จากดาว... สู่ดาว(2)[หมู่บ้านเสโตโปลามัสกัส]
...ท่ามกลางการประชุมของหมู่บ้านลามัสในตอนเย็น ตัวเล็กนั่งข้างริเวนด้าไม่ยอมห่างเสมือนว่านั่นคือผู้ปกป้องคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในชีวิต ทั้งคู่ปะปนอยู่กับผู้คนในหมู่บ้านที่มาร่วมประชุม
ทุกคนต่างก็นั่งที่ของตัวเองซึ่งถูกจัดไว้แล้วอย่างเหมาะสมเป็ระเบียบ
ผู้ที่ยืนเด่นต่อหน้าทาระกำนัลก็คือ ชายผู้มีสีผิวลายเสือดาวนั่นเอง ผ้าที่เขาสวมมีเพียงกางเกงตัวเดียวสีเขียวเข้ม ทั้งตัวเต็มไปด้วยขนละเอียด ดูเผิน ๆ คล้ายกับเป็ิั เว้นบริเวณส่วนหน้าอกกำยำขาวสะอาด เปลือยเปล่าของเขาเท่านั้น ที่มีขนเพียงเล็กน้อย
“อย่างที่ทุกคนได้ทราบแล้วเมื่อตอนกลางวัน ว่าวันนี้ มีพัสดุส่งมา แต่ว่าครั้งนี้เป็มนุษย์ ไม่ใช่วัสดุอุปกรณ์ และดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ทาสด้วย คนที่ถูกส่งมาเป็เด็กผู้หญิง ผมเรียกเธอว่าตัวเล็ก และเธอจะมีอิสระที่นี่เพราะที่นี่ไม่สนับสนุนให้มีการใช้ทาส หรือค้าทาสใดๆ ทั้งสิ้น และหากผมรู้ว่าคนที่ถูกส่งมา มีใครบางคนซื้อเพื่อเป็ทาสแล้วหละก็ คนๆ นั้น จะต้องออกจากดาวนี้ไป ทางการไม่มีวันเอาไว้ รวมถึงผม จะไม่ปกป้องไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น...” เสียงของอารยันเปี่ยมด้วยพลัง เด็ดขาดเข้มแข็งสมกับที่เป็หัวหน้าหมู่บ้าน
“ผมอยากรู้ต้นสายปลายเหตุความเป็มาของเด็กนะ แต่ที่เรียกประชุมในวันนี้มีเื่อื่นที่สำคัญมาแจ้งให้ทราบก่อน ใครที่อยากรู้ความเป็มาของเด็กให้รอจนจบวาระการประชุม...” มนุษย์ลายเสือดาวสูดหายใจเข้าฟอดใหญ่ก่อนจะพูดต่อไปอีก “มีรายงานมาว่า ขณะนี้มีคนจากดาวดวงอื่นนำยานมาลงจอดยังดาวของเรา ซึ่งไม่ระบุว่ามาจากดาวดวงไหน หรือสังกัดกลุ่มดาวใด อาจจะเป็กลุ่มดาวจักรพรรดิอย่างพวกเรา กลุ่มดาวประชาธิปไตย หรือกลุ่มดาวเผด็จการก็ได้ ให้ทุกคนคอยช่วยสอดส่องดูคนที่อาจมาท่องเที่ยวด้วย ข่าวนี้เป็ข่าวจากทางการกรองมาแล้วว่าเป็ความจริง ที่น่าสงสัยคือพวกเขาลงมาอย่างลับ ๆ ไม่ติดต่อทางการ มาถึงก็สูญหายไปติดต่อไม่ได้ ตามหาไม่พบ”
“ท่านพ่อกลัวว่าจะเป็พวกจับคนต่างดาวไปขายเรอะ?” ชายคนหนึ่งซึ่งดูแก่กว่าคนที่เขาเรียกว่าพ่อ ถามขึ้นท่ามกลางการประชุม
“ไม่ใช่แค่นั้น” ผู้ที่ถูกเรียกว่าท่านพ่อตอบ “การคมนาคมในกาแล็กซีไม่ได้ยากอะไร ถึงแม้จะไกลแสนไกลกันก็ตามวันเดียวก็ไปถึง แต่กาแล็กซีเรานั้นกว้างใหญ่ การปกครองไม่ลงรอยกันเลย มีการแบ่งฝ่ายเพื่อยึดครองดวงดาวหลายต่อหลายดวง ข้างนอกนั่น ทางการของดาวเราเกรงว่า มันจะมาเพื่อหลบหนีการจับกุม อาจเป็พวกลี้ภัยทางการเมือง หากเป็อย่างนั้นเท่ากับนำามาให้กับเราได้”
“ไม่ก็พวกสปาย” เด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น” ถ้าเขาเป็สปาย มาล้วงข้อมูลของดาวเราหละท่านพ่ออารยัน?”
