“เหลือบันไดห้าขั้นสุดท้ายแล้ว... ข้าจะต้องผ่านให้ได้!! ฉินซานแสดงท่าทีที่ตื่นตระหนก ั์ตาที่ดำข้นเต็มไปด้วยความอดกลั้นอดกลืน”
เมื่อมองที่บันไดฉินซานเข้าใจได้ว่า การทดสอบระดับสุดท้ายนี้แตกต่างกับสามระดับก่อนหน้าเป็อย่างมาก ครั้งนี้ไม่ใช้การต้านจิตหรือใช้พลังจิตแต่อย่างใด แต่คงจะเป็การทดสอบเกี่ยวกับการปรับจิตผสานจิติญญาให้กลมกลืนกับฟ้าดิน ประสบการณ์ได้สอนฉินซานมากมาย
เพื่ออธิบายรูปแบบให้ ปรากฏฉินซานได้รับรู้ มีเสียงหนึ่งปรากฏขึ้นมาจากในประตูไม่มีรูปกาย เสียงนี้ไม่มีความอันตรายหรือพิเศษแต่อย่างใด
“เอาล่ะ! ฉินซาน ก้าวมาด้านหน้า แล้วนั่งขัดสมาธิและปรับจิต ฟังคำอธิบายข้าให้ดีละ”
“ขอรับ..ท่านเป็ใครหรือขอรับ ฉินซานถามด้วยความสงสัย?”
“ข้าคือผู้คุมกฎในที่แห่งนี้ เสียงได้พูดโต้กลับเพื่อตัดบท”
ฉินซานไม่รู้สึกอะไรเป็พิเศษกับเสียงนี้ ได้แต่เชื่อฟังและปฏิบัติตาม ซึ่งด้วยิญญาของเขาอ่อนแอเป็อย่างมาก คงรั้งรูปกายไว้ได้ไม่นานนัก
การทดสอบรอบนี้หากฉินซานไม่สามารถรวบจิตให้เป็หนึ่งได้ ก็ไม่สามารถที่จะก้าวขึ้นบันไดในแต่ละขั้นได้
บันไดทั้งห้าขั้น ปรากฏเป็ธาตุขึ้นมาสี่อย่างคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ฉินซานต้องปรับจิตให้เข้ากับธาตุทั้งสี่ เพื่อก้าวผ่านไปในแต่ละขั้น โดยให้ความหมายในแต่ละธาตุดังนี้
ดิน จิติญญาแห่งความ ‘แข็งแกร่ง’ หนักแน่น
น้ำ จิติญญาแห่งความ ‘ยืดหยุ่น’ ปรับเปลี่ยน
ลม จิติญญาแห่งความ ‘มุ่งมั่น’ มีฝัน
ไฟ จิติญญาแห่งความ ‘เปลี่ยนแปลง’
การก้าวไปในแต่ละขั้น ฉินซานต้องปรับจิตของเขาให้เข้ากับธาตุทั้งสี่ ถ้าหากการปรับจิตไม่กลมกลืนกับธาตุ จะเกิดการโต้กลับจากธาตุนั่นในทันที ซึ่งอาจจะทำให้ิญญาของเขาสลายได้ในทันที
เมื่อฉินซานเข้าใจถึงกฎเกณฑ์เขาไม่รอช้าแต่อย่างใด! ในขณะที่เท้าของเขาใกล้จะถึงพื้น แสงพลังแห่งธาตุได้พุ่งกระจายออกมา แพร่เป็วงกว้างคล้ายเขตแดนที่มีแรงกดดันเป็อย่างมากได้หยุดเท้าของเขาไว้
จิตฉินซานยังไม่หนักแน่นพอที่จะกลมกลืนกับธาตุดิน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการโต้กลับของธาตุดินขึ้น ปรากฏเป็กำแพงหนาประมาณห้าเมตร ขึ้นมาประกบร่างของฉินซานไว้ ฉินซานไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างของเขาได้เลย
“ข้าจะเสียเวลาในที่แห่งนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว! ฉินซานพูดอย่างหนักแน่น พร้อมหน้าตาที่ซบเซาจากความทรมาน”
ฉินซานเกือบหมดสติไปจากการบีบอัดของพื้นดิน เขาได้หลับตานึกคิดขึ้น พยายามที่จะดึงสติกลับมา ฉินซานระลึกถึงความหมายของธาตุดิน เขาได้พยายามปรับจิตให้แข็งแกร่งดั่งภูผาและตั้งมั่นไม่สั่นคลอนต่อสิ่งใด
จิตของฉินซานในตอนนี้ทั้งแข็งแกร่งหนักแน่น เขาได้กลมกลืนรวมกันเป็หนึ่งกับธาตุดิน กำแพงที่บีบรัดร่างของฉินซานได้สลายลง เท้าของฉินซานแตะถึงพื้นในทันที!
