“พี่ใหญ่ ที่คุณย่าเล็กพูดมาก็ถูกนะ ถ้าเราไปจ้างอันธพาลพวกนั้นให้ไปจับตัวคนบ้านหลินมาเรียกค่าไถ่ ความผิดมันก็ดูจะร้ายแรงอยู่ ฉันก็เริ่มจะกลัวขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ ส่วนเื่คุณพ่อ ฉันพูดตรงๆ นะ ทำไมเราต้องมาทำเื่เสี่ยงอันตรายอย่างนี้เพื่อช่วยคุณพ่อด้วย มันจะคุ้มกันไหมถ้าพวกเราต้องมาถูกจับไปด้วย ความผิดข้อหาทุจริตมันคงไม่ได้จบลงแค่เราหาเงินไปคืนได้หรอก พี่ใหญ่ว่าจริงไหม” เปาเยี่ยนเริ่มกลัวขึ้นมาเมื่อยายเฉาพูดเตือน
เปาหยวนก็เริ่มทำท่าคิด ก่อนหน้าที่เขาสองพี่น้องจะมาที่หมู่บ้านซาน พ่อของเขาเพิ่งถูกจับเข้าคุกไป และเป็คุณย่าของพวกเขาที่พร่ำบอกว่าแค่พวกเขาหาเงินมาคืนได้ คุณพ่อก็จะถูกปล่อยตัว ซึ่งเป็จังหวะเดียวกับที่คุณย่าเล็กเดินทางไปหาพวกเขาพอดี คุณย่าเล็กพูดถึงความร่ำรวยของหลินเจิ้งฉีและอยากให้เปาเยี่ยนเดินทางไปดูตัวหลินเจิ้งฉีด้วยตัวเอง คุณย่าเล็กโน้มน้าวจนคุณย่าของพวกเขาคล้อยตาม ด้วยไม่ได้ไตร่ตรองเหตุผลให้ดี ทั้งเปาเยี่ยนและเปาหยวนต่างก็รับปากว่าจะหาทางรีดไถเงินจากหลินเจิ้งฉีมาให้ได้ พวกเขาจึงเดินทางกลับมาที่หมู่บ้านซานตามคุณย่าเล็ก
“มันก็จริงอย่างที่เธอว่านั่นล่ะ พี่ว่าความผิดของคุณพ่อคงไม่ใช่แค่หาเงินมาคืนแล้วก็จบ เพราะถ้าเป็อย่างนั้น เขาคงยอมให้คุณพ่อประกันตัวออกมาแล้ว” เปาหยวนเห็นด้วยกับน้องสาว
“ถ้าอย่างนั้น เราเตรียมตัวกลับบ้านกันดีกว่า ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแม้แต่วันเดียว โดยเฉพาะคุณย่าเล็ก ฉันไม่อยากจะเจอหน้าท่านอีกแล้ว”
“ทำไมล่ะ เธอกับคุณย่าเล็กมีปัญหาอะไรกัน”
“ที่เราต้องลำบากมาอยู่ที่บ้านนอกอย่างนี้ก็ไม่ใช่เพราะความคิดของคุณย่าเล็กหรือไง อีกอย่างก่อนหน้านี้ ฉันเข้าไปหาคุณย่าเล็ก เพราะฉันจะปรึกษาเื่จะติดต่อกับพวกอันธพาลให้มาจับคนบ้านหลิน จริงอยู่นะที่คุณย่าเล็กเตือนว่ามันเป็ความผิดร้ายแรง ฉันก็ขอขอบคุณในส่วนนั้น แต่พี่ใหญ่เชื่อไหม เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง คุณย่าเล็กถึงกับไล่ฉันออกจากบ้านเลยนะ และดูเหมือนอยากจะตัดญาติกับเราเลยด้วยซ้ำ”
“เอาเถอะ เราอยู่ที่นี่ต่ออีกไม่นานหรอก เธอใจเย็น ก่อน”
“พี่ใหญ่จะอยู่ที่นี่ต่อทำไมอีกล่ะ ในเมื่อเราเปลี่ยนแผนแล้ว เราก็รีบกลับบ้านเรากันเถอะ”
“เราเปลี่ยนแผนเื่เงินน่ะใช่ แต่ฉันก็ยังอยากจะสั่งสอนนังหย่งลี่อันสักหน่อย เกิดมาฉันยังไม่เคยถูกใครทำร้ายมาก่อน แม้แต่คุณพ่อกับคุณแม่ก็ยังไม่เคยตีฉันเลยสักครั้ง แล้วนังบ้านนอกนั่นมันเป็ใคร มันถึงกล้ามาลงมือกับฉัน”
“แล้วพี่ใหญ่จะทำยังไงต่อล่ะ”