“ก็ไม่แน่ ดาวเราไม่ได้มีอะไรที่ลับลมคมในหรือมีข้อมูลอะไรมากมาย เป็ดาวชั้นประชากรที่ดูแลทรัพยากรส่งไปให้ดาวใหญ่ ก็เท่านั้น...” ผู้นำตอบกลับเด็กหนุ่ม “...ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยใช่ไหม?” เขาไม่ลืมให้กำลังใจสำหรับการกล้าแสดงออกของลูกบ้านหนุ่มน้อย ทำให้เ้าของคำถามยิ้มด้วยความมั่นใจ
“ยังไงก็เป็หูเป็ตาให้กันนะ...แล้วเื่ต่อไป ฯลฯ” ...
..."สำหรับวันนี้คงพอแค่นี้ก่อน ขอทุกคนกลับที่พักโดนสวัสดิภาพ" อารยัน หัวหน้าหมู่บ้าน เสโตโปลามัสกัส ผู้มีผมแดงผิวลายเสือดาวกล่าวจบการประชุม หลังจากได้บอกกล่าวพูดคุยเื่ราวต่าง ๆ กับลูกบ้านของเขาเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว
เขา ได้หันหน้ามาทางเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่เขาตั้งชื่อให้ว่า ตัวเล็ก ซึ่งนั่งตัวติดกับ ริเวนด้า สาวผู้มีกายสีฟ้าใสั้แ่แรกเริ่มประชุม อารยันยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นมา“...ริเวนด้า เธอพาตัวเล็กมานี่หน่อยสิ”
สาวผิวกายสีฟ้าได้ยินดังนั้นก็ก้มลงมอง เด็กผู้หญิง พร้อมกับส่งยิ้ม
ตัวเล็กพยักหน้ารับ ทั้งคู่จึงลุกจากที่ช้า ๆ ก้าวเท้าไปพร้อมกัน
เมื่อเด็กมาถึงอารยันก็นั่งลงชันเข่า มือข้างหนึ่งยื่นไปโอบแขนเด็กช้า ๆ แต่ว่ามั่นคง สายตาจ้องมองเด็กด้วยความเมตตาปรานี
“เอาหละ หนูบอกพวกเราได้ไหมว่า หนูมาจากไหน” อารยันถาม
“หนูอยู่ปทุมธานีค่ะ...” เด็กหญิงตอบ
อารยันทำหน้างง คำว่าปทุมธานี คงไม่ใช่คำที่เขาคุ้นเคยนัก และภาษาที่เด็กหญิงใช้แน่นอนว่าเขาไม่รู้จัก แต่ความเข้าใจในทุกภาษาเกิดขึ้นได้เพราะสัญญาณแม่เหล็กของดาวดวงนี้ทำให้ความคิดของผู้อาศัยอยู่สอดคล้องกันได้
“ดาวปทุมธานี...มันอยู่กาแล็กซีไหนนะหนูรู้ไหม?”
“ดาวปทุมธานี?” ตัวเล็กทำหน้างง
“เอ่อ...” อารยันนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถามอีกครั้งว่า “ปทุมธานีที่หนูจากมาเนี่ย เป็ชื่อเรียกของอะไร?”
“ปทุมธานีคือจังหวัดที่หนูอยู่ค่ะ พ่อหนูก็เรียกอย่างนั้น แม่หนูก็เรียกอย่างนั้น หนูก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาเรียกว่าอะไร ที่อื่นหนูก็ไม่รู้”
ทั้งหมดงงเป็ไก่ตาแตกเมื่อได้ยินคำตอบจากเด็กน้อย
“หนู อายุเท่าไหร่จ๊ะ?” อารยันถามเพิ่มเติม
“สิบขวบค่ะ” ตัวเล็กตอบอย่างฉะฉาน
“ปกติเด็กอายุ สิบขวบต้องรู้อะไรบ้างนะ หนูรู้จักดวงดาวไหม?”
