ท่านพ่อ! ข้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนาง

    ตอนที่ 37 ท่านแม่ต้องคลอดน้องชาย

            “ท่านพ่อ ข้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนาง จบงานสร้างบ้านแล้ว ท่านอยู่บ้านอ่านตำราเถิด ไม่ต้องไปทำงานแล้ว” ฮั่วหมิงจูยืนยันความต้องการของตนเองอีกครั้ง

            ฮั่วหนานอันกลอกตามองบน “เจ้าพูดนับพันครั้งแล้วกระมัง คิดว่าขุนนางเป็นง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ ท่านปู่ของเจ้าใจแข็งยิ่งกว่าหินผา พ่อเขียนจดหมายไปสำนึกผิด แต่ท่านปู่ของเจ้ายังไม่ยินยอมอนุญาตให้พวกเรากลับเมืองหลวง”

            สิ่งที่บอกบุตรสาว ฮั่วหนานอันมิได้โกหกแต่อย่างใด เขาเขียนจดหมายสำนึกผิดและขอโอกาสแก้ตัวส่งไปถึงบิดานานนับเดือนแล้วกระมัง แต่บิดาส่งจดหมายตอบกลับมาว่า ยังไม่อนุญาตให้ตนและครอบครัวกลับเมืองหลวง

            “ท่านพ่อก็น่าจะรู้จักท่านปู่ดี ไม่มีทางที่ท่านปู่จะให้พวกเรากลับเข้าเมืองหลวงในเร็ววันแน่”

            ฮั่วเจินจูบอกกับบิดา ทุกคนในตระกูลต่างทราบดีว่าท่านปู่เป็นคนเด็ดขาด มิใจอ่อนเพราะแค่คำว่าสายเลือด หากมิได้มีนิสัยเช่นนี้ ท่านปู่จะควบคุมกองทัพของสกุลฮั่วเกือบสามแสนได้อย่างไร

            “เอาล่ะ เจ้าไม่ต้องเศร้าไป พ่อมีข่าวดีจะมาบอก”

            ฮั่วหมิงจูมีแววตาเปล่งประกายทันใดกับคำว่าข่าวดี “ข่าวดีอันใดหรือเจ้าคะ”

            “โรงเรือนที่เจ้าต้องการให้สร้าง ถูกสร้างเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านถามพ่อว่าจะเริ่มเมื่อใด”

            “จริงหรือเจ้าคะ” ฮั่วหมิงจูตื่นเต้น “บ่อเงินบ่อทองของครอบครัวเรากำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว” การค้าอาหารทะเลแห้ง คือบ่อเงินบ่อทองส่วนตัวของบ้านสาม หวังว่าทุกอย่างจะประสบผลสำเร็จ

            “พี่สาวต้องเข้าไปช่วยงานท่านพ่อด้วยนะเจ้าคะ”

            ฮั่วหมิงจูเขย่าแขนพี่สาวผู้ปราดเปรื่องในด้านการค้า ชาติที่แล้วพี่สาวของนางดูแลการค้าในจวนจนทรัพย์สมบัติงอกเงย สามารถเลี้ยงดูกองทัพเกือบสามแสนนายให้อิ่มท้อง แม้ว่าจะเกิดภัยพิบัติจนคลังหลวงเกิดปัญหาก็ไม่กระทบกระเทือนถึงเสบียงกองทัพสกุลฮั่ว

            “เจ้าเป็นคนต้นคิด ไฉนเป็นข้าที่ต้องวุ่นวาย”

            “เพราะพี่สาวปราดเปรื่องอย่างไรล่ะ ท่านพ่อมีผู้ช่วยอย่างท่าน บ่อเงินบ่อทองของบ้านสามต้องรุ่งเรืองอย่างแน่นอน ข้าเป็นเพียงเด็กน้อยร่างกายอ่อนแอ ย่อมสู้พี่สาวไม่ได้”

            “หึ! ประจบประแจงให้มันน้อยหน่อย ข้าโตกว่าเจ้าเพียงสองปี จะปราดเปรื่องอย่างไรก็ยังไม่ปราดเปรื่องเท่าผู้ใหญ่” ฮั่วเจินจูแค่นเสียงขึ้นจมูก จิ้มหน้าผากน้องสาวที่แหงนหน้าส่งยิ้มให้

            “พวกเจ้าทั้งสองปราดเปรื่องยิ่งกว่าผู้ใหญ่หลายคนเสียอีก ฉะนั้นอย่าโต้เถียงกันไปเลย เอาเป็นว่าพ่อจะจัดเรื่องนี้ให้เข้าที่เข้าทาง จะได้มีเวลาอ่านตำรา”

