เสียงผู้คนเผ่าเทพดังเซ็งแซ่ แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่ศาลจะทำสิ่งใด เทพีน้ำค้างเหมันต์พลันก้าวออกมากลางโถงศาล แววตาแน่วแน่
“ช้าก่อน! โทษนี้… ข้าขอรับไว้เองทั้งหมด”
ทั่วทั้งศาลพลันเงียบกริบ ทุกสายตาหันไปมองนางด้วยความตกตะลึง เทพตุลาการสูงสุดตะโกนเสียงเย็นเยียบ “หากเช่นนั้น… เจ้าหน้าที่!! เตรียมไม้กระบอง!”
นาทีนั้นร่างของภูติแห่งลมก็ผุดลุกขึ้นยืน แววตาแข็งกร้าวดั่งพายุ “ช้าก่อน!! หากผู้ใดกล้าลงมือ… พวกเจ้าจะต้องเสียใจไปชั่วชีวิต”
เขาเอื้อมมือคว้าสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ… ป้ายหยกสลักภาพมังกรเหยียบเมฆ ที่ส่องแสงเรืองรองราวกับมีพลังลี้ลับสะท้อนทั่วทั้งโถงศาล
เสียงของเขาดังก้องชัดทุกถ้อยคำ “ข้า… คือ เจ้าวายุ องค์ชายรองแห่งพิภพภูติ!” ทุกคนในศาลเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“สงครามเมื่อสามพันปีก่อน เผ่าภูติเข้ายึดครองพิภพเทพ เผ่าเทพของพวกเจ้าหนีลงมายังพิภพนี้ กองทัพภูติตามลงมาหมายบดขยี้ให้สิ้นซาก แต่ในตอนนั้นข้าได้ขอร้องกับพระราชบิดาของข้าให้ไว้ชีวิตเผ่าเทพของพวกเจ้า พระองค์จึงตั้งเงื่อนไขไว้สามข้อคือ ห้ามมิให้เผ่าเทพสถาปนาราชวงศ์ ห้ามสร้างอาณาจักรขึ้นใหม่ และให้ข้าปกครอง” เขาหยุดเอ่ยคำเพียงครู่พลางมองไปรอบกาย “หากมิใช่ข้าขอไว้ สำนักแห่งนี้ก็คงมิอาจดำรงค์อยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ พวกเจ้าลืมสิ่งนั้นจนหมดสิ้นแล้วหรือไร?”
สิ้นคำ เสียงโถงศาลเงียบงันราววิญญาณถูกดูดหาย ทุกสายตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ทุกคนต่างคุกเข่า แม้แต่เทพตุลาการสูงสุดยังหน้าซีดเผือด ทรุดกายลงคุกเข่าอย่างมิอาจต้านทานแรงกดดันแห่งสายเลือดภูตินี้ได้
เทพีน้ำค้างเหมันต์เองถึงกับยืนนิ่งอึ้ง สับสนจนทำอะไรไม่ถูก ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาตนเองในห้วงเวลานี้เลย
เจ้าสำนักเทพอัคคีก้าวออกมาจากกลุ่มผู้คนอย่างสง่างาม แววตาเปล่งประกายราวกับเปลวเพลิงที่ซ่อนพลังอันร้อนแรงเอาไว้ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น ดังก้องสะท้อนทั่วทั้งโถงศาล
“สามพันกว่าปีมาแล้ว…เผ่าเทพของพวกเรายังไม่เคยได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของ เจ้าวายุ เลยแม้เพียงแค่ครั้งเดียว เนื่องจากท่านผู้นั้นมักปิดบังตัวตนด้วยการสวมหน้ากากไว้เสมอ”
ตุลาการอัสนีขึ้นนั่งบัลลังก์อีกครั้ง เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงลังเลระคนเกรงขาม
“ถ้าเช่นนั้น…หากท่านคือ เจ้าวายุ ตัวจริง ก็จงแสดงพลังเฉกเช่นในวันนั้น วันที่ท่านหยุดยั้งกองทัพภูติทั้งหมื่น ให้พวกเราเห็นเป็นขวัญตาอีกครั้งเถิด”
ชายร่างสูงสง่าผู้นั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเพียงคำๆเดียว ด้วยน้ำเสียงดังก้องประดุจพายุที่สั่นสะเทือนขั้วหัวใจผู้ฟัง
“ได้…”
