ยามเช้าตรู่หมอกสีเงินคลอคลุ้งเหนือหลังคากระเบื้องของย่านคลังเก็บของกลิ่นไม้สนชื้นปะปนกลิ่นดินเปียกค้างฝน เสียงกาะโ “แคร่ก… แคร่ก…” เป็่ ๆบนสันหลังคาเหมือนคอยเตือนให้ผู้คนระวังบางสิ่งที่ยังไม่ถูกเอ่ยชื่อเงาไม้ไผ่ส่ายช้า ๆ ทาบพื้นหินเป็ริ้ว พาดผ่านประตูไม้ผุซึ่งได้ชื่อว่า “ทางหลัง”ของโรงเก็บใหญ่ประตูที่ตามบัญชีระบุว่า “ปิดตาย” มาหลายปี
ลู่หานยืนเฉียงตัวใต้ชายคาแคบเหม่ยหลิงอยู่ข้าง เขามองแตะ ๆไปบนแผ่นดินที่ชื้นรอยล้อเกวียนย่ำทับกันหลายชั้นแต่ยังเห็นว่ามีรอยใหม่ทับรอยเก่าอาหยินอุ้มตะกร้าใบเล็ก ในนั้นมีขิงแก่กับน้ำอุ่นสำหรับ “พยาน” ที่พวกเขากำลังจะพบเสมียนกลางแบกม้วนไม้ไผ่และหมึก เด็กยามสองนายถือโล่กลมไม้เบญจพรรณยืนห่างออกไปสามก้าวรักษาระยะเหมือนภาพฝึก
ประตูห้องเก็บสัพเพเหระขยับ“เอี๊ยด…” ชายวัยกลางคนร่างผอม ผมฟูราวฟางที่เพิ่งเชิดจากกองลอบชะเง้อหน้ามองซ้ายขวาแล้วรีบปิดกลับ ลู่หานเคาะเบา ๆ สองครั้ง
“ตึก…ตึก…”
เงาใต้บานประตูสั่นเล็กน้อยก่อนกลอนไม้จะปลด ชายผู้นั้นก้มหน้าจนคางแตะอก มือเกาะขอบประตูแน่น
“ท่าน…ท่านคือคนเมื่อวานที่อ่านชื่อผู้าเ็หน้าลานตลาดหรือ” เสียงเขาแหบพร่า
“ใช่”ลู่หานตอบเรียบ “ข้ามาเพื่อฟังจากตาของท่านเอง มิใช่จากปากคนอื่น”
ชายผอมนำพวกเขาเข้าด้านในห้องเล็กอับทึบมีเพียงแสงลอดช่องไม้ เห็นฟูกเก่ากับหม้อชา อาหยินรีบจุดตะเกียงเสียงไส้ตะเกียงลั่น “เป๊าะ” แล้วเปลวไฟก็สว่างเท่าที่พอจะเห็นกัน
“เมื่อคืนยามสี่”ชายผอมกลืนน้ำลาย “ข้าฝันเห็นแม่เรียก จึงลุกขึ้นมาดื่มน้ำผ่านหน้าต่างนี่เห็นเงาเกวียนสองเล่มเลี้ยวเข้าทางหลังลังไม้ตีตราตระกูลหลักถูกลากด้วยมือคน ไม่ใช่ลากด้วยวัวข้าเห็นตราไม้ไผ่ขีดหนึ่งกับครั่งสองเม็ดนั่นคือรหัส ‘เก็บเข้าคลัง’ มิใช่ ‘ย้ายคลัง’…แต่พวกเขาลากออก!” มือเขาสั่นแรงจนถ้วยชาแทบหล่น “คนลากเป็ยามในชุดทางการของเรือนใหญ่ข้ารู้จักหน้า แต่ในสมุดเวรยามวันนั้นไม่มีชื่อพวกเขา”