"อ..เออะ..!! ขั้นต่อไปคือน้ำ! ฉินซานส่งเสียงขึ้นมาพร้อมกับลมหายใจที่เหนื่อยล้า"
เมื่อฉินซานเข้าใจถึงความหมายของธาตุ และรับรู้ถึงความอันตรายจากการโต้กลับของพลังธาตุ เขาในขณะนี้มีสติและสมาธิเป็อย่างมาก ฉินซานไม่วู่วามแต่อย่างใด!
จิตของฉินซานได้ปรากฏเป็น้ำในแอ่งที่นิ่งสงบ เพื่อที่จะเข้าใจถึงความหมายที่ลึกซึ้งของน้ำ ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยน ฉินซานพยายามหาความหมายเพื่อที่จะให้ร่างเขากลมกลืนกับธาตุน้ำ
ฉินซานได้ยิ้มและสูดลมหายใจเข้าอย่างช้าๆ จากน้ำที่นิ่งในจิตเขาได้เคลื่อนไหวไหลดั่งสายธาร ฉินซานได้กลมกลืนรวมเป็หนึ่งกับธาตุน้ำ ขั้นที่สองได้ผ่านอย่างง่ายดาย
'มุ่งมั่น มีฝัน' ดั่งสายลม ขณะนี้ฉินซานอ่อนแรงลงเป็อย่างมาก เขานั่งพักขัดสมาธิเพื่อรวบรวมลมปราณ ปรับลมหายใจไม่ให้ติดขัด ความหมายของธาตุลมฉินซานนั้นเข้าใจอย่างง่ายดาย
หากพูดถึงความมุ่งมั่นมุ่งมานะนั้น จิตของฉินซานมีมากเหนือสิ่งอื่นใด เขาไม่เคยย่อท้อต่อชะตากรรมลิขิตชีวิตของเขา การก้าวผ่านขั้นนี้จึงง่ายดายเหมือนปอกกล้วย
ขั้นที่สี่ ขั้นสุดท้ายของการทดสอบ ธาตุไฟคือการเปลี่ยนแปลง ฉินซานงุนงงถึงความหมาย เขาต้องเปลี่ยนแปลงจิตอย่างไรเพื่อให้กลมกลืนไปกับอัคคี
“ผู้คุมกฎ ข้าไม่เข้าใจถึง จิตที่ปรับเปลี่ยน ข้าต้องปรับจิตอย่างไรขอรับ ฉินซานพูดด้วยหน้าตาที่แตกตื่น ด้วยความไม่เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงจิต"
“เ้าถามใจ ของตัวเ้าดูสิ ว่ามีสิ่งใดที่เ้าต้องเปลี่ยน ผู้คุมกฎพูดระคายหูเพื่อให้ฉินซานค้นหาด้วยตัวฉินซานเอง"
ฉินซานยังไม่เข้าใจถึงคำพูดก่อนหน้า เขาได้หลับตานึกคิด เพื่อเปลี่ยนจิตให้กลมกลืนกับอัคคี
เพียงครู่หนึ่ง! ฉินซานได้ฝ่าตะลุยเพื่อก้าวขึ้นไปในขั้นที่สี่อย่างรีบร้อน
ไฟโลกันตร์พุ่งกระจาย เผ่าไหมร่างิญญาของฉินซาน! ร่างของเขาเกือบดับสูญด้วยความทรมานอย่างล้นเหลือ หาที่เปรียบมิได้ ฉินซานร้องออกมาอย่างโหยหวน
"เพราะข้ารีบร้อนเกินไป อย่างนั้นหรือ!! ฉินซานครุ่นคิดขึ้นในใจ"
ฉินซานได้พยายามอย่างลุกลี้ลุกลน เพื่อถอยกลับจากบันไดขั้นที่สี่ เสียงที่ร้องของฉินซานได้หายไป เขาได้หมดสติลงแล้ว! เสียงของผู้เฒ่าได้ดังขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกของเขา
"เ้าหนู! เ้าหนู! ฉินซานสะดุ้งตื่น ตาแก่ ช่วยข้าไว้อีกแล้ว! ฉินซานพูดออกมาอย่างเบาๆ"
เมื่อได้สติคืนฉินซานได้รวบรวมลมปราณเพื่อถอยกลับจากเปลวเพลิงในทันที!
