดังขึ้นจากด้านนอกประตู

            ปลายนิ้วของเซวียนหยวนเช่อยังคงเคาะโต๊ะต่อไปริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “หนึ่งต่อสามน่าสนใจ!”

            องค์ไท่จื่อกำหมัดแน่น พูดอย่างโกรธจัด “ฮึพวกเขาทำเกินไปแล้ว!”

            เซวียนหยวนเช่อยื่นมือไปบีบแก้มเล็กๆ ของเขาขณะพูดเนิบๆ “จำไว้ว่า บางครั้งหนึ่งบวกหนึ่งบวกหนึ่ง ไม่เท่ากับสามเสมอไป!”

            องค์ไท่จื่อน้อยกระพริบตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจ

            ในห้องพิเศษ หวง มือของเฟิ่งเฉี่ยนชะงักเล็กน้อยแววตาปรากฏให้เห็นความสงสัยแล้วพึมพำกับตนเอง “ตอบโต้แล้วหรือนี่จึงจะเหมือนวิสัยการเดินหมากของหานไท่ฟู่! แต่ว่า...น่าแปลกน่าแปลกจริงๆ!”

            มู่ชิงเซียวเห็นนางประเดี๋ยวส่ายหน้าประเดี๋ยวพูดกับตนเองรู้ว่านางพบอุปสรรคเสียแล้วจึงอดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้ “เฮ้อน่าเสียดายที่ฝีมือการเดินหมากของข้าไม่ดีพอ ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้!”

            เฟิ่งเฉี่ยนพลันหันหน้ามาจ้องเขาเขม็ง

            มู่ชิงเซียวตะลึงงัน แก้มทั้งข้างร้อนซู่ “มีอันใดหรือข้าพูดอะไรผิดหรือไม่”

            เฟิ่งเฉี่ยนพลันหัวเราะออกมา นัยน์ตาดำขลับนั้นทอประกายเจิดจ้า และส่ายหน้า“ข้าโง่เขลาจริงๆ! เหตุใดข้าจึงคิดไม่ออกนะ”

            “คิดอะไรไม่ออกหรือ” มู่ชิงเซียวไม่เข้าใจ

            เฟิ่งเฉี่ยนหัวเราะอีก “ข้าว่าแล้วเหตุใดพวกเขาจึงต้องจัดให้พวกเราอยู่กันคนละห้อง ที่แท้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกในการโกง!”

            “โกงหรือ” มู่ชิงเซียวยังคงไม่กระจ่างแจ้งอยู่นั่นเอง

            เฟิ่งเฉี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วถอนใจ “ตอนนี้ข้าเดินหมากกับหานไท่ฟู่ที่ไหนกันเกรงว่าคู่ต่อสู้ของข้ามิได้มีเพียงคนเดียว!”

            แววตาของมู่ชิงเซียวทอประกายวาบ เขากระจ่างแจ้งแก่ใจในที่สุดเขาลุกขึ้นจะพุ่งออกไปข้างนอก “เกินไปแล้ว! พวกเขาทำแบบนี้รังแกกันเกินไป!”

            “พี่ใหญ่มู่ ช้าก่อน!” เฟิ่งเฉี่ยนร้องห้ามเขาเอาไว้ “ก่อนหน้าที่จะเริ่มเดินหมาก พวกเราเองไม่ได้บอกว่าห้ามมีผู้ช่วยต่อให้ตอนนี้ท่านออกไปพูดเรื่องนี้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด! ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องชนะกระดานหมากนี้ให้ได้!”

            มู่ชิงเซียวเดือดร้อนแทนนางที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม “แต่เจ้าเพียงคนเดียว พวกเขาตั้งหลายคน เจ้าจะชนะพวกเขาได้อย่างไรกัน”


    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ] ที่คุณอ่าน