เหม่ยหลิงเอียงหน้าเล็กน้อยดวงตาคมเป็ประกาย “ท่านกล้าพูดย้ำอีกครั้งต่อหน้าเราทั้งสี่หรือไม่เราจะจดเป็คำให้การลงแผ่นไม้ไผ่”
“ข้าย้ำกี่ครั้งก็ได้”เขายิ้มเจ็บ “แต่ปากของข้าอาจทำให้ลูกข้าไม่ได้กินข้าวอีก”
อาหยินยื่นขิงแก่ผสมน้ำอุ่น“ดื่มก่อนเ้าค่ะ มือจะได้อุ่น… ถ้อยคำจะได้ไม่สั่น”
เสมียนกลางยกพู่กันขึ้นปลายพู่กันแตะไม้ไผ่ “ฉึบ… ฉึบ…” เป็จังหวะ มองไปที่ลู่หาน ลู่หานพยักหน้าชายผอมจึงเริ่มเล่า ั้แ่เวลา ทิศทาง รหัสบนลัง จำนวนคน เสื้อผ้ายามแม้กระทั่ง“กลิ่นยาหม่อง” ที่ติดตัวชายคนหน้าสุด
เสียง“กึง!” แหลมสั้นพุ่งใส่หน้าต่าง กระจกไม้สั่นแล่นเป็วง พยานสะดุ้งทั้งตัวอาหยินหันคว้าท่อนไม้
“ใคร!”นางร้อง
นอกห้องเงียบกริบมีเพียงลมที่ไล้ใบไผ่ “ซ่า… ซ่า…”
ลู่หานไม่หันไปมองหน้าต่างดวงตายังคงแเีกับพยาน “เมื่อคืนท่านอยู่ลำพังหรือไม่”
“เมียข้ามิอยู่ไปช่วยพี่สาวหาบน้ำ ข้าอยู่คนเดียว” ชายผอมเสียงเบา“สองคืนก่อนก็มีคนมาวนหน้าประตู พอข้าเปิดออกก็มิพบใคร”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: เก็บคำให้การพยาน]
[เงื่อนไข: ทำให้พยานพูดโดยสมัครใจและต้อง ‘ปลอดภัยต่อหน้าสาธารณะ’]
[คำแนะนำ:เปลี่ยนที่ให้เหตุผลถูกต้องตามสายตาคน]
[รางวัลที่เป็ไปได้: สิทธิ์ใช้“เรือนสำนักหมอ” เป็เขตคุ้มภัย]
ตัวอักษรทองวาบแล้วจางลงเหมือนหมอกยามเช้าลู่หานวางหลังพู่กัน “เราจะไม่เสี่ยงให้ท่านนอนห้องนี้อีก คืนนี้ย้ายไป‘เรือนสำนักหมอ’ บอกกับใครก็ตามว่าท่านใจนใจสั่นต้องรับยาสงบเส้นเืเื่จริงก็คือท่านมือสั่นอยู่”
ชายผอมเงยหน้าดวงตาแดงก่ำขอบ “พวกเขาจะตามไปหรือไม่”
“หากตามไปก็ให้พวกเขาเห็นว่าเรามีเวรยามสามชั้นและกฎ” เหม่ยหลิงเอ่ย“ที่สำนักหมอมีข้ออ้างและพยานมากกว่าที่นี่”
เสมียนกลางยกปลายพู่กันขึ้น“ข้าจะจดหนังสือส่งผู้ป่วยฉุกเฉินลงตราเรือนรองและสำนักหมอให้เหตุผลชอบธรรมต่อหน้าทุกคน ใครจะกล้าขวางคนไข้?”