“เสียงผู้คุ้มกฎดั่งขึ้น! เ้าเข้าใจแล้วยังละฉินซาน เสียงที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มจากผู้คุ้มกฎ”
“เพราะข้า คิดอะไรไม่รอบคอบ ร้อนรนจนเกินไป” ฉินซานเข้าใจถึงเหตุผลของผู้คุมกฎ เขาต้องปรับจิตให้เย็นลงไม่คิดวู่วามต่อสิ่งใด เขาต้องสุขุมและไม่เดือดพล่านจนเกินไป
ฉินซานทะนงตนขึ้นอีกครั้ง! เขาปรับลมหายใจให้เข้าที่ แล้วเปลี่ยนจิตที่เป็ไฟให้เย็นะเืดั่งน้ำแข็ง การผ่านบันไดขั้นนี้คือปรับเปลี่ยนจิตให้เป็ธาตุตรงกันข้าม!
ไอเย็นแพร่ปกคลุมร่างของฉินซาน คนที่ลุกลนดั่งเปลวเพลิงก่อนหน้า ขณะนี้เขาเปลี่ยนเป็คนละคน ทั้งสุขุมเยือกเย็น ราวคล้ายปราณของเทพในมิติที่ฉินซานเคยได้ัั
หากเหม่อมองฉินซานในตอนนี้ ผู้เฒ่าก็คงไม่สามารถที่จะจำถึงบุคลิกที่เปลี่ยนไปของฉินซานในตอนนี้ได้ อย่างกับมีฉินซานเพิ่มมาอีกคน
แสงสีฟ้าเปล่งประกายมาจากตัวของฉินซาน ั์ตาที่ดำข้นก่อนหน้า กลับเปลี่ยนเป็สีฟ้าอร่าม ไม่สั่นสะท้านต่อสิ่งใด ฉินซานสามารถผนึกโทสะความร้อนที่อยู่ในใจได้สำเร็จ..!
ขั้นที่สี่ สำเร็จแล้ว! เหลือแค่บันไดขั้นสุดท้าย ฉินซานก็สามารถที่จะผ่านการทดสอบได้
“ท่านๆ ขั้นที่ห้า คือสิ่งใด ฉินซานได้ถามผู้คุ้มกฎอย่างเรียบๆ เพราะขั้นที่ห้าผู้คุ้มกฎยังไม่ได้อธิบาย”
“ขั้นที่ห้า คือท้องฟ้าหรือจิตที่ไร้ตัวตน” ผู้คุ้มกฎได้พูดตอบและอธิบายรายละเอียดให้ฉินซานฟัง
ขั้นนี้หากฉินซานไม่สามารถเปลี่ยนจิตให้ไร้รูปและไร้ตัวตนได้ การทดสอบนี้ก็ไม่สามารถที่จะผ่านได้สำเร็จ ด้านหน้าของฉินซานคือประตูสู่เส้นชัย!