“ฉันก็จะใช้อันธพาลพวกนั้นล่ะ เธอไปติดต่อพวกมันให้ฉันที ยิ่งเธอติดต่อพวกมันได้เร็วเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งกลับบ้านได้เร็วเท่านั้น”
“ตกลง ฉันจะไปติดต่อพวกมันเดี๋ยวนี้ล่ะ พี่บอกแผนการพี่มาได้เลย” เปาเยี่ยนรีบรับคำเพราะเธออยากไปจากหมู่บ้านซานเต็มทีแล้ว
“อะไรกันวะ ผู้หญิงคนนี้มันมีดีอะไร ทำไมถึงมีแต่คนอยากให้ฉันไปวางยามันกันนัก เมื่อก่อนหล่อนเป็สาวน้อยผู้แสนบริสุทธิ์ ฉันก็พอจะเข้าใจว่าคงมีคนอยากทำลายชื่อเสียงของเธอ แต่ตอนนี้นังหย่งลี่อันมันแต่งงานไปแล้ว ทำไมถึงยังมีคนอยากได้ตัวมันอีกล่ะ ไม่คิดบ้างหรือยังไงว่ามันไม่ใช่สินค้าสดใหม่อีกแล้ว” เสี่ยวซือพูดกับลูกน้อง ั้แ่จงเว่ยขอแยกตัวออกจากกลุ่ม เสี่ยวซือก็ยังหาลูกน้องคู่ใจไม่ได้ ถ้าเป็เมื่อก่อนมีคนมาว่าจ้างเขาอย่างนี้ จงเว่ยต้องคิดแผนการเตรียมไว้ให้เขาแล้ว เขามีหน้าที่แค่ต้องตัดสินใจ แต่ลูกน้องที่มีอยู่ทุกวันนี้ ทำได้แค่รอรับคำสั่งจากเขาเท่านั้นเอง ่ที่ผ่านมาเสี่ยวซือจึงไม่ค่อยมีความสุขนัก
“ลูกพี่จะรับงานนี้ไหม”
“พวกแกอยากให้ฉันรับงานนี้ไหมล่ะ” เสี่ยวซือย้อนถามลูกน้อง
“ก็ต้องรับสิลูกพี่ ผมว่าคราวนี้หลานสาวยายเฉาต้องให้ค่าจ้างเราเยอะแน่ๆ ถ้าเราได้เงินก้อนนี้มา เราก็จะมีเงินเที่ยวเล่นได้อีกพักใหญ่เลยล่ะ”
“พวกแกไม่กลัวถูกจับหรือไง”
“จะกลัวอะไรล่ะลูกพี่ ไม่ใช่ว่างานแบบนี้พวกเราไม่เคยทำเสียหน่อย เราก็แค่ต้องเตรียมยาเตรียมสถานที่เอาไว้ให้พวกเขาเองไม่ใช่หรือ ผมจำได้นะว่าอาเว่ยไปติดต่อซื้อยาจากที่ไหน งานนี้ลูกพี่มอบให้ผมทำให้ก็ได้” ลูกน้องอันธพาลพูดอย่างมั่นใจ
“แกรู้ว่าอาเว่ยไปหายาได้จากไหน แล้วแกมั่นใจได้ยังไงว่าเขาจะขายให้แก แต่ก็เอาเถอะ ฉันให้แกไปจัดการเื่ยา ส่วนสถานที่ก็เอากระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านนี่ล่ะ คนที่เหลือก็ไปตามดูว่านังหย่งลี่อันทำอะไรในแต่ละวัน เอามารายงานฉันอย่างละเอียด หลังจากนั้นเราจะได้มากำหนดวันที่จะลงมือ” เสี่ยวซือสั่งการลูกน้องเสร็จก็ไล่ให้พวกเขาไปทำงานที่ได้รับมอบหมาย ‘อาเว่ย แกอยากให้ฉันเลือกเดินทางที่ถูกหรือ ฉันจะมีวันนั้นไหมนะ’
“หวั่นเฉิน ไปอยู่ทางโน้น แม่กับพ่อฝากเราดูแลเยว่เจินด้วยนะ” แม่ซ่งบอกกับต้าหวั่นเฉิน
“ครับคุณอา ผมจะดูแลเยว่เจินให้ดีที่สุดครับ” ต้าหวั่นเฉินรับปาก
“บ้านพักที่โน่นเป็ของลูกน้องเก่าพ่อเอง ถ้าลูกขาดเหลืออะไรลูกก็บอกกับเขาได้ แล้วก็ที่บ้านฝั่งตรงข้ามบ้านพักของลูกจะมีโทรศัพท์ไว้บริการอยู่นะ ถ้ายังไงทุกวันศุกร์ตอนสี่โมงเย็น พ่อจะโทรไปหาลูกที่นั่น ลูกก็ไปรอรับสายด้วยล่ะ หรือถ้าลูกติดธุระ ลูกก็ฝากข้อความไว้กับเขาได้ พ่อจะได้ไม่ต้องเป็ห่วง” พ่อซ่งเตือนลูกสาวอีกรอบ