ลู่หานลุกขึ้น“อาหยิน เตรียมผ้าหนาและหมวกคลุมหน้า พวกยามสับเปลี่ยนยืนประตูหน้า–หลังทุกครึ่งเค่อ เมื่อออกจากตรอกนี้ ให้เซี่ยงชุนตี‘ก๊อง’ หนึ่งครั้ง แล้ว ‘กริ๊ง’ สามครั้งนั่นภาษาเราว่า ‘ย้ายโดยสาธารณะ’ใครคิดจะทำในเงามืดก็จะถูกดึงมาใต้แสง”
“เ้าค่ะ!”อาหยินรับคำแววตาเด็ดเดี่ยว
ออกจากห้องเล็กขบวนสั้น ๆ ของพวกเขาเคลื่อนตัวกลางตรอก เหม่ยหลิงเดินเยื้องซ้าย ลู่หานเยื้องขวายามสองนายตามปิดชายผอมอยู่ตรงกลางถือชามขิงที่อาหยินยัดใส่มือไว้เหมือนเป็ไม้พยุงใจพอห่างจากโรงเก็บได้ยี่สิบก้าว เสียงกลองจากหอเหนือดังกังวาน “ก๊อง!” แล้วตามด้วยเสียงกระดิ่งสามครา“กริ๊ง… กริ๊ง… กริ๊ง…” ผู้คนที่ริมตรอกเปิดประตูแง้ม หลายคู่ตาหยุดค้างภาพ“ย้ายคนไข้” ในภาษาเมืองกระจ่างอยู่ตรงหน้า พวกเร่งฝีเท้าทว่าจังหวะยังคง
เงาสามเงาโผล่จากมุมตึกเห็นเป็ชายฉกรรจ์ผ้าคลุมสีคล้ำ ขวางตรอกไว้ ลู่หานยกมือเล็กน้อย ยามยกโล่หมุน“ฉับ” ก่อเป็ผนังโค้งต้านรับโดยไม่ชน อาหยินสอดตัวปิดกลางใกล้พยาน
ชายฉกรรจ์คนหน้าสุดยกมือขึ้นทำท่า“หยุด” เสียงแหบต่ำ “คนนี้ต้องไป ‘เรือนใหญ่’ ไม่ใช่สำนักหมอ”
“มีตราหรือ”เสมียนกลางถาม คำเดียว แห้งและคม
“คำสั่งปาก”ชายฉกรรจ์ยังพูดไม่จบ เหม่ยหลิงก็แทรก
“คำสั่งปากของเงามิใช่กฎของเมือง”นางยิ้มบาง “ใครถูกสงสัยว่าใจสั่น ต้องให้หมอดูใจ มิใช่ให้เงาดูเงา”
ลู่หานเอียงคอเล็กน้อย“ด้านซ้ายเปิดทางให้คนไข้ไป ผ่านก่อนด้านขวาใครอยากโต้เถียงโปรดเดินตามไปโต้ต่อหน้าหมอและพยาน” เขาไม่รอคำตอบยกนิ้วสองครั้ง โล่โค้งเลื่อนตำแหน่งเป็ร่องทางขบวนผ่านเหมือนน้ำไหลเงาทั้งสามถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่ทันชน
สำนักหมอตระกูลรองอยู่ใต้มุมกำแพงตะวันออกเฉียงเหนือกลิ่นสมุนไพรผสมน้ำมันร้อน ๆ ลอยคลุ้ง หมอเถ้าแก่หนวดขาวยืนรออยู่ก่อนแล้วราวกับรู้ภาษากลองและกระดิ่งเป็อย่างดี เขาพยักหน้ากับลู่หานทีหนึ่งจากนั้นกวักมือให้พยานเข้าห้อง “ใจของเ้าเต้นไม่เป็จังหวะ ต้องพัก”
ยามชั้นนอกยืนเวรสลับมุมตามที่ลู่หานกำหนดยามชั้นกลางนั่งบนเตียงไม้ยาวห่างจากประตูสาม่แขน เสมียนกลางจัดโต๊ะเล็กปักป้าย“ห้ามรบกวนคนป่วย” ตัวใหญ่ชัด เม็ดครั่งสีแดงปั๊มตราเรือนรองด้านล่างอาหยินถือขันน้ำอุ่นเดินวนเหมือนนางพรหมรักษาหน้าเตียง