เมื่อฉินซานเข้าใจถึงรายละเอียด และเมื่อรู้ว่าด้านหน้าของเขาคือประตูสู่เส้นชัยเขามีกำลังใจและเื่สู่ขึ้นมาเป็เท่าตัว
ด้วยบุคลิกของฉินซานที่เปลี่ยนในตอนนี้ ฉินซานไม่รีบร้อนลุกลนแต่อย่างใด เขาได้วิเคราะห์และพยายามหาความหมายกับคำว่า 'จิตที่ไร้ตัวตน'
ประสบการณ์การรวมธาตุทั้งหมดที่ฉินซานได้ทดสอบมาก่อนหน้านั้น ทั้งความสุขุม ความมุ่งมั่น ความยืดหยุ่นและการปรับเปลี่ยน ทำให้ฉินซานได้เข้าใจถึงความหมายของจิตที่ว่างเปล่าอย่างลึกซึ้ง
ภาพในใจของฉินซานปรากฏเป็ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้จุดสิ้นสุด และยังเปี่ยมไปด้วยความสวยงามที่ยิ่งใหญ่แต่ไร้รูป ไม่สามารถจับต้องได้ นี้คือความหมายของ'จิตที่ไร้ตัวตน'
“เอาละ! ตาแก่ รองานเลี้ยงไว้ให้ข้าได้เลย ฉินซานพูดด้วยความซึมซื้อดีใจไร้คำบรรยาย น้ำตาคลอตกลงพื้น”
ฉินซานได้มองฟ้า กางมือทั้งสองข้างแพร่ออก พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอยู่โดยตลอด เขาหายใจเป็จังหวะอย่างช้าๆ และได้ระลึกถึงทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติ เพื่อ้าที่จะััหล่อหลอมรวมจิตให้เป็หนึ่ง
“ธรรมชาติคือชีวิต ส่วนตัวข้านั่นคือธรรมชาติ ไม่ได้แตกต่างแต่อย่างใด ทุกอย่างที่เกิดมาล้วนมีที่มาและที่ไป สรรพสิ่งทั้งมวลนั้นมีเหตุที่กำเนิด ฉินซานได้พูดในใจ พร้อมกับรอยยิ้มที่แจ่มใส”
พลังรอบกายฉินซานได้มารวมมาเป็หนึ่ง ในตอนนี้ทุกสรรพสิ่งคือสิ่งเดียวกับฉินซาน ไม่ว่าจะสงบดั่งนารี พลุ่งพล่านดั่งอัคคี ยึดมั่นดั่งภูผา ไร้รูปกายดั่งวายุ เสียงกลิ่นอายของธรรมชาติได้หลั่งไหลมาที่ฉินซานอย่างไม่หยุดหย่อน เขาได้ผสานจิตเป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ทำให้ิญญาของเขาในตอนนี้นั้นไม่มีรูปร่าง ไร้ตัวตน
เมื่อเขาหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติสำเร็จ! ฉินซานได้ลอยตัวขึ้นไปบนบันไดขั้นที่ห้าในทันที ฉินซานก้าวผ่านขั้นที่ห้าสำเร็จแล้ว.. น้ำตาหยดสุดท้ายตกกระทบพื้นดิน!
บานประตูใหญ่มโหฬารได้เปิดขึ้น!! การทดสอบสำเร็จแล้ว! ฉินซานได้ตื่นขึ้นจากภวังค์ที่หลับไปนานประมาณสองวัน โดยที่ฉินซานไม่รู้ตัวว่าเขาอยู่ในการทดสอบนานขนาดนี้ เมื่อเขาลืมตาขึ้นเขาก็อยู่ในที่เดิมโดยร่างกายของเขาไม่ได้ขยับไปไหน
ฉินซาน เกิดกระตุกสั่นสะท้านไปชั่วครู่ เมื่อตื่นมาก็พบกับใบหน้าของเทพที่จ้องมองเขาอยู่ดั้งเดิม ถึงในตอนนี้เขาแตกต่างไปจากเดิม แต่เมื่อได้ััลมปราณของเทพ ใจก็ยังสั่นไม่หาย ฉินซานก้มลงเอามือประกบเข้าหากันและโค้งคำนับในทันที!