“ดาว...ที่อยู่บนฟ้า...ค่ะหนูรู้จัก”
“ที่ ที่หนูอยู่เรียกว่า ดาวอะไร?”
“ดาว? " เล็กยังทำหน้างงไม่หาย "หนูอยู่บนโลก ถ้าโลกเป็ดาวนะ พวกน้าเคยอยู่บนดาวเหรอคะทำไมถามแปลก ๆ?”
“คือหนูน้อย...ไม่มีใครบอกอะไรหนูเลยเหรอตอนถูกส่งตัวมาที่นี่?”
“ที่นี่...ที่นี่คือที่ไหนเหรอคะ?”
“ตายห่าละ งานนี้...ใครเป็คนส่งเด็กนี่มาวะ!?” เสียงใครบางคนพูดแทรกขึ้นมา วาระการประชุมก็เงียบสนิทหลังจากนั้น
ทุกคนต่างครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเป็ไปได้...
... “ริเวนด้า การสอบถามนี้คงไม่มีประโยชน์อะไร เราไม่รู้ที่มาที่ไปของเด็กคนนี้เลย เด็กอาจจะสับสน หรือใอยู่...ยังไงฝากเธอช่วยดูแลด้วยนะ” อารยันแหงนหน้าพูดกับสาวผิวสีฟ้าที่ยืนข้าง ๆ เด็ก
เธอพยักหน้ารับคำ
การประชุมจึงสิ้นสุด ไม่มีใครพูดหรือซักถามอะไรอีก ชาวบ้านต่างก็ทยอยกันกลับ โดยมีคำถามที่ใครก็ให้คำตอบไม่ได้ เก็บเอาไว้ไปคิดที่บ้าน...
...ตัวเล็กเดินตามหลังริเวนด้าไปตามเส้นทางกลับที่พัก สายตาเด็กน้อยเศร้าสร้อย เหม่อลอยไร้จุดหมาย
ไม่ว่ายังไงเด็กน้อยก็ตระหนักได้ว่า สถานที่ที่เท้าเธอกำลังย่ำอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่เมืองที่เธอเคยอาศัย
ทางเดินเป็กระเบื้องหยาบเหมือนกระดาษทราย เรียงกันไปเป็ระเบียบคล้ายกับศิลปะกระเบื้องโมเสส
เสาไฟสองข้างทางเปล่งแสงสีส้มสลัว แต่กลับทำให้มองเห็นทางเดินได้อย่างชัดเจน
ถัดออกไปเป็บ้านเรือนโรงที่มีรูปทรงคลายทรงกระบอก มีการตกแต่ง ทำให้เกิดเหลี่ยม มุมอย่างสมมาตร คล้ายกับผลึกอัญมณี
บางหลังตัวบ้านคล้ายกับกระบอกไม้ไผ่แบ่งเป็ปล้อง ๆ แทบทุกหลังมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน สูงบ้างต่ำบ้างปะปนกันไปตลอดแนวทางเดิน
ผู้คนส่วนใหญ่ใช้การเดินเป็หลักในการไปยังสถานที่ต่างๆ แต่ก็มีหลายคนที่ใช้ยานพาหนะ
“เฟี้ยว!?” เสียงตัดอากาศเบา ๆ ดุจเสียงกระซิบ ลอยผ่านหัวตัวเล็กไป เด็กน้อยมองเห็นพาหนะลำนั้นได้อย่างชัดเจน
มันไม่ได้มีล้อ หรือพ่นไอ มันไร้เสียงของเครื่องยนต์กลไก
ที่ได้ยินเพราะเกิดขึ้นมาจากลมที่มันแล่นผ่านไปเท่านั้น
มันดูบาง เบาและแบนเรียบ เหมือนสิ่งที่ใช้ปูพื้น หรือโต๊ะมากกว่า
หากไม่มีคนนั่งอยู่บนนั้นคงมองไม่ออกหรอกว่า จะเป็ยานพาหนะได้
มันคือผ้าใบที่มีคนนั่งอยู่บนนั้น กำลังลอยไปในอากาศ เด็กผู้หญิงมองตามยานตาไม่กะพริบ กระทั่งมันลอยลิบกลืนไปในความสลัว
ริเวนด้าเข้าใจได้ในทันทีว่าตัวเล็กไม่เคยเห็น
“พรมบินจ๊ะ” ริเวนด้าพูดขึ้น
“พรมบิน?” เด็กน้อยเอ่ยออกมาอย่างสงสัย
“ใช่จะ นอกจากพรมบินแล้ว ที่ดาวดวงนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่บินได้ มีใช้กันทั่วทั้งกาแล็กซีที่เราอยู่นี่เลยนะ...หนูคงมาจากกาแล็กซีอื่นแน่ ๆ เลยถึงไม่เคยเห็นสิ่งนี้”
“กาแล็กซี ที่ว่านี่คือ ระบบสุริยจักรวาลที่มีดวงอาทิตย์ กับดาวลอยวนรอบ ๆ ใช่ไหมคะ?”
