บทที่ 3: หมอประจำตระกูล
“หลี่ลี่!ไปเอาเงินมา!” หลี่เยว่เหยาพลันะโขึ้น
เธอยังคงไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะยังอยู่เฉยได้เมื่อเห็นเงินจำนวนมากเธออยากจะเห็นนักว่าถึงตอนนั้นแล้วอีกฝ่ายจะเสียหน้าอย่างไร
หลี่ลี่กลับไปยังรถและหยิบเอากระเป๋าเดินทางสีเงินที่เต็มไปด้วยธนบัตรร้อยหยวนออกมารวมแล้วมากกว่าหนึ่งล้านหยวน จากนั้นจึงกลับไปยังลานบ้านและยื่นมันให้กับหลี่เยว่เหยา
“คุณหนู!”
ตึง!
โครม!
หลี่เยว่เหยาหยิบกระเป๋าเดินทางไปก่อนจะเปิดฝาออกจากนั้นจึงโยนมันไปที่หน้าประตูแล้วเค้นเสียงหัวเราะ:“ตราบเท่าที่นายสามารถรักษาอาการป่วยของพ่อฉันได้ เงินนี่เป็แค่มัดจำ”
“เฮือก…”
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นจากฝูงชน
เงินมากขนาดนั้นถูกโยนลงพื้นราวกับเศษกระดาษแถมคนโยนยังไม่แม้แต่จะกะพริบตา ท่าทีเช่นนี้ ความอาจหาญเช่นนี้ต้องเป็พวกคนร่ำรวยแห่งเมืองหลวงอย่างแน่นอน
เหล่าชาวบ้านนิ่งอึ้งบางคนกระทั่งเร่งรีบเอ่ยปากโน้มน้าวให้หลินเซียวช่วยรักษาเงินมากขนาดนี้หากไม่คว้าไว้ก็เป็คนโง่แล้ว
ยามนี้คนมีเงินแล้วพวกเขาย่อมเกาะติด ก่อนหน้าคนบอกว่าทำเงินไม่ได้ ตอนนี้เงินมากองอยู่ตรงหน้าย่อมไม่มีข้ออ้างอะไรอีก
พูดสั้น ๆสิ่งที่เหล่าชาวบ้าน้าจะสื่อในตอนนี้คือ อีกฝ่ายติดหนี้พวกเขาก็ควรจะต้องออกมาชดใช้คืน
โชคร้ายที่บานประตูไม้ยังคงนิ่งสนิททั้งยังไม่มีท่าทีว่าจะมีใครออกมา
“เกินไปแล้ว!”หลี่ลี่ม้วนแขนเสื้อ พุ่งไปยังบานประตูแล้วยกขาขึ้นถีบ
เปรี้ยะ!
บานประตูไม้เปิดออกอย่างกะทันหัน
เมื่อเห็นหลินเซียวปรากฏตัวขึ้นหลี่เยว่เหยาก็หัวเราะคิกคัก ครุ่นคิดอยู่ในใจ เมื่อกี้คนยังแสร้งทำเป็ใสซื่อไม่สนใจเงินทองอยู่ตอนนี้พอเห็นเงินแล้วก็ยอมออกมาง่ายๆ เลย?
หมอเทวดาที่ว่าสุดท้ายแล้วก็เป็มนุษย์โลกคนหนึ่งที่เห็นแก่เงิน
หลินเซียวยืนอยู่ที่หน้าบานประตูมองไปยังหลี่ลี่ด้วยดวงตาเย็นเยียบไร้ความรู้สึก
“นาย…”หลี่ลี่ถอยหลังอย่างรวดเร็วและมองไปยังหลินเซียวอย่างตื่นตระหนกพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“นายทำอะไรของนายถีบประตู? นายมีเงินจ่ายรึเปล่า?”หลินเซียวเดินออกมาและเหลือบมองไปยังเงินบนพื้นดวงตายังคงเย็นเยียบเช่นก่อนหน้า
“ประตูพังฉันก็ต้องจ่าย...จ่าย…”แต่เดิมหลี่ลี่อยากจะพูดว่าประตูที่พังไปนั้นมีค่าแค่ไม่กี่หยวน เขาย่อมจ่ายได้เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไร เมื่อดวงตาของหลินเซียวมองมาเขาก็กลืนประโยคครึ่งหลังกลับลงไปในทันที เขาอดกลั้นจนใบหน้าลำคอแดงก่ำพร้อมกับหดขาที่ยื่นออกไปราวกับถูกไฟฟ้าช็อต
มันเป็เพราะว่าดวงตาของหลินเซียวนั้นน่ากลัวเกินไปหลี่ลี่เองก็เป็คนที่ข้ามผ่านแม่น้ำทะเลสาบมามาก ไม่ใช่คนไร้ประสบการณ์ทว่าเขากลับรับรู้ได้ถึงความเย็นที่คืบคลานไปตามไขสันหลังตรงเข้าสู่ศีรษะของเขา
แต่เพราะ้ารักษาหน้าแม้ว่าหลี่ลี่จะหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย เขาก็ยังคงตวาดด้วยท่าทีดุดัน: “ไอ้หนูวันนี้ฉันจะทำให้นายรู้ว่านายกำลังมีเื่อยู่กับใคร”
หลี่ลี่ที่ตัวหนาใหญ่มองดูแล้วน่ากลัวอย่างมากเขาตั้งท่าแผ่บรรยากาศจริงจังออกมา หมัดที่ส่งออกมาแหวกอากาศสร้างเสียงลมรุนแรง
ฟึ่บ!