“ฮ่า ฮะ เ้าหนู ไม่เลว ไม่เลว น้ำเสียงที่เรียบง่ายแสดงถึงความสุขใจของเทพที่มีให้ฉินซาน”
“ไม่กล้าๆ! ..ข้าแค่โชคดี! ขอรับ ฉินซานพูดอย่างนอบน้อม”
“เ้าได้อะไร! จากการทดสอบบ้างละ? ฉินซาน.. เทพได้ถามฉินซานด้วยคำพูดเรียบๆ แต่เสียงก็ยังดังสนั่นทำให้ฉินซานวูบไปครู่หนึ่ง”
“ธรรมชาติคือข้า ส่วนข้าคือธรรมชาติ นี้คือความหมายของจิตขอรับ ฉินซานได้พูดด้วยความมั่นใจถึงสิบส่วน”
“อือ ดูเหมือนเ้าจะเข้าใจถึงธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง ดีๆ!..เอาล่ะ!.. ข้าจะอธิบายถึงสิ่งที่เ้าจะได้รับหลังจากผ่านการทดสอบ ฟังข้าให้ดีละ”
เทพได้อธิบายกับฉินซาน สิ่งที่เขาใช้ในการทดสอบก่อนหน้าเรียกว่าปราณจิต ไม่ว่าจะเป็โล่หรือเป็ธาตุต่างๆที่แสดงเป็รูปร่างนั้น เป็แค่มโนภาพอย่างหนึ่งที่สามารถใช้ได้ในจิตสำนึกเท่านั้น สิ่งนี้จะเป็พลังเสริมที่สำคัญอย่างมากในโลกของการบ่มเพาะ
ปราณจิต คือ พลังที่ไร้รูปของจิตใจเมื่อผ่านการทดสอบสิ่งได้รับคือ สามารถััได้ถึงเสียงในระยะหนึ่งกิโลเมตร สามารถคาดการณ์เวลาล่วงหน้าได้หนึ่งวินาที และยังสามารถใช้จิตข่มจิตคู่ต่อสู้ได้ หากจิตของอีกฝั่งอ่อนแอกว่าจิตของตนเองจะทำให้คู่ต่อสู้นั้นกดดันจนไม่สามารถขยับร่างกายได้
เทพยังอธิบายอีกว่าปราณจิตไม่ใช้พลังที่ต้องบ่มเพาะแต่อย่างใด การเพิ่มความสามารถของปราณจิตนั้น ต้องเพิ่มด้วยประสบการณ์การต่อสู้ ยิ่งต่อสู้มากระดับของจิตก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ปรมาจารย์ในโลกอาณาจักรสายเืบางคนแค่ใช้จิตข่มจิต ก็สามารถทำให้คู่ต่อสู้นั้นศิโรราบได้ในทันที!
ดวงตาฉินซานเปล่งประกายถึงเจ็ดส่วน นี้คือสิ่งที่เขาชื่นชอบเป็อย่างมาก การได้รับทักษะเพิ่มขึ้นมา ด้วยการฝึกฝนหรือต่อสู้ โดยไม่ต้องอ่านตำราให้มากมาย
“ขอรับ ท่านเทพ ปราณจิตมีระดับที่สิ้นสุดไหมขอรับ!.. ด้วยความอยากรู้ถึงทักษะที่ตนมี ฉินซานได้พูดด้วยความสงสัยใคร่รู้”
"ปราณจิตไม่มีที่สิ้นสุด! เทพได้พูดตอบ..พร้อมกับกล่าวอธิบายต่อ"...
ปราณจิตคือจิตใจ ไม่มีรูป ไม่มีร่าง การพัฒนานั้นย่อมไม่มีที่จำกัด ทั้งสามสิ่งที่เ้าได้รับไม่ว่าจะการัั การคาดการณ์และการข่มจิตนั้น ย่อมสามารถเพิ่มขอบเขตได้อย่างไม่มีเงื่อนไข..
"ฮ่า ฮา.. หลังจากนี้ข้าจะออกไปล่าสัตว์ .ให้หมดป่าไปเลย ฉินซานได้นึกคิดขึ้นใจกับหน้าตาที่เบิกบาน"
เมื่อฉินซานเข้าใจถึงปราณจิต เขาได้ถามถึงเหตุผลของสายเืต่อเทพในทันที ด้วยความที่เขาคิดว่าสายเืคงเป็สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่เขาจะได้รับในตอนนี้ ด้วยความคลั่งไคล้ของฉินซานนั้นไร้ที่สิ้นสุด..