ทันใดนั้น เขาชูมือขึ้นเหนือศีรษะ ฟากฟ้าก็พลันมืดมิดราวค่ำคืน ทั้งๆที่ยังอยู่กลางโถงศาล เปลวอัสนีสีม่วงเข้มแปลบปลาบระเบิดออกมาจากปลายนิ้ว ราวอสรพิษที่สามารถฉีกฟ้าแยกแผ่นดินออกเป็นเสี่ยงๆ
เขาหงายฝ่ามือยื่นออกไปข้างหน้า สายฟ้าเปล่งเสียง เปรี้ยง! ก้องสะท้านจนผนังศาลสั่นสะเทือนตามแรงสะท้อนของพลัง ก่อนที่กระแสพายุรุนแรงจะพัดกราดทั่วห้องโถง ลมกรรโชกรุนแรงประสานสายอัสนีฟาดฟันกันวนเป็นวังวนมฤตยูตรงกลางอุ้งมือของเขา
ชั่วอึดใจเดียว วังวนแห่งพายุสายฟ้านั้นก็ค่อยๆ ขยายตัว ลอยขึ้นสูงกลางท้องโถง พลันเปล่งแสงเจิดจ้า ก่อรูปเป็นป้ายวงกลมศักดิ์สิทธิ์ ภายในเป็นเงามังกรสีม่วงที่พันรัดด้วยสายฟ้าพันเกี่ยวทั่วกาย ร่างอสูรทมิฬแห่งท้องฟ้าแยกเขี้ยวคำรามสะท้านพิภพ เท้ามันเหยียบลงบนก้อนเมฆ ที่ผสมกลมกลืนกับคลื่นพายุรุนแรงที่โถมประทุราวจะฉีกแผ่นดินออกเป็นเสี่ยงๆ
พลังปราณมหาศาลแผ่ซ่านออกไป กดทับทุกสรรพชีวิตในห้องราวภูเขาถล่ม ใบหน้าของเหล่าศิษย์และผู้เฒ่าล้วนซีดเผือด ร่างสั่นสะท้านก่อนพากันทรุดเข่าลงโดยไม่อาจฝืนต้านได้แม้แต่น้อย
“พะ…พอแล้ว! หยุดเถิด ข้าเชื่อแล้ว สัญลักษณ์มังกรม่วงสายฟ้าเหยียบเมฆาและพายุ อีกอย่างพลังปราณอัสนีย์วายุนี่ ข้าเชื่อแล้วว่าท่านคือ เจ้าวายุ องค์ชายรองแห่งพิภพภูติตัวจริง!” เสียงตะโกนอันลนลานของตุลาการอัสนีดังลั่น
ทันใดนั้น เจ้าของพลังจึงสะบัดมือเบาๆ ราวกับสลัดสายหมอก มหาพายุสายฟ้าหมุนวนก็พลันสลายไปสิ้น ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดอันน่าพิศวง ราวเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา ทว่าแรงกดดันอันสยบทุกดวงจิตยังไม่เลือนหายไปง่ายๆ สายตาผู้คนต่างตกตะลึงและหวาดกลัวยิ่งนัก
เหล่าผู้คนค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก หัวใจยังเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ตุลาการอัสนีบนบัลลังก์เอื้อนเอ่ยถ้อยคำชัดถ้อย ก้องกังวานเป็นคำพิพากษา
“ข้าขอตัดสิน ผู้ถูกกล่าวหาคือบุคคลสำคัญแห่งสำนัก ตามกฎข้อแรก บุคคลสำคัญ ได้แก่ เจ้าวายุ ประมุขสำนัก เจ้าสำนัก ผู้เฒ่าสูงสุด ผู้เฒ่า ผู้คุมกฎ เทพตุลาการสูงสุด และเจ้าตำหนัก หากบุคคลเหล่านี้กระทำสิ่งใดโดยมีเจตนาดีต่อสำนัก จะมิอาจถือว่าเป็นความผิดได้ ดังนั้น…ข้าตัดสินให้ผู้ถูกกล่าวหา พ้นจากข้อกล่าวหาทั้งปวง”
“ในเมื่อความจริงเรื่องฐานะของข้าได้ถูกเปิดเผยแล้ว… ต่อจากนี้ ท่านทั้งหลายก็เรียกข้าว่า องค์ชายเจ้าวายุ หรือ องค์ชายรอง ก็ตามแต่สะดวกเถิด” น้ำเสียงขององค์ชายรองแผ่วเบาแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าเขาทำให้บรรยากาศในโถงศาลหนักอึ้งเมื่อครู่กลับคลายลงราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ
“รับทราบ!” เสียงผู้คนทั้งโถงดังพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง
“หากไม่มีสิ่งใดแล้ว… เลิกศาล” ตุลาการอัสนีกล่าวปิดศาล
เสียงทหารประจำศาลประกาศขึ้นกังวาน “ปิดศาล!”