“ได้ค่ะพ่อ หนูจะไปรอรับโทรศัพท์ให้ตรงเวลาเลยนะคะ และถ้าวันไหนหนูติดธุระ หนูจะทิ้งข้อความไว้กับคนรับโทรศัพท์ด้วย พ่อกับแม่อยู่ทางนี้ก็ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ” ซ่งเยว่เจินเดินเข้าไปกอดมารดา “ถ้าหนูมีวันหยุดหลายวัน หนูจะกลับมาหาแม่บ่อยๆ นะคะ”
“ทำไมแม่ถึงรู้สึกว่าไม่อยากให้ลูกไปอยู่ไกลๆ เลยนะ เมื่อก่อนลูกไปเรียนที่เมืองหลวง แม่ยังไม่รู้สึกอย่างนี้เลย”
“แม่รู้สึกยังไงหรือคะ” ซ่งเยว่เจินยิ้มถาม
“รู้สึกว่าลูกจะได้อยู่ที่โน่นแบบถาวรน่ะสิ” แม่ซ่งตอบ
“ดีเลยสิคะ แม่คิดว่าหนูจะได้แต่งงานอยู่ที่โน่นเลยใช่ไหมล่ะ พ่อคะ พ่อฟังไว้นะ หนูไม่ขึ้นคานแน่นอนค่ะ เดี๋ยวหนูจะหาลูกเขยมาฝากพ่อกับแม่ให้ได้เลย” ซ่งเยว่เจินทำหน้าทะเล้นให้บุพการี
“คุณปล่อยลูกได้แล้วล่ะ ลูกเราโตแล้วนะ แล้วนี่ก็แค่ไปทำงานที่ตำบลเท่านั้นเอง คิดถึงลูกเมื่อไหร่ เราก็ขับรถไปหาแกได้ อย่าทำเหมือนแกไปอยู่ไหนไกลสิ” พ่อซ่งปรามภรรยา
ซ่งเยว่เจินเดินไปขึ้นรถของต้าหวั่นเฉินอย่างใจหายเพราะเห็นแม่ยืนร้องไห้ไม่หยุด อันที่จริงตัวตำบลก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านเธอมากนัก ขับรถยนต์ส่วนตัวไปไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว คิดได้อย่างนั้นเธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกกำลังใจตัวเองกลับมา
“ทำไม พอจะห่างจากอกพ่อแม่จริงๆ ก็เริ่มเหงาแล้วหรือไง” ต้าหวั่นเฉินแซวเพื่อน
“ไม่รู้สิ ใจหนึ่งก็รู้สึกดีที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง แต่อีกใจหนึ่งก็ยังคิดถึงพ่อกับแม่อยู่” ซ่งเยว่เจินตอบ
“แรกๆ แกก็อาจจะเหงาบ้างล่ะ ฉันก็เคยเป็”
“หวั่นเฉิน แกจำที่อยู่ของคุณหลินเจิ้งฉีได้ใช่ไหม” ซ่งเยว่เจินเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างกะทันหัน
ต้าหวั่นเฉินหันมามองเพื่อนแว่บหนึ่ง “แกอยากถามที่อยู่ของคุณหลินอี้มากกว่ามั้ง”
“ไม่ใช่” ซ่งเยว่เจินรีบปฏิเสธ
“แกอย่าคิดที่จะมาโกหกฉันเลย วันนั้นฉันเห็นนะว่าแกแอบนั่งมองคุณหลินอี้ไม่วางตาเลย” ต้าหวั่นเฉินพูดอย่างรู้ทัน “แม่แกก็ความรู้สึกไวดีเหมือนกันนะ สงสัยท่านจะได้ลูกเขยจากหมู่บ้านซานนั่นแล้วจริงๆ”
“แกพูดมาอย่างนี้แสดงว่าแกจำที่อยู่ของพวกเขาได้ วันไหนแกว่าง แกก็พอฉันไปบ้านพวกเขาหน่อยนะ”
“ฉันดูก่อนนะว่าฉันจะว่างเมื่อไหร่ อาจจะเป็ปีหน้าเลยก็ได้นะ” ต้าหวั่นเฉินแกล้งทำท่าคิด
“ถ้าแกไม่พาฉันไป ฉันไปเองก็ได้ แล้วถ้าเกิดเื่ไม่ดีขึ้นกับฉัน ฉันก็จะไม่ยกโทษให้แก ฉันจะให้แกรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตเลย คอยดูสิ”
ต้าหวั่นเฉินได้แต่ยิ้มและส่ายหน้ากับความคิดของเพื่อน