“นั่นแค่ระบบสุริยะจะตัวเล็ก กาแล็กซีใหญ่กว่านั้น มันคือระบบสุริยะหลายๆ อันรวมกัน” เมื่อเห็นตัวเล็กทำหน้างง ริเวนด้าจึงอธิบายต่อไป “ระบบสุริยะหนึ่ง จะมีดวงอาทิตย์ และดาวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เหมือนกับที่ที่หนูเคยอยู่ โลกใช่ไหมได้ยินหนูบอกแบบนั้น...กาแล็กซีนะมีดวงอาทิตย์ และดวงดาว มากมาย ดาวที่มีสิ่งมีชีวิตก็มากมายหลายดวง”
“งั้น...ก็แสดงว่า หนูกำลังอยู่บนโลกที่ไม่ใช่โลก เหรอคะ?”
“ดาวที่ไม่ได้ชื่อว่าโลก...หนูหมายความว่าอย่างนั้นใช่ไหมจ๊ะ?”
“เอ่อ...ค่ะ” ตัวเล็กนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
เวลานั้นเองทั้งคู่เดินมาถึงประตูที่พัก ซึ่งเป็บ้านของริเวนด้า
เหนือประตูบานคู่มีป้ายขนาดใหญ่เขียนไว้ด้วยตัวหนังสือที่ตัวเล็กก็แปลไม่ออก
บ้านหลังนี้ใหญ่มาก กว้างมากกว่าบ้านหลายหลังที่ผ่านมา มีหลายชั้นสูงขึ้นไปคล้ายกับหอคอยขนาดใหญ่
เสียงเพลงบรรเลงเบา ๆ ลอดออกมา หลังจากที่ประตูบานใหญ่เปิดออกเองช้า ๆ
ภายในนั้นแตกต่างจากห้องโถงกว้างใหญ่โล่ง ๆ ที่ตัวเล็กได้เดินผ่านเมื่อตอนเย็น เวลานี้มันเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย
ขวักไขว่อยู่ภายในห้องโถงกว้างแห่งนี้ บ้างก็กำลังนั่งจิบเครื่องดื่มอยู่บนโต๊ะชุดที่ตั้งไว้ตามมุม และริมผนัง บ้างก็จับกลุ่มยืนคุยกันอยู่ตามจุดต่างๆ
สุดทางมีบันไดใหญ่อยู่กลางห้อง เป็ทางขึ้นเพื่อไปยังระเบียงชั้นสองและวนขึ้นไปเรื่อย ๆ ถึงชั้นบนสุด
ตัวเล็กมีความรู้สึกว่าอยากผ่านห้องโถงไปให้เร็ว
เพราะแต่ละคนภายในนั้น น้อยคนนักจะดูเหมือนมนุษย์ที่ตัวเล็กเคยเห็น
ถึงจะมีรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์โลกอยู่บ้าง แต่สีผิวก็หลากสีแตกต่างไป
นอกจากนี้บางคน ก็มีจมูกยื่นออกมาเหมือนช้าง ไม่ก็สมเสร็จ บางคนก็ตาโปนใหญ่แทบจะเต็มใบหน้า บางคนก็หน้าตาคล้ายกับสัตว์ป่า บางคนก็หน้าตาน่ากลัวเหมือนกับสัตว์ประหลาดวายร้ายในการ์ตูน
ถึงหน้าตารูปร่างของพวกเขาจะแปลกไปจากที่ตัวเล็กเคยเห็นอย่างไร ก็ยังดูเป็มนุษย์อยู่ดี มีแขน ขา ถึงบางคนจะมีเกินมามากกว่าคนอื่น หรือแตกต่างออกไปบ้างก็ตาม