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ความคืบหน้า: พยานอยู่ในเขตคุ้มภัย]
[คำแนะนำ: เสริม ‘พยานต่อหน้าสาธารณะ’ด้วยพิธีเล็ก]
[รางวัลย่อย: ป้ายไม้ “พยานเรือนหมอ”จำนวนห้า]
ลู่หานรับแผ่นไม้เล็กที่“ไม่มีใครเห็น” แต่เขารู้ว่ามันคือไอเดียมากกว่าเครื่องวิเศษเขาจึงหันไปบอกเสมียนกลาง “สลักป้าย ‘พยานเรือนหมอ’ แปะหน้าห้องและเชิญชายชราผู้ถือกระดิ่งกับหญิงเ้าของโรงขนมมายืนเป็พยาน่ยามเที่ยง”
เหม่ยหลิงพยักหน้า“เมื่อวานทั้งคู่ช่วยให้ลานตลาดหายใจเป็จังหวะ เราควรยืมจังหวะนั้นคุ้มกันคน ๆเดียวบ้าง”
พอถึงเที่ยงเสียงกระดิ่ง “กริ๊ง… กริ๊ง… กริ๊ง…” ดังสามครา ชายชราก้าวช้า ๆวางกระดิ่งบนโต๊ะเล็ก หญิงเ้าของโรงขนมยืนอีกฝั่ง มือยังคงรอยแป้ง เธอยิ้มกว้าง
“ข้าจะมองแทนแม่ค้ารายเล็ก”นางว่า “ถ้าใครคิดปิดปากคนจน ข้าจะะโให้ทั้งตรอกได้ยิน”
คำพูดง่ายๆ แต่ชัดเจน พยานซึ่งหน้าซีดเริ่มมีเืฝาด ขยับนั่งได้ตรงขึ้น
ลู่หานให้เสมียนกลางอ่านคำให้การสั้นๆ ต่อหน้าทั้งห้อง ไม่ใช่เพื่อปลุกระดม หากเพื่อ“ทำให้เสียงหนึ่งกลายเป็เสียงที่ได้ยินได้” พออ่านจบ เขาไม่ให้ผู้ใดซักไซ้ยืดยาว“พยานพูดเท่าที่ตาเห็น ส่วนที่เหลือปล่อยให้กฎทำงาน”เขาพูดเช่นนั้นแล้วสั่งปิดการอ่านคำให้การ
บ่ายคล้อยแสงส่องเฉียงผ่านช่องไม้ไผ่เป็ลายพาดผนัง รถม้าส่งยามาถึงตามรอบหมอเถ้าแก่ะโเรียกเด็กให้ขนกระสอบสมุนไพรลง “ระวังหน่อย ไม้ไผ่แตก!”
เสียง“กุก… กัก…” ใต้พื้นกระสอบดังประหลาด อาหยินเงี่ยหู “ที่ก้นกระสอบเหมือนมีไม้แข็ง”
เด็กยกกระสอบขึ้นเห็นว่าก้นกระสอบเย็บซ้อนสองชั้น เหม่ยหลิงใช้นิ้วปริ “ฉึก” เผยช่องลับขนาดฝ่ามือภายในมีแผ่นไม้ไผ่ยาวม้วนเป็มัด เสมียนกลางรับไปคลี่ออก แววตาเขากะพริบถี่ ๆเหมือนคนเห็นดวงดาวกลางวัน
“นี่…ไม่ใช่บัญชียา” เขาพึมพำ “เป็บัญชี ‘เส้นทางลัง’ดูนี่ตัวเลขสามชุดแรกตรงกับรหัสครั่งบนลังของเรือนใหญ่… ชุดท้ายคือ ‘ปลายทาง’แต่ปลายทางมิได้เขียนเป็ชื่อคลังตระกูล หากเป็รหัสของ ‘คลังใหญ่เมือง’!”