ผู้คนค่อยๆ ทยอยออกไป ทิ้งไว้เพียงความสงบอบอุ่นที่โอบล้อมรอบองค์ชายรอง
แต่แล้ว เทพีน้ำค้างเหมันต์และเทพฟ้าดินกลับคุกเข่าลงเบื้องหน้า ราวกับไม่อาจเก็บงำความรู้สึกไว้ได้
องค์ชายรองรีบโน้มตัวลง ก้มประคองไหล่ของเทพีน้ำค้างเหมันต์ด้วยสายตาอาทร “เหตุใดกัน พวกเจ้าจึงต้องคุกเข่าเช่นนี้?”
ดวงตาของนางฉายแววสำนึก “หม่อมฉันทั้งสองเคยล่วงเกินฝ่าบาทไว้มากมาย… หากพิจารณาตามโทษแล้ว สมควรตาย”
ทว่าสีหน้ายิ้มละไมขององค์ชายรองกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เขากล่าวเสียงอันนุ่มนวล “เจ้าช่างไม่เข้าใจเอาเสียเลย… สำหรับพี่แล้ว เจ้าเป็นคนพิเศษที่สุด ต่อให้เจ้าจะผิดพลาดเพียงใด มันก็ไม่อาจทำให้พี่โกรธเกลียดได้แม้แต่น้อย”
น้ำเสียงอบอุ่นนั้นเหมือนแสงอาทิตย์อ่อนยามรุ่งอรุณที่สาดส่องลงกลางใจ น้ำตาใสๆ เอ่อคลอในดวงตางดงามของเทพีน้ำค้างเหมันต์ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่น้ำตาแห่งความโศกเศร้า หากเป็นน้ำตาที่อบอวลด้วยความสุขจนหัวใจสั่นไหว
องค์ชายรองหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือเกลี่ยหยดน้ำตาบนแก้มอย่างอ่อนโยน “เจ้านี่ช่างขี้แยเสียจริง… เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเจ้าโตแล้วนะ ไม่ใช่เด็กน้อยเลย แต่กลับเป็นสตรีที่ทั้งงดงามและน่ารักที่สุดในพิภพ”
แก้มของนางร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย นางยกมือขึ้นปาดน้ำตา พลางเผยรอยยิ้มละไมที่ทำให้ทั้งห้องสว่างไสว
“ฝ่าบาท…” นางเอ่ยเรียกเสียงสั่น แต่ยังไม่ทันได้กล่าวต่อ องค์ชายรองก็เอ่ยขึ้นทันที ดวงตาส่องประกายอ่อนโยน “อย่าเรียกพี่เช่นนั้นเลย เรียกพี่ว่า ท่านพี่ อย่างเดิมเถิด เพราะระหว่างเรา… เราเท่าเทียมกัน”
เทพฟ้าดินที่เฝ้ามองอยู่พลันยกคิ้วขึ้น ยิ้มเจ้าเล่ห์พลางเอ่ยแกล้งหยอก “แล้วข้าล่ะ… ได้เท่าเทียมกับท่านพี่ด้วยหรือไม่?”
องค์ชายรองเหลือบตามอง ก่อนหัวเราะอย่างจริงใจ “ก็แล้วแต่เจ้าเลย…”
สิ้นคำ ทั้งสามคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน เสียงหัวเราะนั้นเบาสบาย คล้ายสายลมฤดูร้อนที่พัดผ่านทุ่งดอกไม้ อบอุ่นและอ่อนหวานจนหัวใจของทุกคนที่อยู่ตรงนั้นพลอยเบิกบานตามไปด้วย