มนุษย์ต่างดาวเ่าั้ทำให้ตัวเล็กต้องแปลกใจ ไม่ว่าตัวเล็กจะเดินผ่านใคร คน คนนั้น หรือกลุ่มนั้น ๆ ก็จะหันมา มีท่าทีต้อนรับ บางคนก็โน้มตัวเล็กน้อย บ้างก็ยิ้มให้อย่างเห็นได้ชัด
แล้วก็หันไปทำสิ่งที่พวกเขากำลังทำต่อไป ไม่มีใครที่จะเดินเข้ามาถาม พูดหยาบหยาม หรือ จ้องมองด้วยสายตาที่ทำให้รู้สึกกดดัน
การที่มีคนใหม่ ๆ รูปร่างแปลก ๆ เข้ามายังที่แห่งนี้ไม่สามารถกระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาได้ ดูเป็เื่ปกติมากกว่า เป็เพราะว่าพวกเขาแต่ละคน ล้วนมาจากคนละที่กันอยู่แล้ว...
... “บีทเทอร์น!” ริเวนด้าเรียกบางอย่างที่กำลังวิ่งมาหาเธอขณะที่กำลังพาตัวเล็กเดินไปที่บันได
เ้าสิ่งนั้น ขนาดตัวไม่ใหญ่นักรูปร่างปราดเปรียว มีขามากกว่าสัตว์ที่ตัวเล็กเคยเห็นคู่หนึ่ง
มันวิ่งด้วยขาสองคู่หน้าหลังเท่านั้น เหน็บคู่กลางไว้ข้างลำตัว ขนที่ปกคลุมดูอ่อนนุ่มอย่างสำลีของมันสีทอง เป็ประกายจับแสงไฟพราวระยับ
ใบหน้ากลมน่ารัก ตากลมใส ใบหูกลมเล็ก ลู่ไปด้านหน้าเมื่อได้ยินเสียงของเ้าของ
“เหมี๋ยว!” เสียงของมันเวลาร้องเรียก มันคือแมวขนทอง ที่มีขาหกขา...
ทันทีที่มาถึงตัวริเวนด้า เ้าบิทเทอร์น กลับยกสี่ขาหน้าขึ้นกางออก คล้ายกับเด็กเรียกให้กอด
มันยืนด้วยสองขาหลังได้อย่างมั่นคง จนน่าประหลาด ยกเว้นเสียงร้อง “เหมี๋ยว หม่าว” ที่ตัวเล็กพอจะคุ้นหู
ริเวนด้าก้มลงไปอุ้มมันขึ้นมาแนบอก แล้วหันมาคุยกับตัวเล็ก “เรามีเื่ต้องคุยกันอีกเยอะตัวเล็ก” ริเวนด้าส่งยิ้ม
ขณะที่ตัวเล็กยืนงงกับภาพทั้งหมดที่ได้เห็น...
...ริเวนด้า ตัวเล็ก และเ้าบิทเทอร์น เดินขึ้นมาถึงห้องสุดทางเดินของชั้นสอง
ประตูเปิดเองโดยอัตโนมัติ ริเวนด้าอุ้มเ้าบิทเทอร์นด้วยสองแขน เธอเดินนำตัวเล็กเข้าไปภายในห้อง แล้ววางเ้าบิทเทอร์นลงบนพื้น
ตัวเล็กเดินตามเข้าไปอย่างว่าง่าย สายตายังจับจ้องดูความน่ารักและแปลกประหลาดของเ้าแมวขนทอง
ตอนนี้ มันเดินอยู่ภายในห้องด้วยสองขาหลังของมันอย่างกับมนุษย์...