ห้องเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคนเหม่ยหลิงชี้ปลายเล็บไปที่สัญลักษณ์“ดูขีดเล็กตรงข้างครั่งนี่เป็รหัสที่ใช้เฉพาะเมื่อสินค้าถูกยกเว้นตรวจจากประตูหลวงพูดง่าย ๆ คือมี ‘ผู้มีอำนาจ’ รับรองให้ผ่าน”
อาหยินหายใจแรง“ถ้าเช่นนั้น… ของในคลังเราไม่ได้ถูกยักยอกไปขายตามตลาดทั่วไป แต่ถูกยกเข้า‘คลังเมือง’ โดยตรง?”
“หรือผ่านคลังเมืองไปหาที่อื่นอีกที”ลู่หานตอบเบา ๆ “แต่ไม่ว่าอย่างไร… รอยเท้าพ้นเงาตระกูลเราไปแล้ว”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: เก็บคำให้การพยานสำเร็จ]
[รางวัล: สิทธิ์ใช้เรือนสำนักหมอเป็‘เขตคุ้มภัย’ (เปิดใช้)]
[ปลดล็อกภารกิจถัดไป: ทำให้หลักฐาน‘อ่านได้ต่อหน้า’ โดยไม่ให้ถูกบิด]
เขาไม่ยิ้มไม่บีบนิ้วด้วยความสะใจ เพียงวางม้วนไม้ไผ่ลงบนโต๊ะอย่างระวังเหมือนวางเด็กทารกลงในเปล “เราจะทำสำเนาสามชุดหนึ่งติดสำนักหมอหนึ่งเข้าสู่มือผู้เฒ่าที่ไว้ใจได้และหนึ่งเก็บในหีบทรงแบนฝังไว้ใต้พื้นกระดานตรงนี้” เขาชี้ตำแหน่ง“หากใครมาอ้างว่าเอกสารหายจะได้มีมดเป็พยานฝาไม้”
หมอเถ้าแก่หัวเราะหึเบาๆ “ในชีวิตข้าไม่เคยคิดว่าตู้ยาจะกลายเป็หีบคดี”
ไม่นานนักมีคนจาก “เรือนใหญ่” มาถึง ชายวัยกลางคนในชุดเรียบ สวมพัดงาพาดไหล่เดินเข้าห้องด้วยสีหน้ายิ้มไม่ถึงตา เขาโค้งหาเื่อ่อนโยน “ได้ยินว่ามี ‘คนไข้’ของเรือนรองมารักษาที่นี่ ข้ากังวลเื่ค่าใช้จ่าย จึงมาขอรับไปจัดการแทน”
เหม่ยหลิงยิ้มน้อยๆ “เมตตาจริง แต่ที่นี่รักษาก่อนเรียกเก็บทีหลังหากท่านกังวลนักจงทิ้งเงินไว้หนึ่งตำลึงแล้วกลับไปพักเถิด เดี๋ยวคนไข้หายใจไม่สะดวกเพราะคนมาก”
“ข้าไม่ได้ห่วงเงินห่วงว่า ‘คนไข้’ จะพูดมากเกินยา” เขาเน้นเสียงคำว่า “คนไข้” อย่างรู้กัน
ลู่หานเงยหน้าชัดและเย็น “ที่นี่คือเรือนหมอ ใครพูดมากเกินยาคือหมอ มิใช่คนไข้ถ้าท่านจะโต้เถียงเชิญพรุ่งนี้ไปโต้ต่อหน้าคณะผู้เฒ่า วันนี้ออก”คำสุดท้ายเขาไม่ตะคอก แต่หินทั้งก้อนก็เหมือนเลื่อนออกจากปาก
ชายคนนั้นยิ้มแข็งพัดงาในมือกระดิก “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะกลับไปเรียนผู้ใหญ่ ว่าตระกูลรองกำลัง‘ดึงคนเจ็บไปเป็โล่’ ”