ฝูงชนส่งเสียงเอะอะ
ฮ่าห์!
เมื่อเผชิญกับหมัดที่ราวกับสายฟ้าฟาดเหล่าชาวบ้านต่างก็รู้สึกเป็กังวลแทนหลินเซียวอย่างบอกไม่ถูก หากหมัดนั้นกระแทกโดนล่ะก็หากไม่ตายก็คงพิการ
ปั่ก!
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าหลินเซียวจะยื่นฝ่ามือออกไปด้านหน้ารับหมัดที่มุ่งตรงมาตรงๆจากนั้นจึงกำหมัดใหญ่โตของหลี่ลี่เอาไว้
หลินเซียวไม่สั่นไหวต่อหมัดที่รุนแรงนั้นเลยแม้แต่น้อยนิ่งสงบราวกับูเา
ชายหนุ่มแย้มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะบิดข้อมืออย่างช้าๆ
“อ๊าก!”หลี่ลี่รู้สึกราวกับว่าแขนของเขาจะหัก ร่างทั้งร่างที่ยืนอยู่บิดตามไป
“ฝีมือแค่นี้กล้ามาสร้างเื่?สำคัญตัวเกินไปแล้ว!”หลินเซียวเค้นเสียง ยกมือขึ้นแล้วส่งร่างของหลี่ลี่กระเด็นลอยออกไป
ตูม!
ด้วยแรงเฉื่อยหลี่ลี่หมุนตัวสองรอบเต็มๆ กลางอากาศก่อนจะกระแทกลงที่พื้นราวกับสุนัขตายส่งให้ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว
“แค่ก แค่ก แค่ก…”หลี่ลี่ถูกโยนลงที่พื้น ดวงตามองเห็นดาว
ตัวเขาฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาั้แ่เด็กแต่เมื่อมาเผชิญหน้ากับหลินเซียว กระทั่งการโจมตีเดียวก็ยังไม่อาจรับได้ช่องว่างของความแข็งแกร่งมีมากเกินไป
เหล่าชาวบ้านนิ่งอึ้งพวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าหลินเซียวจะมีความสามารถในการต่อสู้แข็งแกร่งแบบนี้ถ้าเมื่อครู่เป็พวกเขาที่เข้าไปหาเื่ไม่ใช่ว่าจะเป็พวกเขาเองหรอกเหรอที่นอนอยู่บนพื้นตอนนี้?
“หยุดนะ!”หลี่เยว่เหยาลนลาน เดินออกไปขวางหลี่ลี่ “เรามาที่นี่แค่เพราะการรักษาทำไมต้องลงมือด้วย?”