            มองดูบุตรสาวทั้งสองโต้เถียงกันตามประสาเด็ก รอยยิ้มของฮั่วหนานอันก็เผยจนเต็มใบหน้า เนื่องจากยามอยู่ที่จวนในเมืองหลวง เขาไม่เคยสนิทกับบุตรสาวคนโต

            ภาพการทะเลาะกันแต่เต็มไปด้วยความห่วงใย ทำให้หัวใจของฮั่วหนานอันเหมือนถูกเติมเต็ม ให้ความรู้สึกว่านี่สิคือคำว่าครอบครัว

            “ท่านพ่อจะอ่านตำรา!” บุตรสาวทั้งสองตะโกนถามบิดาพร้อมกัน

            “ใช่น่ะสิ”

            “แสดงว่าท่านจะสอบขุนนาง” เด็กทั้งสองยังคงถามด้วยประโยคเดียวกัน

            “แน่นอน พวกเจ้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนางมิใช่หรือ บิดาเจ้าผู้นี้จะต้องเป็นขุนนางให้ได้ตามที่พวกเจ้าต้องการ”

            ฮั่วหนานอันยืนกอดอก เขาค้นพบแล้วว่าแม้จะไม่ได้เป็นขุนนาง ชีวิตก็เหมือนเดินเท้าเปล่าอยู่บนปากเหว ทั่วใต้หล้ามีคนชั่วพร้อมจัดการกับผู้ที่อ่อนแอกว่าอยู่ถมเถ ยิ่งอ่อนแอยิ่งตกเป็นเป้าของผู้อื่น

            “เย้! เย้!”

            ฮั่วหมิงจูลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นบนเตียงจนลืมไปเลยว่าตนเองป่วยอยู่ ทางด้านฮั่วเจินจูผู้เป็นพี่สาวก็ดีใจไม่แพ้กัน ทว่านางยังคงรักษามารยาทจึงนั่งปรบมือแสดงออกว่าดีใจ

            “ข้าจะมีบิดาเป็นขุนนางแล้ว”

            ฮั่วหมิงจูเข้าไปอุ้มเถียนเถียนขึ้นมากอด แล้วย่ำเท้าไปทั่วเตียงนอน ถ้าบิดานางเป็นขุนนาง สกุลฮั่วจะมีคนช่วยปกป้องอีกคน

            หวังซื่อส่ายหน้ากับอาการดีใจของบุตรสาวที่มันมากจนเกินเหตุ

            “ลืมไปแล้วหรือว่าตัวเองป่วยอยู่”

            ดุบุตรสาวผู้ไม่ประมาณตน ร่างกายอย่างกับลูกแมวน้อยป่วย กลับอุ้มกระต่ายกระโดดไปทั่วเตียง ไม่กลัวเลยว่าจะกลับมาป่วยอีกครั้ง

            “ท่านแม่เจ้าคะ ข้าเพียงดีใจมากไปหน่อย ท่านพ่อจะเป็นขุนนางแล้ว”

            กระโดดเข้าไปกอดมารดา รอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้าจนใบหน้าซีดเซียวแดงปลั่ง

            “เพียงพ่อเจ้าบอกว่าจะอ่านตำรา เจ้ากลับคิดไปถึงตำแหน่งขุนนางเสียแล้ว”

            สิ่งที่สามีพูดกับบุตรสาว นางได้ยินทั้งหมด และแอบขำอยู่ในใจกับการช่างจินตนาการของบุตรสาวทั้งสอง ยังไม่ทันแม้แต่ก้าวขาเข้าร่วมสนามสอบ ทั้งสองดีใจราวกับว่าบิดาสอบผ่าน รอแต่งตั้งตำแหน่งขุนนาง

            “ข้าเชื่อว่าท่านพ่อต้องทำได้อย่างแน่นอน ท่านพ่อยอดเยี่ยมที่สุด”

            ฮั่วหนานอันรับรู้ถึงความเชื่อมั่นที่บุตรสาวคนเล็กมีต่อตนก็เกิดกระดากอาย ไม่รู้ว่าบิดาอย่างตนมีอะไรดี ถึงได้ทำให้บุตรสาวเชื่อมั่นได้เพียงนี้ ขนาดเขายังไม่เชื่อมั่นใจตนเองเท่าบุตรสาวมาก่อน

            “ท่านไปชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกายได้แล้ว” หวังซื่อหันไปบอกสามีที่มัวแต่ยืนเขินกับคำชมของบุตรสาว