“ท่านจะเรียนว่าอะไรก็ได้”เหม่ยหลิงว่า “เพียงอย่าลืมเรียนด้วยว่า ‘เรือนหมอ’มีพยานสองฝ่ายชายเฒ่ากับแม่ค้ายืนทั้งบ่าย”
ชายคนนั้นมองพยานสองคนที่ยืนข้างโต๊ะแววตาชั่งใจ ก่อนหมุนตัวเดินจาก เสียงรองเท้ากระแทกพื้นหิน “ตึก… ตึก…”หายไปตามระยะ
เมื่อเงาผู้นั้นพ้นประตูอาหยินจึงปล่อยลมหายใจยาว นางก้มลงบีบนิ้วตนเองแล้วหัวเราะเบา ๆ “มือข้าชาไปแล้ว”
“มือสั่นได้จังหวะห้ามสั่น” ลู่หานแตะบ่าเธอ “จำไว้”
เย็นย่ำแสงอำพันลื่นไถลตามสันไม้ ตรอกค่อย ๆ เงียบ เสมียนกลางทำสำเนาม้วนรหัสจนครบสามชุดเขาเป่าหมึกให้แห้งแล้วผูกเชือก เสียง “ฉึบ” ทุกครั้งดังแน่นเหมือนตราประทับหมอเถ้าแก่เลาะพื้นกระดานไม้วางหีบแบน ใส่ม้วนหนึ่งลงไป กลบคืนเรียบเนียนราวทำบ่อย
ลู่หานจัดเวรยามสามชั้นต่อเนื่องถึงยามสองเช้ารุ่งพอไก่ขัน “เอ๊กอี๊ก” รถม้าส่งยารอบใหม่ก็โผล่มาอีกหนนี้ยามตรวจละเอียดั้แ่ขอบล้อจนหัวแม่ตีนม้า ไม่เจอสิ่งใดผิดปกติทว่ามีเด็กส่งข่าวจากตลาดวิ่งหอบแฮ่กเข้ามา
“คุณชาย…ลานตลาดมีคนป่าวข่าวว่า ‘กติกาวินัยตลาด’ ทำให้เกลือแพง” เขาสูดลม“…ชี้ว่าเพราะเราคุ้มกันพยาน จึงต้องกินข้าวแพง”
เหม่ยหลิงหัวเราะในคอ“ภาษาเขายังใช้คำว่า ‘เนิน’ แทน ‘สัน’ อยู่เลยแสดงว่ามาจากลุ่มน้ำเหนืออีกครั้ง”นางหยิบม้วนรหัสยื่นให้ลู่หาน “อย่าไล่ตามข่าวด้วยข่าว ตอบด้วยเอกสาร”
ลู่หานพยักหน้า“เช้าตรู่วันนี้ ให้เสมียนกลางอ่าน ‘รหัสลัง’ สั้น ๆ หน้าเรือนหมอไม่เปิดทั้งหมดแค่พอให้คนรู้ว่าตัวเลขมี และ ‘อ่านได้ต่อหน้า’ จากนั้นเคาะกลองสามวรรคให้กระดิ่งตอบสามครา แล้วเลิก ไม่ยืดเยื้อ”
การประกาศสั้นๆ จัดขึ้นทันที เสียงคนละแวกนั้นมุง “ฮือ…”แล้วเงียบเมื่อเสมียนกลางอ่านตัวเลขไม่มีคำด่า ไม่มีคำยกยอ มีแต่ “รหัส”กับคำอธิบายว่า “ตัวเลขชุดท้ายคือทางเข้าคลังเมือง”คนฟังหันหน้ามองกันเองความเงียบที่มีความหมายดังกว่าการโหวกเหวก
หลังการอ่านลู่หานสั่งยาม “จงพาพยานกลับไปพักในห้อง ข้าจะไปเยี่ยมผู้เฒ่า”เขาเก็บม้วนหนึ่งใส่เสื้อใน อีกม้วนส่งให้เหม่ยหลิงส่วนม้วนใต้พื้นยังคงอยู่เช่นนั้น
