ฝนกำลังตกอย่างหนัก...ช่วงสายของวันในขณะที่ผู้คนเริ่มทยอยกันมาที่นี่เพื่อร่วมงานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าพระสนมจานิสต้ากับแมนิคจะกลับมา ทั้งสองออกเดินทางไปตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ในช่วงที่ฟ้ายังไม่สางดีนัก แต่ฝนที่เริ่มตกลงมาและมีวี่แววว่าจะหนักขึ้นเรื่อยๆ นั้นทำให้จีโอเรียเป็นกังวลจนเริ่มนั่งไม่ติด
“อยู่เฉยๆ บ้างได้มั้ย เดินไปเดินมาอยู่ได้เห็นแล้วเวียนหัว”
คาอูลเอ่ยขึ้นอย่างอดรนทนไม่ได้ในที่สุด ทั้งสองคนนั่งอยู่ในบ้านของจานิสต้า ผู้คนที่มางานเริ่มทยอยกันกลับไปก่อน เพราะดูแล้วคงไม่มีวี่แววว่าจะได้ทำพิธีจนกว่าฝนจะหยุดตก
“โอ้ย ก็ข้าเป็นห่วงพวกเขานี่ เจ้าไม่ห่วงบ้างเลยรึไง”
“ห่วงน่ะมันก็ห่วงอยู่หรอก แต่ห่วงไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ยิ่งเราออกไปตามหาก็อาจจะยิ่งอันตราย เราไม่ใช่คนพื้นที่แถวนี้ ไม่รู้ทิศรู้ทางแถมฝนตกหนักขนาดนี้ด้วย...”
“ก็รู้อยู่หรอก แต่นั่งเฉยๆ แล้วมันทนไม่ได้นี่นา”
จีโอเรียกับคาอูลถอนใจออกมาแทบจะพร้อมเพรียงกัน
“นี่เป็นบ้านเกิดของพระสนมจานิสต้า นางคงรู้เส้นทางเป็นอย่างดี ทั้งสองอาจจะกำลังหลบฝนอยู่ที่ไหนสักแห่งรอให้ฝนเบากว่านี้ก็ได้ แล้วก็นะ...ต่อให้พวกเขาเจอเสือเจอหมีในป่า ข้าก็คิดว่าสัตว์พวกนั้นคงไม่ครณามือท่านหัวหน้าของเราหรอก เขาน่ะยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดเสียอีก”
นิ่งฟังลูกน้องที่นินทาหัวหน้างานตัวเองแล้วจีโอเรียก็คลายกังวลลงไปได้บ้าง จริงสินะคนที่ไปกับจานิสต้าเป็นถึงนายทหารที่ได้ขึ้นชื่อว่าเก่งกาจที่สุดในจีโอเนสทีเดียว หากเกิดอะไรขึ้นเขาคงจะคุ้มครองจานิสต้าได้แน่ๆ
“พี่ชายคนโตของข้ากับท่านแมนิคนี่ใครเก่งกว่านะ เจ้าคิดว่ายังไง”
“ท่านชายเกวเดนท์น่ะเหรอ”
“อื้อ...ถ้าพูดถึงฟากทหารองครักษ์ในวังใครๆ ก็นึกถึงท่านแมนิคใช่มั้ยล่ะ แต่ถ้าพูดถึงภาคส่วนกองทัพแต่ไม่นับท่านพ่อของข้าที่อายุมากแล้ว ใครๆ ก็มักจะพูดว่าพี่เกวเดนท์น่ะเก่งที่สุด เจ้าคิดว่ายังไงถ้าสองคนนี้เจอกัน”
“เอ่อ...” คาอูลอึกอักไปเล็กน้อย หากพูดความจริงออกมาหญิงสาวจะรับได้ไหมนะ
ประมาณสองปีก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนที่ถูกกล่าวถึงเมื่อครู่เคยมีโอกาสได้ประลองฝีมือกันมาแล้ว ฝ่าบาทเองก็คงจะเป็นหนึ่งในคนที่คาใจว่า ใครกันแน่ที่จะได้ขึ้นชื่อว่าเก่งกาจที่สุดในบรรดาทหารของพระองค์ แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นถูกปิดเป็นความลับ เพราะไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะก็จะทำให้อีกฝ่ายเสียชื่อแน่นอน