... “ที่นี่ หลายอย่างหนูคงไม่เคยเห็นสินะ อาจจะทุกอย่างก็ได้” ริเวนด้าเริ่มชวนคุยหลังจากที่ตัวเล็กเข้ามาในห้อง และประตูปิดลง เธอยิ้มน้อย ๆ แล้วพูด “มานั่งบนเตียงนี้ดีกว่านะจ๊ะ หนูควรจะพักผ่อน ฉันจะเล่าเื่ต่าง ๆ ให้ฟัง นึกซะว่าเป็นิทานก่อนนอนก็แล้วกันนะ เพื่อที่หนูจะได้นำไปใช้ หากว่าจะต้องอยู่ที่นี่ต่อไป”
ตัวเล็กเดินไปที่เตียงอย่างว่าง่าย สิ่งที่ไม่คลายคือแววตาเศร้า ดวงนั้น เธอดูประหม่าเล็กน้อยราวกับว่าเตียงกว้างใหญ่เสียเหลือเกิน
ตัวเล็กค่อย ๆ เท้าสองมือลงบนผ้าปูขนสัตว์นุ่ม ๆ โน้มตัวลงนอนตะแคงช้า ๆ และัักับผ้าห่มที่ริเวนด้าลากขึ้นมาคลุมร่าง จากนั้นมือของพี่สาวก็ค่อย ๆ ฉุดไหล่ของเธอ ให้หงายตัวขึ้น เลื่อนนิ้วเรียวงามลงไปจับไว้ที่มือน้อย ๆ
“ผ่อนคลายจิตใจเถอะนะ” ริเวนด้าเอ่ย “เื่ของหนู หนูค่อยบอกเมื่อไหร่ก็ได้ที่พร้อมนะ แต่พี่อยากให้หนูฟังสิ่งที่พี่จะคุยให้ฟัง” จากนั้นพี่สาวผิวสีฟ้าใสส่องประกายกระจ่างใต้แสงจันทร์ก็เริ่มเล่าเื่ราว
“ที่นี่นะเป็หมู่บ้าน อย่างที่หัวหน้าอารยันได้บอกไป แต่หมู่บ้านที่นี่กว้างขวาง จะเข้าใจว่าเมือง เมืองหนึ่ง หรือประเทศเล็ก ๆ ก็ยังได้ ดาวนี้แบ่งออกเป็หกทวีป บ้านเรานี้อยู่ในทวีปโฟว์สตาร์ ไม่มีประเทศหรอกนะ เป็หมู่บ้านที่คุมพื้นที่ป่ากว้างใหญ่ เพราะเราอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ ในการสร้างอุปกรณ์ต่างๆ ดาวที่เราอยู่ มีชื่อว่ามาร์วิน ปกครองด้วยระบบจักรพรรดิ มีพระราชันของดวงดาว คนของพระาาคอยดูแลทวีป และาาของหมู่บ้าน ที่นี่เรียกาาว่าพ่อ อย่างท่านพ่ออารยัน...” ริเวนด้าพักหายใจครู่หนึ่ง
เมื่อสังเกตเห็นตัวเล็กยังคงลืมตาแป๋วเหมือนตั้งใจฟัง เธอจึงพูดต่อ “ในกาลแลกซี่นี้ มีดวงดาวมากมาย สามารถติดต่อถึงกันได้ และมียานที่พาไปดาวไหนก็ได้ในกาแล็กซีภายในวันเดียว คนที่ชื่นชอบเื่เดียวกัน เขาก็จะไปรวมกลุ่มกันที่ดาวเดียวกันเป็ส่วนใหญ่ ดาววิทยาศาสตร์ พวกนี้ชอบประดิษฐ์ พี่เชื่อว่าที่หนูมาที่นี่ได้ ก็จากเครื่องอะไรบางอย่างของคนพวกนั้นแน่ น่าแปลกตรงที่ว่าไม่มีการบอกกล่าวหรือติดต่อสื่อสารตามมาเลย ปกติถ้ามีคนส่งของอะไรมานะ จะมียานอวกาศบินอยู่นอกดาว แล้วส่งลำแสงลงมาพร้อมกับข้อมูล บางทีก็มีคนส่งของติดมาช่วยอธิบายด้วย พวกขายสินค้าน่ะ จากนั้นเขาก็จะกลับยานด้วยลำแสงตามเดิม...