ขณะกำลังออกประตูเด็กตีกลองเซี่ยงชุนวิ่งมาหน้าแดงก่ำ “คุณชาย! มีแผ่นไม้สอดไว้ที่เสาเรือน!”อาหยินรับมาแล้วส่งให้ลู่หาน เขาคลี่ดูหมึกดำสองบรรทัด
“กลองของเมืองเสียงดังเกินไปเงินของเมืองจงไหลขึ้นสู่เนิน”
เหม่ยหลิงยิ้มแคบ“เขายังใช้ภาษาเดิม… แปลว่าเขาคิดว่าเรายังเล่นในเงา”
ลู่หานพับแผ่นไม้เสียบไว้ใต้ป้าย “พยานเรือนหมอ” อย่างจงใจ “ใครจะซื้อเสียงกลองมาซื้อหน้าลาน”เขาพูดเรียบแล้วก้าวออก
หนทางไปเรือนผู้เฒ่าร่มด้วยสนสูงลมเหนือคืบคลานมา “ซู่… ซู่…” ลู่หานเดินเงียบ เหม่ยหลิงเดินข้างตลอดทางมีชาวบ้านพยักหน้ารับอย่างครุ่นคิด ไม่ใช่เพราะรู้เื่ทั้งหมด แต่เพราะ“ได้ยิน” จังหวะเดียวกัน
หน้าศาลผู้เฒ่าเสียงถกเสียงเถียงเล็ดลอดประตูไม้ออกมา “…ทำเพื่อกฎหรือทำเพื่อสาวใช้…ทำเพื่อชื่อหรือทำเพื่อความสงบ…” คำเก่าถูกขุดมาใช้ใหม่อย่างี้เีลู่หานไม่ถอนหายใจ เขาเพียงจัดชายเสื้อให้เรียบ
“เข้าไปเถอะ”เหม่ยหลิงบอกเบา ๆ “วันนี้วาทกรรมจะถูกวางกรอบใหม่ด้วย ‘ตัวเลข’ ไม่ใช่ ‘อคติ’ ”
ลู่หานก้าวข้ามธรณีเสียง “ปั๊ก” ของไม้กระทบพื้นดังแ่เหมือนฆ้อนไม้ของผู้ประกาศตลาดเมื่อวานเขากล่าวคำนับผู้เฒ่าทั้งหลาย ส่งม้วนรหัสหนึ่งม้วนพร้อมจดหมายจากสำนักหมอที่เสมียนกลางลงตราไว้
“ก่อนกล่าวข้อหาใครโปรดอ่านตัวเลขให้เป็ภาษาคนเมือง”เขาพูดเพียงเท่านั้น
ผู้เฒ่าผู้มีหนวดขาวยาวหยิบม้วนขึ้นลูบด้วยนิ้วแกร่ง “นี่คือรหัสลังของเรือนใหญ่… และปลายทางเป็คลังเมืองจริงหรือ”เขาไม่มองหน้าลู่หาน กลับมองแผ่นไม้ราวกับมันคือกระจกเงาที่ส่องหน้าเขาเอง
ลู่หานยืนสงบรับรู้ถึงอักษรทองที่ยังไม่ปรากฏแต่เขาไม่รอมันเพราะรู้แล้วว่าทางเดินของวันนี้ไม่ใช่ทางของปาฏิหาริย์ หากเป็ทางของ “กฎ” และ“ภาษา” ที่คนยอมรับ
ภาพในหัวแล่นกลับไปถึงสำนักหมอพยานถอนใจโล่งครั้งแรก เด็กตีกลองตีกลองสามวรรคได้ตรงจังหวะโดยไม่สั่นมืออาหยินที่เคยชาเริ่มอุ่นขึ้นจากน้ำอุ่นถ้วยเล็ก ๆและหญิงเ้าของโรงขนมยืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะพร้อมแป้งติดนิ้วสัญญาณเล็ก ๆว่าเมืองกำลังหายใจพร้อมกันทีละน้อย
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: เขตคุ้มภัยเปิดใช้]