“ท่านเทพขอรับ! ข้ายังสงสัยเกี่ยวกับสายเืที่ข้าจะได้รับ ช่วยกระจ่างให้กับความโง่เขลาของข้าได้ไหมขอรับ!? ฉินซานได้พูดด้วยความหวังที่ใคร่รู้ถึงสิบส่วน”
“รายละเอียดต่างๆ เ้าไปถามกับผู้เฒ่าของเ้าเถอะ! ขณะนี้เวลาของข้าใกล้จะหมดแล้ว ดันเจี้ยนก็คงสภาพไว้ได้ไม่นานนัก เ้ารวบรวมสมาธิก่อน! ข้าจะทำพิธีถ่ายสายเืให้เ้า”
เนื่องด้วยตอนนี้! ระบบของดันเจี้ยนกำลังทลายลงไม่ว่าดันเจี้ยนใดๆ หากเปิดโลงศพได้และรับการทดสอบจนสำเร็จนั้น ดันเจี้ยนจะพังทลายด้วยระบบของาาที่ตั้งไว้ ฉินซานได้ผ่านเงื่อนไขทุกประการของดันเจี้ยนทั้งหมดแล้ว และยังได้การยอมรับจากเทพระบบจึงพังทลายจึงเริ่มขึ้น!!..
ย้อนไปอีกด้านหนึ่ง...
ผู้เฒ่าที่กำลังเดินไปเดินมาในดันเจี้ยน เขาได้เฝ้าฉินซานที่หน้าโลงศพมาตลอดทั้งสองวัน ดันเจี้ยนเริ่มพังทลายลง ผู้เฒ่าเป็ห่วงฉินซานเป็อย่างมากที่เขาได้ยัดเยียดทุกอย่างของตนให้ฉินซานแบกรับ ถึงเขาจะรู้สึกแบบนั้น เขาก็ยังเชื่อใจฉินซาน ว่าฉินซานเท่านั้นที่สามารถแบกรับชะตากรรมนี้ได้
“เ้าหนู! เ้าคือความหวัง ตระกูลของข้า และข้าเชื่อว่า ข้านั้นเลือกไม่ผิด ถึงชะตากรรมของเ้าหลังจากนี้จะทรหดเพียงใด ข้าก็ยังเชื่อ ว่าเ้าผ่านมันได้แน่นอน! ผู้เฒ่าพูดในใจด้วยสีทางท่าทางที่รู้สึกผิดไปไม่น้อย”..
“หลังจากนี้ข้าจะทำให้เ้าแข็งแกร่งโดยไร้ที่เปรียบ! ข้าต้องเตรียมทรัพยากรไว้สำหรับเ้าก่อน จะมัวแต่ครุ่นคิดให้เสียเวลาไม่ได้ ผู้เฒ่าพูดด้วยใจที่ร้อนลน”
เมื่อรู้ว่าดันเจี้ยนกำลังพังทลายลง ผู้เฒ่าไม่รอช้าที่จะเตรียมทรัพยากรรอฉินซานไว้ เขาได้เก็บสมบัติทุกอย่างในดันเจี้ยนไว้ในแหวนมิติที่เขาเตรียมมาทั้งห้าวง แหวนมิติหนึ่งวงสามารถใส่สิ่งของวัตถุต่างๆได้ห้าลูกบาศก์เมตร ซึ่งเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำเกือบห้าพันลิตร สิ่งของในดันเจี้ยนล้นเหลือจนไม่สามารถนำกลับไปได้ทั้งหมด ผู้เฒ่าได้เลือกแค่สิ่งของล้ำค่า จำนวนบ่งบอกถึงสิ่งของที่มหาศาลไม่สามารถประมวลเป็ราคาได้..