ในกาแล็กซีก็มีดาวทหารด้วย คนพวกนี้ชอบการรบ ไม่รู้จะมีไว้ทำไมเหมือนกันแหละ ได้ยินมาว่าเพื่อปกป้องกาแล็กซี พวกนี้ไม่ได้ส่งตัวเองไปรบหรอกนะ แต่ผลิตและพัฒนาอาวุธ หุ่นยนต์รบอะไรพวกนี้แหละ ดาวนั้นอยู่ขอบกาแล็กซีไกล ๆ นู้นเลย แต่มีสังกัดกระจายเต็มไปหมด แล้วก็มีดาวพ่อค้า เป็ดาวที่ใกล้แกนของกาแล็กซี เอาไว้กระจายสินค้าไปที่หมู่ดาวต่าง ๆ หมู่ดาวก็แยกกันตามเขตการปกครอง มีหมู่ดาวจักรพรรดิ หมู่ดาวประชาธิปไตย และดาวย่อย ๆ อีกมากมาย ทุกหมู่ดาวพยายามขยายเขตกันอยู่ เพราะเื่ทาส การหาผลประโยชน์ และทรัพยากร แต่หนูไม่ต้องกลัวนะ ที่ดาวนี้ถึงจะอยู่ในหมู่ดาวจักรพรรดิ แต่เราเป็ฝ่ายราชัน เราก็ไม่สนับสนุนให้มีทาส พวกใช้ทาสเราเรียกพวกเขาว่าฝ่ายเผด็จการ เราแค่ใช้หุ่นยนต์ก็เพียงพอแล้ว ถึงบางครั้งการทำงานของมันจะติดขัดไปบ้าง ซื่อ ๆ บื้อ ๆ และต้องซ่อมบ่อย ๆ” ริเวนด้าหัวเราะออกมาน้อย ๆ ในขณะที่เล่าเื่ เพราะภาพความทรงจำที่ค้นเจอ คงเป็เื่ตลกที่เธอเคยผ่านมา
“แล้วคนพวกนั้น...ข้างล่างนั่น?” ตัวเล็กถามขึ้น พร้อมกับเผยแววตาสงสัย หน้าผากเด็กน้อยย่นจนสองคิ้วจะชนกัน
“อ้อ...พวกเขามาจากต่างดาว” ริเวนด้าบอก “ที่นี่เปิดเป็ที่พักชั่วคราวให้พวกเขา บ้างก็มาท่องเที่ยว บ้างก็มาคุยธุรกิจอะไรของพวกเขานั่นแหละ เรียกโรงแรมสำหรับผู้มาจากถิ่นอื่น จำง่ายดี”
“แล้วนั่น...?” ตัวเล็กชี้นิ้วไปที่สิ่งมีชีวิตขนสีเหลืองทอง ซึ่งกำลังนอนเอกเขนก รับแสงจันทร์อยู่ริมหน้าต่าง
สิ่งมีชีวิตขาหน้าสี่ขา ขาหลังหนึ่งคู่ เดินหลังตรงได้ เวลาวิ่งกลับวิ่งสี่ขา
มันแกว่งหางของมันไปมาอย่างสบายอารมณ์ ไม่สนสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
ริเวนด้าหันไปมองตามนิ้วชี้ แล้วหันกลับมาส่งยิ้มให้ก่อนจะตอบว่า “อ้อ...เ้าบิทเทอร์น เป็สัตว์เลี้ยงประเภทแมว พี่ก็จำไม่ได้ว่ามันมาจากดาวไหนนะมันคงพลัดหลงกับเ้าของที่มาพักที่โรงแรมแหละ ตอนพี่เจอมัน มันตัวเล็ก เล็ก ผอมกะหร่อง มันมาด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ในครัว คนครัวเลยจับมันมาให้ ตามหาเ้าของเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จะเอาไปทิ้งก็สงสาร...ตอนนี้มันกลายเป็ตัวนำโชคของโรงแรมนี้ไปแล้ว”
“เราคุยกับมันรู้เื่ได้เหมือนที่เราคุยกันนี้ไหมคะ?” ตัวเล็กสงสัย
“ไม่จะ พวกสัตว์เลี้ยงไม่ได้คุยกันด้วยภาษา มันคุยกันด้วยสัญชาตญาณ เราเลยคุยกับพวกมันไม่รู้เื่ แต่ก็มีเื่เล่านะ ว่าบางครั้งผู้คนก็ได้ยินเสียงพูดคุยของพวกสัตว์ด้วยล่ะ แต่เป็เสียงที่อยู่ในป่า พิสูจน์ไม่ได้ หาหลักฐานไม่เจอนอกจาก รอยเท้าของพวกมัน” ริเวนด้าทำเสียงสั่น ตาวาวขณะที่เล่าเื่ราวพิลึก
“อาจจะแค่คนแอบคุยกัน” ตัวเล็กแสดงความคิดเห็น