ในบรรดาทหารด้วยกันเองก็ยังมีการแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย แม้ว่าท่านแม่ทัพหลวงจะเป็นผู้นำสูงสุดทางการทหารทั้งอาณาจักร แต่หากเป็นอาณาเขตภายในวังหลวงแล้ว ก็มีหัวหน้ากองทหารองครักษ์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ยกเว้นกองของพวกเขาทั้งสี่คนเท่านั้นที่พิเศษกว่าใครคนอื่น เพราะขึ้นตรงกับองค์กษัตริย์โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ท่านแมนิคกับท่านชายเกวเดนท์ก็เป็นเหมือนตัวแทนของทหารทั้งสองฟากฝ่าย และผลที่ออกมาก็คือหัวหน้ากองของเขาเอาชนะไปได้แบบเฉียดฉิว แม้ตอนที่สอบคัดเลือกเข้ากองนี้มาท่านแมนิคจะเป็นอันดับสอง แต่ในตอนนั้นเขาก็เพิ่งมีอายุเพียงแค่สิบแปด เมื่อผ่านวันเวลามาหลายปี ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ และการฝึกฝนแล้ว ท่านแมนิคก็พัฒนาตัวเองแซงหน้าหัวหน้ากองคนเก่าได้ในที่สุด ได้ยินมาว่าที่หัวหน้ากองคนเก่า...ซึ่งเป็นหัวหน้ากองทหารองครักษ์ในวังคนปัจจุบัน ก็ลาออกจากกองนี้ไปเพราะเรื่องนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุด้วย พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำทีเดียวว่า ท่านแมนิค หัวหน้ากองของเขาคือบุรุษที่เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของอาณาจักรจีโอเนราฟาในขณะนี้
“เรื่องนั้นจะยังไงก็เถอะ รอฝนซากว่านี้คงมีชาวบ้านสักคนช่วยนำทางให้เรา หรือคงช่วยออกตามหาถ้าพวกเขายังไม่......”
จีโอเรียตกใจไม่น้อยเมื่ออยู่ๆ คาอูลก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เบาะนวมอย่างว่องไว เขาขยับเร็วมากเหมือนลมพัดผ่านจนแทบไม่น่าเชื่อทีเดียว ชายหนุ่มคว้าดาบพุ่งตรงไปยังหน้าต่างแล้วแหวกผ้าม่านออก หญิงสาวหันตามไปมองในทันทีเช่นกัน เด็กหญิงสองคนโผล่หน้าขึ้นมาจากข้างหน้าต่างนั้นในที่สุดเมื่อถูกจับได้ว่ามาแอบดูแอบฟัง ทั้งคาอูลทั้งจีโอเรียถอนใจอย่างโล่งอกเลยทีเดียว
“มาทำอะไรแถวนี้ ท่านพ่อท่านแม่ของพวกเจ้าล่ะ”
หลังจากนำพาเด็กหญิงทั้งสองเข้ามาในบ้านแล้วจีโอเรียก็เริ่มสอบถามขึ้นในทันที เด็กทั้งสองอายุราวๆ หกหรือเจ็ดขวบ คนหนึ่งผมยาวอีกคนผมสั้นสีดำสนิทหน้าตาน่าเอ็นดูทั้งคู่ทีเดียว
“ท่านแม่บอกว่ามีพระสนมมาที่นี่ เรา...เราแค่อยากเห็นพระสนมก็เลยมาแอบดู” เด็กหญิงผมยาวตอบอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“โธ่เอ๊ย อย่างนั้นเองเหรอ ถ้าจะมาก็มาเคาะประตูหาดีๆ สิจ๊ะ อย่าทำแบบนี้รู้ไหม” จีโอเรียเอ่ยขึ้นอย่างยิ้มแย้ม “แล้วพ่อแม่ของพวกเจ้ารู้เปล่าว่ามาอยู่ที่นี่”
“เรา...เราแอบหนีออกมาเที่ยวเล่นค่ะ” เด็กหญิงผมสั้นเป็นฝ่ายตอบ
“แอบหนีออกมาแบบนี้ไม่ดีนะรู้ไหม ป่านนี้พ่อกับแม่พวกเจ้าเป็นห่วงแย่แล้ว มาเถอะเราจะไปส่งพวกเจ้าเอง”
คาอูลเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพยายามกลั้นอาการขำ คำพูดนั้นดูไม่เข้ากับบุคคลที่หนีออกจากบ้านหนีแต่งงานเลยสักนิด จีโอเรียรับรู้ได้ถึงอาการนั้น และหันมาจ้องอีกฝ่ายอย่างหาเรื่องทีเดียว
“พระสนมสวยจังเลยค่ะ ทำยังไงเราจะสวยเหมือนพระสนมได้คะ” เด็กหญิงผมยาวเอ่ยขึ้น นัยย์ตาของสาวน้อยช่างเป็นประกายเต็มเปี่ยมไปด้วยแววแห่งความชื่นชม
จีโอเรียนิ่งงันไปชั่วขณะ จะว่าไปก็นานมากแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้มีใครเอ่ยชมนางแบบนี้
“พระสนมจานิสต้าแห่งหมู่บ้านนี้สวยกว่าข้าเป็นร้อยเท่าเลยรู้มั้ย พอนางกลับมาแล้วพวกเจ้าจะต้องทึ่งแน่ๆ”
“ใครๆ ก็บอกว่านางสวยมากเกินไปจนผิดคนปกติ ท่านแม่ของข้าบอกว่า... ท่านพ่อของนางกลัวมากว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้อาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น จนบังคับส่งนางให้ไปเข้าวัง ข้าไม่อยากสวยขนาดนั้น สวยแบบท่านก็พอแล้ว”
จีโอเรียนิ่งงันไปกับถ้อยคำนั้นอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มกว้างออกมาแล้วลูบศีรษะเด็กหญิงทั้งสองเบาๆ
“เป็นแบบข้าน่ะเหรอ ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนรู้ไหม ผู้หญิงเราแค่สวยอย่างเดียวไม่พอหรอก จะต้องมีความรู้ด้วย ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้ด้วยนะ...”
คาอูลนิ่งฟังสิ่งที่จีโอเรียพูด แม้ไม่อยากนึกถึงแต่ความคิดของเขาก็คำนึงไปถึงใครคนหนึ่งที่อยู่แสนห่างไกลในตอนนี้ ชายหนุ่มเปิดประตูเดินออกมาอยู่นอกบ้าน พวกนางคงคุยกันอีกสักพักกว่าจะออกไปส่งเด็กทั้งสองกลับบ้าน
ฝนยังตกหนักมาก ฝนนี้จะโปรยปรายไปถึงเมืองหลวงด้วยหรือไม่ ฟีออนกำลังทำอะไรอยู่ นึกไปแล้วเขาก็นึกออกมาได้ว่าฝ่าบาทคงกำลังเรียกนางไปช่วยทำงานโน่นนี่อยู่แน่ๆ เพราะนั่นจะเป็นข้ออ้างที่ทำให้ทรงใช้เวลาร่วมกับนางได้ทั้งวัน
‘ข้าไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นการช่วยหรือทำร้ายเจ้ามากขึ้น แต่ข้าคิดว่าเจ้ามีสิทธิ์ที่จะรู้มัน ฟีออน...นางไปต่อรองกับฝ่าบาท หากว่าทรงยกเลิกงานแต่งงานของเจ้ากับเจ้าหญิงมาโมเนต นางจะยอมขึ้นเป็นราชินี ข้าคิดว่าทุกอย่างที่นางทำล้วนแต่เป็นการทำเพื่อเจ้าทั้งนั้นคาอูล ต่อให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยเจ้าก็จะมีสิทธิที่จะเลือกใช้ชีวิตของตัวเองต่อจากนี้’
คำบอกเล่าของหัวหน้าที่ได้พูดคุยกันระหว่างทางมาที่นี่ผุดขึ้นในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้ตายเถอะ อย่างนี้แล้วจะให้เขาลืมนางลงได้อย่างไร