แหวนมิติทั้งห้าวงเป็แหวนระดับสูงสุดในอาณาจักรสายเื จำนวนความจุยิ่งมากราคาของแหวนยิ่งสูงขึ้น ความจุสูงสุดของแหวนมิติเก็บสิ่งของคือห้าลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็สินค้าชิ้นหนึ่งของช่างหลอมศาสตราในอาณาจักรสายเื
ย้อนกลับมาที่...ฉินซาน
“ขอรับ! ท่านเทพ เมื่อฉินซานไม่ได้คำตอบเกี่ยวกับสายเื เขาจึงได้ทำตามคำแนะนำเพื่อสืบทอดสายเืให้สำเร็จ เขาจะได้กลับไปเข่นถามข้อมูลจากผู้เฒ่า ด้วยความกระหายรู้ที่มากมาย”
ฉินซานได้นั่งขัดสมาธิเพื่อจัดระเบียบลมหายใจให้คงที่ เทพได้ทำพิธีบางอย่างและได้กล่าวขึ้น.. [โลกานี้โลหิตข้ามีแค่หนึ่ง ใครหวังพึ่งจะต้องดับสลาย สรรพสิ่งจงเป็พยาน ผู้สืบทอดของข้ามีหนึ่งเดียวคือฉินซาน] เมื่อเทพกล่าวจบ...
จากมิติที่มีแต่ดวงดาวกลับมีแสงเรืองรองเปล่าจ้าขึ้นมาจากด้านหน้าของฉินซาน ปรากฏเป็รูปร่างคล้ายศิลาจารึกที่ทำด้วยทองขนาดเท่าตัวฉินซาน แสงสีครามป่นทองได้แพร่กระจายออกเป็วงกว้างทั่วทั้งมิติสิ่งนี้เรียกว่า ‘ศิลาโลหิต’
ศิลาโลหิต คือวัตถุชนิดหนึ่งที่เทพแห่งสายเืได้สร้างจากเืเนื้อของตน เพื่อถ่ายทอดสายเืให้ผู้ที่ไม่ใช่ลูกหลานของตนได้สืบทอด สิ่งนี้ในอาณาจักรสายเืเรียกว่า ‘ศิลาสืบทอด’ เป็คำเรียกในยุคปัจจุบัน
ศิลาโลหิตได้มุ่งตรงมาที่ฉินซาน จากรูปร่างขนาดใหญ่ได้ย่อส่วนลงเท่าฝ่ามือฉินซาน ศิลาจากที่เป็วัตถุในตอนต้นได้กายเป็ิญญาไร้รูป ได้มุ่งตรงมาที่หน้าผากของฉินซานแล้วหายวับไปกับตา ตัวอักษรสีครามปรากฏขึ้นบนหน้าผาของเขาได้เขียนว่า ‘เทพเ้าแห่งโบราณ’
ภาพปรากฏขึ้นในจิตของฉินซาน เืของเขาสูบฉีดด้วยความเร็วสูง ฉินซานรู้สึกถึงความร้อนที่กำลังแผดเผาร่างกายของเขา ภาพแสดงให้เห็นถึงเส้นสายเืสีครามเพิ่มขึ้นมาในร่างกายของเขา คล้ายกับงูที่กำลังเลื่อยพันสายเืดั้งเดิมของเขาและกำลังจะผสานซึมซับรวมกันเป็หนึ่ง!
“ไม่ทันการแล้ว!! คงให้ผู้เฒ่าของเ้าหนูนั้นจัดการต่อแล้วกัน เทพได้พูดกับตนเอง”
เทพได้ปลุกฉินซานให้ตื่นจากภวังค์ เวลาในดันเจี้ยนหมดลงแล้ว! ฉินซานรับรู้ได้ถึงพลังที่อยู่ภายในจำนวนมากกำลังปะทุราวกับูเาไฟที่กำลังจะะเิ เทพได้หยุดเวลาการซึมซับของฉินซานเพราะดันเจี้ยนในตอนนี้ได้พังทลายลงแล้ว ไม่ทันใดเทพได้ส่งตัวฉินซานให้ออกไปจากโลงศพในทันที โดยที่ไม่ได้พูดถึงรายละเอียดต่างๆ
"ไอผีแก่....ข้ากลับมาแล้ว!!"...
....โปรดติดตามตอนต่อไป...