ริเวนด้าทำหน้ากร่อยเพราะเด็กน้อยไม่ยอมรับมุกหรือรู้สึกตื่นเต้น “ใช่จะ...อาจจะแค่คนแอบคุยกัน” เธอพูด
แล้วเธอก็ได้เห็นรอยยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากของตัวเล็กเริ่มปรากฏขึ้น ก่อนที่มันจะหายไปอย่างรวดเร็ว
“หนูมีอะไรสงสัยเกี่ยวกับที่นี่อีกไหมจ๊ะ?” ริเวนด้าถาม
ตัวเล็กส่ายหัวน้อย ไม่มีคำตอบใด ลอดออกมาจากริมฝีปากสีชมพูเล็ก ๆ ของเธอเลย
“โอเคจะ งั้นหนูนอนพักผ่อนนะ การผ่อนคลายจะทำให้ค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับที่นี่ได้” พูดจบวิเรนด้าก็ลุกออกจากเตียงเดินไปที่ประตู เธอดีดนิ้วเสียงดัง เป๊าะ! แล้วความสว่างไสวของไฟบนเพดานก็พลันดับลง
ประตูค่อย ๆ แง้มออก เผยให้เห็นแสงไฟจากทางเดินนอกห้องสาดเข้ามา “ราตรีสวัสดิ์นะจ๊ะตัวเล็ก” เสียงใส ๆ ของริเวนด้าลอยมาอีกครั้งก่อนที่ประตูจะปิด
ภายในห้องเหลือเพียงแสงจากพระจันทร์เท่านั้นที่ให้ความสว่าง
ตัวเล็กหลับตา กระชับผ้าห่มเข้ามากอดเอาไว้แน่น ประหนึ่งว่าจะมีใครสักคนมาขโมยมันไป
น้ำใส ๆ เริ่มไหลซึมออกจากสองตากลม บรรยากาศภายในห้องนั้นอบอุ่น แต่บรรยากาศภายในใจของตัวเล็ก ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะหนาวเหน็บสักเพียงใด
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งในห้วงจิต ตัวเล็กรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังไต่ขึ้นมาบนเตียง ััได้จากความยุบตัวของผ้าห่ม และการเบียดเสียดของบางอย่าง ทาบทับลงบนท่อนขา
ความจริงเป็เวลาดึกมากแล้วที่ตัวเล็กไหวตัวสะดุ้งตื่น แสงพระจันทร์ลับเงาตึกไปแล้ว ทั่วห้องมืดสลัว พยายามมองหาใครก็ไม่เห็น
สิ่งนั้นค่อย ๆ คืบ คลานขึ้นมาช้า ๆ จนถึงบริเวณท้องน้อยด้วยแรงกดแ่เบา ตัวเล็กรีบหันตะแคงข้างหวังให้เ้าสิ่งนั้นหลุดออกไป
แต่มันกลับขดตัวช้า ๆ ทำตัวกลม ๆ อยู่กับที่บริเวณท้องของเด็กน้อย
ในขณะที่ตัวเล็กนอนสั่นไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรกันแน่
“เหมี้ยว! ครืด! ๆ ๆ ” เสียงครางเหมือนกระซิบ ตามมาด้วยเสียงลมหายใจแ่ บอกได้ทันทีว่าเ้าสิ่งนั้นคือ บิทเทอร์น แมวต่างดาว ที่ตอนนี้มันขึ้นมานอนด้วย เพื่อหวังความปลอดภัย และไออุ่นจากผ้าห่มของเด็กน้อย
ตัวเล็กถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความกลัวเมื่อครู่สลายไปหมดสิ้น อย่างน้อยคืนนี้เธอก็ยังมีเพื่อนอยู่ด้วยตัวหนึ่ง ถึงแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยก็ตาม...
©Witchmedal