คาอูลเชื่อว่าฝ่าบาทคงกำลังคิดหาทุกวิถีทางเพื่อที่จะทำให้ฟีออนใจอ่อน หลังจากเอ่ยคำลาจากกันวันนั้น ต่อให้เขาจะได้แต่งงานกับเจ้าหญิงมาโมเนตหรือไม่ แต่คาอูลก็รู้ดีแล้วว่าไม่มีหนทางที่เขาจะได้ฟีออนกลับคืนมา นางเป็นที่หมายตาและอยู่ในเอื้อมมือของผู้ที่เขาสาบานตนว่าจะปกป้องด้วยชีวิต นางอยู่ไกลเกินกว่าที่เขาจะดึงตัวนางกลับมาได้อีกแล้ว
พระสนมผู้งามล้ำกว่าใครในแผ่นดินกับทหารเอกยอดฝีมือแห่งจีโอเนราฟา ทั้งสองกำลังนั่งหลบฝนอยู่ใต้ร่มไม้ต้นใหญ่ แต่เมื่อฝนทำท่าจะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เงาร่มไม้ก็แทบจะใช้เป็นกำบังไม่ได้อีกต่อไป
ผ้าคลุมทหารสารพัดประโยชน์ผืนหนาถูกถอดจากไหล่ของแมนิค และนำไปคลุมศีรษะของพระสนมที่บัดนี้ก็มีสภาพตัวเปียกปอนไม่ต่างกัน
หลังออกเดินทางแต่เช้าและขึ้นมาเกือบถึงยอดเขา อยู่ๆ ฝนก็เทตกลงมาอย่างหนักโดยไม่มีแม้แต่วี่แววมาก่อน ในขณะที่ทั้งสองเริ่มหาที่กำบังหลบฝนชั่วคราว สัญญาณอันเงียบสงบบางอย่างก็ส่งผ่านมาถึงหญิงสาวในตอนนั้นเอง
“อยู่นั่น...” จานิสต้าชี้มือขึ้นไปยังอีกฟากของลำธารเล็กๆ ที่ขวางกั้นตรงหน้า ซึ่งมีต้นไม้ต้นใหญ่เอาการตั้งตระหง่านอยู่
“บนต้นไม้นั่นหรือพ่ะย่ะค่ะ” แมนิคขมวดคิ้วอย่างงุนงงทีเดียว เมื่อเขามองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากใบไม้สีเขียวเลย
“ใช่ค่ะ มันอยู่บนนั้น ดอกจานิสต้าเป็นดอกไม้ที่เกิดอยู่ตามกิ่งก้านเล็กๆ ภายในต้นของมัน ต้นไม้จะสร้างกรงใบไม้เล็กๆ กลมๆ เหมือนรังนกเลยค่ะ ดอกจานิสต้าจะอยู่ในนั้น”
“ดอกไม้ที่สวยงามและล้ำค่าที่สุดก็ต้องได้รับการปกป้องที่ดีที่สุดสินะ” แมนิคนิ่งมองไปยังต้นไม้ต้นนั้นแล้วพึมพำออกมา
“...ตั้งแต่อายุสิบห้าเป็นต้นมา ท่านพ่อก็แทบไม่อนุญาตให้ข้าออกจากบ้าน”
“นั่นอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้วก็ได้พ่ะย่ะค่ะ พระสนมอาจจะรู้สึกอึดอัด แต่ท่านพ่อของท่านเองก็คงทุกข์ใจไม่แพ้กัน อาจมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นจริงๆ ก็ได้หากไม่ระมัดระวังถึงเพียงนั้น”
“ตอนแรกข้าก็ไม่เข้าใจนักหรอก หลังจากนั้นมาถึงได้รู้ตัว พอออกจากบ้านแล้วได้เห็นสายตาของบุรุษมากมายที่มองข้า... มันทำให้ข้ากลัวขึ้นมาจริงๆ”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ อยู่ๆ แมนิคก็หันไปมองจานิสต้าด้วยสายตาสงสัยขึ้นมาในทันที
“พระสนม... กลัวกระหม่อมหรือเปล่า”
หญิงสาวมองชายหนุ่มอย่างงุนงงที่ถามแบบนั้น ทั้งๆ ที่ทั้งสองเจอะเจอกันมาสามปีกว่าแล้ว หญิงงามส่ายหน้าแล้วอมยิ้มขึ้นมาจางๆ
“สำหรับข้าในตอนนี้ มีผู้ชายสองคนที่ทำให้รู้สึกอยู่สองอย่าง อยู่กับฝ่าบาทแล้วข้ามีความสุขที่สุด แล้วก็...อยู่กับท่านแล้วข้ารู้สึกปลอดภัยที่สุด”
หัวใจของแมนิคแทบหยุดเต้น ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่านอกจากฝ่าบาทแล้วเขาเองก็ยังมีตัวตนสำหรับนางด้วย