            ฮั่วหนานอันพยายามปั้นหน้าให้เคร่งขรึม เพื่อไม่ให้ภรรยาคิดว่าตนเองหลงระเริงไปกับคำชมของบุตรสาว

            “วันนี้ยกไม้จนปวดบ่าไปหมด เมื่อยจะตายอยู่แล้ว” ระหว่างที่กำลังจะเดินออกจากห้อง ฮั่วหนานอันบ่มพึมพำพร้อมกับทุบไหล่ทั้งสองข้าง หวังให้ภรรยามาช่วยนวดบ่าให้เหมือนอย่างเคย

            การบ่นของฮั่วหนานอันแน่นอนว่ามันดังมาเข้าหูของภรรยา หวังซื่อจัดการให้บุตรสาวคนเล็กนั่งลงกับที่ แล้วสั่งให้บุตรสาวคนโตคอยช่วยดูแลน้องสาวไม่ให้ทำอะไรแผลงๆ จนส่งผลให้สุขภาพแย่ จากนั้นนางก็ตามไปนวดบ่าให้กับผู้เป็นสามี

            “เฮ้อ ท่านแม่ช่างน่าสงสารเสียจริง”

            ฮั่วเจินจูถอนหายใจ สงสารมารดาที่ต้องเหนื่อยทำงานบ้าน และยังต้องคอยปรนนิบัติบิดา

            “ไม่น่าสงสารหรอกเจ้าค่ะ สามีภรรยาต้องดูแลกันถูกแล้ว หรือว่าพี่สาวไม่ต้องการมีน้องเพิ่มมาอีกคน” ฮั่วหมิงจูขยับเข้าไปนั่งพิงไหล่พี่สาว

            “เป็นเด็กกลับชอบยุ่งเรื่องของผู้ใหญ่” จิ้มหน้าผากน้อย ๆ ด้วยความหมั่นไส้

            “พี่สาวก็อยากมีน้องชายเหมือนข้านั่นแล อย่าปากแข็งไปเลย”

            ยังคงกระเซ้าพี่สาวผู้ชอบทำตัวเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลา

            “เจ้าทำเหมือนว่าการมีน้องชายมันง่าย”

            รุ่นหลานของสกุลฮั่วมีแต่สตรี ถ้ามีหลานชายท่านย่าคงต้องจัดงานเลี้ยงเจ็ดวันเจ็ดคืน ฮั่วเจินจูเคยได้ยินผู้คนนอกจวนซุบซิบกันว่า สกุลฮั่วเข่นฆ่าผู้คนไปจำนวนมาก สวรรค์จึงลงโทษไม่ให้มีบุตรชายสืบทอดสกุล

            หึ! พวกปากมอม ถ้าไม่มีสกุลฮั่วคอยรับมือกับศัตรูเพื่อปกป้องต้าฉี มีหรือที่พวกลูกหลานขุนนางขี้ขลาดจะเสพสุขในเมืองหลวงได้สบายอย่างทุกวันนี้

            ต่อให้ไม่มีรุ่นหลานเป็นบุรุษ สตรีอย่างพวกนางก็สามารถสืบทอดสกุลได้มิแพ้บุรุษ

            “ให้ท่านแม่คลอดบุตรออกมาเยอะๆ ต้องมีสักคนที่เป็นบุรุษ”

            “เจ้าเด็กเหลวไหล ท่านแม่หาใช่แม่หมูแม่สุนัข จะได้คลอดบุตรออกมาเยอะๆ อย่างที่เจ้าหวัง” ลุกขึ้นเท้าสะเอว ถลึงตาดุน้องสาวผู้ชอบเข้าไปยุ่งเรื่องของผู้ใหญ่

            “เอาล่ะ ข้ายอมแพ้แล้ว พี่สาวอย่าโมโหไปเลยนะเจ้าคะ” กะพริบตาปริบๆ ออดอ้อน ชูเถียนเถียนน้อยขึ้นแล้วแกว่งไปแกว่งมา

            “เอาตัวรอดเก่งนักนะ” จิ้มจมูกเชิดรั้นของน้องสาว แล้วขึ้นมานั่งลงบนเตียงเพื่อเล่นกับกระต่ายน้อยที่เพิ่งหายจากอาการป่วยเช่นเดียวกับผู้เป็นเจ้าของ

            โอวหยางเพ่ยเพ่ยนำยามาส่งลูกศิษย์ ได้ยินเสียงหัวเราะอันสดใสดังออกมาจากในห้องก็เบาใจ ส่งยาให้กับแม่นมเจียงแล้วกลับบ้านของตนเองไปอย่างเงียบๆ


    คล้ายกับเรื่องท่านพ่อ! ข้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนาง ที่คุณอ่าน