หน้าสำนักจินหยางเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์มีแววตาเยือกเย็น แรงกดดันของพลังที่แข็งแกร่งแผ่กระจายออกมารอบร่างกาย นางหันมองสหายร่วมสํานักจากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นว่า
"เรื่องในวันนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปยังภายนอกโดยเด็ดขาด หากข้าได้ยินคนภายนอกเล่าลือกันถึงเรื่องนี้ข้าจะกลับมาคิดบัญชีกับพวกเจ้าทุกคน ไป๋ชิงอวิ๋นคือคนที่ข้าต้องสังหารด้วยน้ำมือของข้าเอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องของข้าพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่ง"
กล่าวจบร่างเงางดงามของนางก็ทะยานกลับขึ้นไปบนภูเขาที่เป็นที่ตั้งของสำนักจินหยาง เทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์ปล่อยให้สหายร่วมสำนักยืนงง แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์ผู้ซึ่งเป็นความหวังของสำนัก ต่อให้พวกเขาทุกคนตรงนี้มีสิบชีวิต พวกเขาก็ไม่กล้าแพร่งพรายเรื่องที่เทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์กำชับออกมาอย่างเด็ดขาด
ห่างจากสำนักจินหยางออกมาประมาณห้าสิบลี้ ทางทิศตะวันออกของสำนักจินหยางคือทางกลับไปเมืองจินหยาง กฎเกณฑ์และอากาศรอบด้านสั่นสะเทือนไป๋ชิงอวิ๋น กู่หวง มู่ปิงเฟิง หยางเฉิน และรถม้าที่ถูกลากด้วยแม่วัวก็ทยอยกันปรากฏตัวขึ้น
ไป๋ชิงอวิ๋นสีหน้าเคร่งขรึมดวงตาฉายแววความกังวล เขาจ้องมองไปยังทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักจินหยาง เขายืนมองอยู่นานสุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา
"อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด" ไป๋ชิงอวิ๋นหมุนตัวหันกลับไปมองสหายของเขาทีละคน กู่หวงมีร่างกายกำยำแข็งแรงใบหน้าคมเข้ม มู่ปิงเฟิงมีใบหน้าหล่อเหลาตามแบบฉบับของคุณชายเย็นชา เขามีรูปร่างที่ดีแต่ร่างกายกับอ่อนแอขี้โรค ส่วนหยางเฉินคือชายผู้มีเสน่ห์และตั้งแต่รู้จักกันมาก็มีหญิงสาวมากหน้าหลายตาเข้ามาวนเวียนอยู่รอบกายของเขาอยู่เป็นประจำ แต่ที่น่าแปลกก็คือหยางเฉินกลับไม่เคยทำอะไรหญิงสาวเหล่านั้นเลย
ไป๋ชิงอวิ๋นเดินเข้าไปประคองร่างของมู่ปิงเฟิง จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า "เรื่องราวในวันนี้ต้องลำบากพวกเจ้าแล้ว"
มู่ปิงเฟิงเงยหน้าขึ้นสบตากับไป๋ชิงอวิ๋น ริมฝีปากของเขาแย้มยิ้มจากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยี่หระว่า "เรื่องเล็กน้อยแค่นี้อย่าเก็บมาใส่ใจเลย แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้พวกข้าจะสร้างปัญหาที่ไม่จำเป็นขึ้นมาจนได้ ชักรู้สึกเสียใจที่ทำอะไรไม่ยั้งคิดลงไปแล้วแฮะ"
"เรื่องนี้ต้องโทษเจ้านั่นแหละชิงอวิ๋น เจ้าไม่รู้หรอกว่าตอนที่เจ้าหายตัวไปพวกข้าเป็นห่วงเจ้าขนาดไหน" หยางเฉินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
ไป๋ชิงอวิ๋นรับฟังสหายของเขาด้วยความเป็นมิตร เขาไม่ได้รู้สึกไม่พอใจกับท่าทีฉุนเฉียวของสหายของเขาเลย แต่ในทางกลับกันเขากลับรู้สึกอบอุ่นหัวใจและมีความสุข การมีสหายคอยเป็นห่วงเป็นใยสิ่งนี้นับว่าประเสริฐที่สุดแล้ว จะมีสักกี่คนบนโลกที่จะสามารถร่วมเป็นร่วมตายกับสหายได้เหมือนกับพวกเขาเหล่านี้
ในโลกที่เต็มไปด้วยความสับปรับและหลอกลวง มิตรแท้หาได้ยากยิ่งกว่าเงินทอง ส่วนเงินทองมีความรู้มากหน่อยก็หาได้ไม่ยาก ส่วนเพื่อนแท้หรือมิตรสหายที่สามารถตายแทนกันได้ คือสิ่งล้ำค่าที่สำหรับบางคนทำได้เพียงใฝ่ฝันถึงแต่ไม่สามารถคว้ามาไว้ในมือได้
กู่หวงก็มีความคิดอยากจะบ่นไป๋ชิงอวิ๋นอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อเห็นคราบเลือดจากหัวไหล่ด้านซ้ายของไป๋ชิงอวิ๋น สีหน้าของเขาก็ไม่สู้ดี เขารีบกล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วง
"ชิงอวิ๋นดูเหมือนหัวไหล่ซ้ายของเจ้าจะได้รับบาดเจ็บ เป็นอะไรมากหรือไม่" กู่หวงมีท่าทีลนลานเขารู้สึกตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อยเมื่อเห็นบาดแผลกว้างบนไหล่ซ้ายของสหาย "ให้ตายเถอะ เหตุใดเทพธิดาหลี่ถึงเป็นคนที่ใจดำอำมหิตเช่นนี้ ข้าจะไปเอาเรื่องนาง"
มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินจ้องมองไปยังหัวไหล่ซ้ายของไป๋ชิงอวิ๋นด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของพวกเขาดูไม่ดีเอาเสียเลย ในตอนนี้พวกเขาอยากจะกลับไปที่สำนักจินหยางเพื่อต่อว่านิสัยดุร้ายป่าเถื่อนของเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์
หมับ!