นายทหารหนุ่มหันไปมองหญิงสาวที่หลงรักแต่ไม่อาจแตะต้องได้ ทั้งดีใจ...และเจ็บแปลบปลาบขึ้นมาในคราวเดียวกัน
ผ้าคลุมที่ชุ่มน้ำเริ่มแนบเข้าส่วนเค้าโค้งด้านหลังของหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าเยื้องไปทางขวาของแมนิค ชายหนุ่มใจเต้นตุบตับไม่หยุด เขาหันหน้าหนีแล้วลอบถอนใจออกมา นางจะเคยรู้บ้างไหมนะ แลกกับคำว่าความรู้สึกปลอดภัยของนางแล้ว เขาต้องใช้ความอดทนข่มกลั้นตัวเองอย่างสุดชีวิตแค่ไหน
“เอาไว้ให้ฝนซากว่านี้สักหน่อย แล้วค่อยไปเก็บดอกไม้แล้วกลับดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ ฝนตกแรงอย่างนี้ลงเขาคงอันตรายมาก”
ทว่า...ผ่านไปนานนับชั่วโมงแล้วฝนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ไม่มีแม้แต่วี่แววว่าจะซาลงด้วยซ้ำ จานิสต้านั่งอยู่ใต้ร่มไม้ในจุดที่ฝนหยุดตกลงมาได้น้อยที่สุด ในขณะที่แมนิคได้ขยับออกมานั่งอยู่ด้านหน้าของหญิงสาว
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบโดยสิ้นเชิง แมนิคไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองหญิงสาวที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมเลย
“ท่านแมนิค ขยับเข้ามาอีกก็ได้ค่ะ ท่านจะได้ถูกน้ำฝนน้อยลงบ้าง”
“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ” แมนิคยืนกรานปฏิเสธ หากใกล้กว่านี้เกรงว่าเขาจะรับมือตัวเองไม่ไหวเสียก่อน
แล้วอีกราวหนึ่งชั่วโมงก็ได้ผ่านไปท่ามกลางความเงียบสงบ มีเพียงเสียงของฝน...สายลม....ต้นไม้ใบหญ้าที่ถูกพัดให้เสียดสีกันอยู่ตลอดเวลา ฝนที่อาจเรียกได้ว่าเป็นพายุนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดเลยสักนิด
“ท่า..น แม นิค” เสียงอันสั่นเทาของหญิงสาวดังขึ้นทำลายความเงียบในที่สุด
แมนิคลืมตาขึ้นมารับคำด้วยน้ำเสียงที่สั่นไม่แพ้กัน เขาหันไปมองดู แต่แล้วจู่ๆ หัวใจของชายหนุ่มก็ตกวูบลงไปถึงเท้า เมื่อพบว่าพระสนมล้มตัวลงนอนกองอยู่บนพื้นพอดิบพอดี
แมนิครีบตรงเข้าไปดูอาการของหญิงสาวที่ตัวซีดมีอาการสั่นจนน่าตกใจ ตัวเปียกแบบนี้มิหน้ำอากาศคงหนาวเกินไป ยิ่งนางกำลังอ่อนเพลียทั้งกายและใจจากการเดินทางและความสูญเสียแล้ว ร่างกายในตอนนี้ก็คงอ่อนแอบอบบางกว่าปกติเป็นแน่ แต่ถึงจะแบกนางลงเขาตอนนี้ก็คงจะเสี่ยงเกินไปอยู่ดี
“ท่านแมนิค...ข้า ข้าหนาวมาก”
“ทำใจดีๆ ไว้พ่ะย่ะค่ะพระสนม ห้ามหลับเด็ดขาดนะ”
“อยู่แบบนี้ต่อไปข้าคงจะทนไม่ได้แน่ๆ ท่านช่วย...” หญิงสาวหันใบหน้าซีดปากสั่นกลับไปหาแมนิค ทั้งสองต่างเติบโตมาจากดินแดนทางตอนเหนือที่อากาศหนาวเย็นกว่าในเมืองหลวง และรู้ดีว่าในยามนี้วิธีใดจะเป็นการช่วยเหลือที่ดีที่สุด แต่แมนิคส่ายหน้าปฏิเสธออกมาในทันที
“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ ท่านเป็นพระสนม...”