[ภารกิจถัดไป:วาทกรรมก่อนคณะผู้เฒ่าเปลี่ยนกรอบจาก ‘ทำเพื่อใคร’ เป็ ‘ทำเพื่อกฎของเมือง’]
[คำเตือน: ข่าวลือจะดังขึ้นตอบด้วย‘ที่อ่านได้ต่อหน้า’ เท่านั้น]
ลู่หานยิ้มในแววตาเพียงชั่ววาบไม่ใช่รอยยิ้มของผู้ชนะแต่เป็รอยยิ้มของคนที่เห็น “จังหวะ” ของเมืองเริ่มจับกันได้ เขาเชิดคางน้อย ๆแล้วเอ่ยเสียงชัด
“ข้าขอให้คณะผู้เฒ่าตั้งเวทีอ่านบัญชีรหัสต่อหน้าชาวเมืองพรุ่งนี้ยามบ่ายข้าจะยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ถอยก้าวเดียว หากผิดข้าจะยอมรับโทษ หากถูกขอให้กฎเดิน”
เงียบงันหนึ่งลมหายใจก่อนเสียงกระซิบของผู้เฒ่าหลายคนจะถั่งทลักเข้าหากันเหมือนสายลมชนยอดสนเสียงหนึ่งดังชัดจากเก้าอี้กลาง
“ยอม”เขาพูดคำเดียว ตัดเหมือนดาบ
ลู่หานคำนับทอดสายตาผ่านช่องหน้าต่าง เห็นไกล ๆ ธงแดงบนหอเหนือสะบัดอย่างเสมอแดดบ่ายส่องให้เส้นด้ายที่เย็บธงชัดขึ้นเหมือนแผลบ้านเมืองที่ใครบางคนเพิ่งเริ่มเย็บให้สนิท
เมื่อเขาก้าวออกมาสู่แสงลมเหนือพัดกลิ่นสมุนไพรจากสำนักหมอมาถึงพอดี เสียงกลองจากหอเหนือดังสามวรรค “ก๊อง…ก๊อง… ก๊อง…” และเสียงกระดิ่งของชายชราตอบสามครา “กริ๊ง… กริ๊ง… กริ๊ง…”เมืองทั้งเมืองรู้ความหมายย้ายจากเงาเข้าสู่หน้าเวที
คืนวันนั้นลู่หานกลับเรือนรอง ชวนคนสนิทนั่งใต้เฉลียง เสมียนกลางอ่านบันทึกสั้น ๆ
“วันนี้พยานหนึ่งชีวิตยังหายใจเป็จังหวะสำนักหมอกลายเป็เขตคุ้มภัย เอกสารรหัสทำสำเนาสามชุดกำหนดอ่านต่อหน้าคณะผู้เฒ่ายามบ่ายพรุ่งนี้ ข่าวลือเื่เกลือแพงยังคงแพร่แต่ผู้ซื้อเริ่มถามหาป้ายราคาใหม่… ภาษีใจ:เ้าของร้านสามรายยิ้มเมื่อเห็นพยานยืนได้”
เหม่ยหลิงเก็บม้วนกติกาลงห่อผ้านางถามเบา ๆ “กลัวหรือไม่”
ลู่หานมองดาวดวงแรกเหนือปลายสน“กลัวแต่ไม่สั่น” เขาหลับตานับในใจ “หนึ่ง… สอง… สาม” แล้วลืมตา
“พรุ่งนี้เราจะให้เมืองอ่าน ‘กฎ’ พร้อมกันอีกครั้ง” เขากล่าวช้า ๆ “และไม่ใช่เพื่อชื่อใครแต่เพื่อให้ลมหายใจของเมือง ‘ตรงจังหวะ’ ต่อไป”
ธงแดงเหนือประตูเรือนกระทบลม“พรึบ…” ยาวสม่ำเสมอราวกับตอบตกลงแทนผู้คนทั้งเมืองว่าพวกเขาพร้อมจะยืนดูความจริงต่อหน้าตัวเอง