“ดูแลหมาตัวเองหน่อย!”หลินเซียวเอ่ยด้วยท่าทีเฉยชา
หลี่เยว่เหยาที่หัวเสียอย่างหนักอยากที่จะสะบัดหน้าเดินหนีไปทว่าเธอก็อดกลั้นอีกครั้งแล้วเอ่ยเสียงต่ำ “ตราบเท่าที่นายรักษาพ่อฉันฉันก็ยังจะพูดตามเดิม เงื่อนไขนายสามารถกำหนดมาได้เลย”
“ให้ฉันกำหนด?”ดวงตาของหลินเซียวกลอกไปมา“พ่อเธอเป็อะไร?” ชายหนุ่มยกขาก้าวข้ามหลี่ลี่ใส่รองเท้าแตะเยินๆ แล้วเดินไปหาหลี่เยว่เหยา
หญิงสาวที่อยู่ตรงข้ามมีผิวกายขาวนวลและท่าทีสง่างามกลิ่นหอมสดชื่นแผ่กระจายออกมาทำให้คนอยากจะเข้าใกล้เสื้อผ้าที่สวมใส่ถูกตัดเย็บอย่างดี ทุกฝีเย็บประณีตงดงามพอดีกับร่างกายอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะใบหน้าที่ราวกับนางฟ้านั้นไม่มีชายคนใดที่ยินยอมจะละสายตายามที่เห็น
น่าเสียดายที่หลินเซียวมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาไร้ความรู้สึกเยือกเย็นสงบนิ่งราวกับผืนน้ำ
ในตอนนี้เองที่หลี่เยว่เหยาเค้นเสียงอยู่ในใจมีผู้ชายมากมายแค่ไหนกันที่เสแสร้งเพื่อที่จะได้รับความสนใจจากเธอ? นายยังห่างไกลนัก
หลี่เยว่เหยาไม่ได้แสดงความเหยียดหยามในใจออกมาและเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีอยากจะลองดูอีกสักครั้ง “เมื่อหนึ่งเดือนก่อนพ่อของฉันหมดสติไปอย่างกะทันหันในตอนกลางคืน ใบหน้าของเขาขาวซีด แขนขาไม่มีแรงและมีสติแค่เล็กน้อยเท่านั้น เขามักจะพูดจาไม่รู้เื่ ไม่ยอมทานอาหารหมอไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเขาเป็โรคอะไร”
เธอเอ่ยคำพูดพวกนี้ออกมาด้วยท่าทีไร้ความรู้สึกราวกับว่ามันเป็เพียงเพื่อการทำให้จิตใจของเธอสงบลง ไม่ใช่เพื่อที่จะหาหมอมารักษา
ในความคิดของเธอหมอเทวดาที่ว่าตรงหน้าเธอนั้นเด็กเกินไป ดูมีอายุราวๆ 20 ปีเท่านั้นคนแบบนี้จะเป็ยอดฝีมือทางการแพทย์ได้อย่างไร
ทว่าในเมื่อเธอมาถึงที่นี่แล้วหลี่เยว่เหยาก็ย่อมไม่ยอมปล่อยฟางเส้นสุดท้ายไป แม้ว่ามันจะเป็เพียงความหวังหนึ่งในหมื่นเธอก็จะต้องลองเสี่ยงดู
“โอ้?” หลินเซียวเลิกคิ้วขึ้นสูง ขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยเสียงแ่ “เขาไอเป็เืทุกวันตอนเที่ยงคืนรึเปล่า? แล้วจากนั้นก็ไออย่างรุนแรงไปอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น?”
หลี่เยว่เหยาผงะพูดไม่ออก “นายรู้ได้ยังไง?”
เพื่อที่จะเก็บรักษาความลับไม่ให้คนอื่นๆ รู้ว่าอาการของพ่อเธอย่ำแย่มากแค่ไหนจึงมีคนเพียงไม่กี่คนที่รู้ถึงรายละเอียดอาการป่วยของเขาแน่นอนว่านั่นย่อมไม่รวมถึงหลินเซียว
หลังจากที่ได้ฟังอาการพื้นฐานแล้วอีกฝ่ายก็เอ่ยถึงลักษณะอาการสำคัญออกมาในครั้งเดียว หลี่เยว่เหยานิ่งอึ้งประกายความหวังในใจของเธอเพิ่มมากขึ้น
“ทุกๆเจ็ดวันร่างกายจะกลายเป็สีดำ หยุดกระอักเื จากนั้นสีดำจะหายไปในวันต่อไปใช่ไหม?”หลินเซียวดูราวกับได้เห็นมากับตาเอ่ยออกมาตรงๆ
หลี่เยว่เหยาตะลึงจากนั้นจึงพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว อีกฝ่ายพูดไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย
“ฮ่าฮ่าที่พ่อเธอเป็ไม่ใช่โรคร้าย แต่เป็พิษต่างหาก!”หลินเซียวยืดตัวแล้วเอ่ยด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ “ฉันรักษาได้แต่เธอต้องทำตามเงื่อนไขของฉันอย่างหนึ่ง”
.
.
.