“หากข้าเป็นอะไรท่านก็จะเดือดร้อน และหากเกิดอะไรขึ้นกับท่าน ข้า...ข้าก็จะไม่ให้อภัยตัวเองเหมือนกัน ฝ่าบาทก็จะโกรธข้าด้วย ถ้าท่าน...ท่านต้องการให้ข้าปลอดภัย ท่านก็ต้องปลอดภัยด้วยกัน นี่เป็นการเอาตัวรอดเท่านั้น... ได้...ได้โปรด...”
นิ่งฟังจนจบ...แมนิคก็ยังเอาแต่ส่ายหน้าปฏิเสธ เขาทำไม่ได้หรอก ขืนได้ใกล้ชิดนางมากไปกว่านี้ เขาเองก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะอดทนไปต่อได้อีกนานแค่ไหน...
“ได้โปรด...” น้ำเสียงสั่นเทิ้มของหญิงสาวอ้อนวอนขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่นางจะหมดสติไป
“พระสนม... พระสนม!” แมนิคตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก เมื่อมือได้สัมผัสเข้าที่มือของจานิสต้าแล้ว มันก็ช่างเย็นชืดเสียจนน่าใจหาย เขาต้องทำอะไรสักอย่างแล้วจริงๆ ขืนปล่อยไว้แบบนี้นางคงจะหนาวตายแน่ ชายหนุ่มเป่าลมออกจากปากตั้งสติตัวเองอีกครั้ง
จนท้ายแมนิคก็เดินอ้อมไปด้านหลังของหญิงสาว นั่งลงแล้วประคองจานิสต้าให้ลุกขึ้นมานั่งพิงซบอกของตัวเองไว้ ชายหนุ่มถอดเสื้อของตัวเองออก ก่อนจะเบือนใบหน้าหนีไปทางอื่นแล้วแทบต้องกลั้นใจเมื่อเอื้อมมือไปด้านหน้าแล้วค่อยๆ แกะเสื้อของหญิงสาวออกเช่นกัน จากนั้นก็นำผ้าคลุมผืนเดียวที่มีมาคลุมทับตัวเองและปัดไปด้านหน้าจนมันคลุมร่างของจานิสต้าไว้ แผ่นหลังเปล่าเปลือยของหญิงสาวที่แนบชิดกับกล้ามอกแข็งแรงซึ่งไร้เสื้อผ้านั้น ค่อยๆ เกิดความอบอุ่นขึ้นมาอย่างเบาบางจากอุณหภูมิในร่างกายของกันและกัน
หญิงสาวซึ่งมีสติแบบกึ่งหลับกึ่งตื่นดันตัวอิงแอบเข้ากับแมนิคมากขึ้น ราวกับดิ้นรนหาพื้นที่อบอุ่นและปลอดภัยให้กับตัวเองตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด รู้ตัวอีกทีชายหนุ่มก็เอื้อมสองแขนรัดที่หน้าท้องดึงหญิงสาวเข้ามากอดไว้แน่นแล้วเช่นเดียวกัน...
“พระสนม...อย่าหลับนะพ่ะย่ะค่ะ ตอบกระหม่อมด้วย” เมื่อลมหายใจทั้งสองเริ่มผ่อนเข้าที่อย่างสม่ำเสมอแล้ว แมนิคก็เอ่ยขึ้นได้ในที่สุด
“ท่าน... ท่านชวนข้าคุยสิ...” แมนิคเค้นนึกหาเรื่องโน่นนี่มากมายอยู่ในหัว แต่จนท้ายสิ่งที่หลุดออกจากปากกลับกลายเป็นสิ่งที่เขาสาบานกับตัวเองแล้วว่าจะไม่เอ่ยปากเล่ามันให้ใครฟัง
“ท่านแม่ของท่านมีผมสีทองเหมือนท่านหรือเปล่า...”
“แม่ของข้า... ผมของนางเป็นสีน้ำตาลเข้ม”
“ยี่สิบสองปีก่อน...ท่านเคยนอกจากหมู่บ้านตัวเองหรือเปล่า”
“ตอนนั้นข้าคงยังไม่เกิดเลย ข้าเพิ่งอายุยี่สิบสองเมื่อไม่นานมานี้”
แมนิคกระชับร่างหญิงสาวให้เข้าวงแขนได้ถนัดขึ้นอีกครั้ง
“พูดไปท่านคงหัวเราะ ข้าเคยพบท่านมาก่อน ที่ชายป่าในหมู่บ้านของข้า แม้จะยังแค่ห้าขวบกว่าๆ ข้าก็ยังจำได้ไม่มีวันลืม... นางมีผมสีทอง นัยย์ตาสีฟ้าเป็นประกาย สตรีที่งดงามที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา ข้าช่วยนางไว้จากลูกหมาป่าตัวหนึ่ง เราเล่นด้วยกันอยู่หลายวัน นางจากไปแล้วสัญญาว่าจะกลับมาให้ข้าปกป้องนางอีก ให้ข้าฝึกฝนตัวเองเพื่อรอเวลานั้น”
“............ดูเหมือนนางจะโตแล้ว จะเป็นข้าไปได้ยังไง”
“นางก็คือท่าน... ข้าได้พบนางอีกครั้งเมื่อฝ่าบาทมีนางในพิเศษคนใหม่ชื่อจานิสต้า...”
เกิดความเงียบขึ้นนานพักใหญ่ แมนิคไม่สามารถเอ่ยอะไรออกมาได้อีกเมื่อหลุดปากในเรื่องที่ไม่สมควรพูดที่สุด จานิสต้าก็สรรหาถ้อยคำมาตอบกลับไม่ได้เช่นกัน เพราะเหตุนี้งั้นหรือเขาถึงได้เฝ้ามองนางมาตลอด หญิงสาวเคยนึกแต่เพียงว่า เขาอาจหลงใหลนางไปตามรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นเอง จานิสต้ารู้... รู้ว่าท่านแมนิครู้สึกกับนางอย่างไร แต่ก็รับรู้ด้วยเช่นกันว่าคนผู้นี้ไม่มีวันจะทำอะไรที่ผิดต่อฝ่าบาทอย่างแน่นอน
เวลาผ่านไปจนฝนหยุดลงในที่สุด จานิสต้ารู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นและตกใจไม่น้อยในแวบแรก เมื่อพบว่าเสื้อของตัวเองถูกถอดอยู่และถูกกอดไว้แบบนั้น แต่เมื่อนึกถึงเรื่องก่อนจะหมดสติไป หญิงสาวก็พอจำเรื่องราวทั้งหมดได้ขึ้นมา
“ท่านแมนิค...”
ไม่มีเสียงตอบรับจากชายหนุ่ม ทว่าอ้อมแขนของแมนิคที่ควรจะรีบปล่อยเมื่อทุกอย่างผ่านไปแล้ว กลับกระชับกอดหญิงสาวแน่นขึ้นกว่าเดิม
“เมื่อกลับไปแล้วกระหม่อมจะไปรับโทษกับฝ่าบาท”
“ท่านไม่ได้ทำผิด เราอยู่ในสภาพนี้เพราะท่านต้องช่วยข้าต่างหาก ได้โปรดอย่าใส่ใจค่ะ ลืมมันเสียเถิด”
“...กระหม่อมควรจะปล่อยมือได้แล้ว แต่แขนมันไม่ยอมคลายออก นี่เป็นความผิด...”
“ท่าน...” จานิสต้าพูดอะไรไม่ออก ยิ่งเมื่อใบหน้านั้นแนบซบลงมาที่หัวไหล่ของหญิงสาวด้วยแล้ว พระสนมได้แต่เม้มปากเข้าแน่น หากนี่จะเป็นการตอบแทนเล็กน้อย ที่เขาช่วยนางไว้ล่ะก็ นึกได้ดังนั้นหญิงสาวก็ยกมือของตัวเองขึ้นจับไว้ที่สองมือของชายหนุ่ม ซึ่งจับประสานกันอยู่ที่หน้าท้องของนางเอง
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้นค่ะ ข้าแค่มาเก็บดอกไม้ไปเคารพท่านพ่อท่านแม่ ฝนตก เราหยุดหลบฝน แล้วพวกเราก็กลับลงไปอย่างปลอดภัย”
“...ข้าจะไม่ลืมมัน แต่จะจดจำไว้ว่ามันเป็นความฝันที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง จานิสต้า...”