ไป๋ชิงอวิ๋นคว้าแขนของกู่หวงเอาไว้ในทันที "บาดแผลเล็กน้อยไม่ควรค่าให้เก็บมาใส่ใจ อีกอย่างอย่าเอาชีวิตไปทิ้งเพราะอารมณ์ชั่ววูบเลย" แสงสีขาวนวลเปล่งประกายออกมาจากบาดแผลของไป๋ชิงอวิ๋น ใช้เวลาไม่นานเลือดก็หยุดไหลไปโดยปริยาย ปากแผลขยับเริ่มสมานเข้าหากันด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
กู่หวง มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินจ้องมองบาดแผลของไป๋ชิงอวิ๋นด้วยความตกตะลึง ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วันเหตุใดสหายของเขาถึงได้เปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ เมื่อประมาณครึ่งเดือนก่อนสหายของเขาคนนี้ยังเป็นเพียงแค่คนไร้ประโยชน์เหมือนกับพวกเขาอยู่เลย
แต่พอมานึกดูดีๆแล้ว นี่พวกเขามองพลาดเรื่องใหญ่ไปหรือนี่ ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้พวกเขาจะตกใจมากเกินไปจนลืมมองดูความเป็นจริง ไป๋ชิงอวิ๋นแท้ที่จริงแล้วเขาเป็นตัวอะไรกันแน่ ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วันเหตุใดถึงได้แข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้
กู่หวงจ้องมองบาดแผลที่สมานเข้าหากันด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ริมฝีปากของเขาอ้าออกจนเป็นรูปตัวโอ เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อว่า "เจ้า...เจ้า..เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร?"
มู่ปิงเฟิงตกใจจนลืมความเจ็บปวด เขาลืมตาขึ้นปากอ้าตาค้างจ้องมองสีหน้าของไป๋ชิงอวิ๋นด้วยความเหลือเชื่อ "ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วันเจ้าแข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้ได้อย่างไร อีกอย่างเจ้าฝึกฝนวรยุทธ์ได้แล้วหรือ"
หยางเฉินเหมือนถูกกระตุ้นด้วยคำพูดของสหายทั้งสอง ดวงตาของเขาเปล่งประกายมีทั้งความตื่นเต้นดีใจและความตกตะลึงในเวลาเดียวกัน "รีบเล่ามา เจ้าไปเจอโชควาสนาอะไรมากันแน่ เหตุใดถึงได้แข็งแกร่งขึ้นเร็วขนาดนี้"
ไป๋ชิงอวิ๋นมองดูท่าทางตื่นตระหนกของสหายด้วยสีหน้าเฉยเมย จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายว่า "ใจเย็นๆมีสติกันหน่อย เรื่องนี้ข้าไม่คิดจะปิดบังกับพวกเจ้าอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าบางเรื่องมันก็ยากที่จะอธิบาย"
"ต่อให้อธิบายยากอย่างไรวันนี้เจ้าก็ต้องอธิบาย" กู่หวงกล่าวขึ้นด้วยความใคร่รู้
"แค่ก แค่ก" มู่ปิงเฟิงก็อยากจะเร่งเร้าให้สหายของเขาอธิบาย แต่ร่างกายเจ้ากรรมมันไม่ยอมฟังคำสั่งของเขาเลย มู่ปิงเฟิงเอามือกุมหน้าอกแล้วสำลักออกมาด้วยความเจ็บปวด
"ถูกต้องตอนนี้ข้าซีเรียสมาก เรื่องนี้เจ้าต้องอธิบายให้แน่ชัด" หยางเฉินก็อยากรู้อยากเห็นมากเช่นกัน เรื่องนี้ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน ถึงกับทำให้คนธรรมดาสามารถกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ เช่นนั้นก็คงต้องเป็นเทพเซียนในตำนานแล้วล่ะที่สามารถสร้างปาฏิหาริย์เช่นนี้ได้
ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองสหายของเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า "เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าเพิ่งจะตายจากไป แต่ในความโชคร้ายก็ยังเหลือความโชคดีให้ข้าอยู่ ข้าได้รับชีวิตใหม่กลับมาและได้รับสืบทอดพลังของจอมยุทธ์ท่านหนึ่งมาด้วย คงเรียกได้ว่านี่คือโชคชะตา ไม่สิหรือจะเรียกมันว่าอภิมหาทุกขลาภดีล่ะ"
กู่หวง มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินสีหน้าแข็งทื่อไปในทันที เหงื่อเย็นไหลออกมาท่วมหลังและหน้าผากของพวกเขา ที่แท้สหายของเขาก็ต้องพบเจอกับความยากลำบากโดยที่พวกเขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ให้ตายเถอะเกิดเรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ขึ้นกับสหายของพวกเขา แล้วเหตุใดที่ผ่านมาพวกเขาถึงได้ใจเย็นอยู่ได้อีก
กู่หวงยื่นมือมาสัมผัสไหล่ของไป๋ชิงอวิ๋น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง "เจ้ายังสบายดีนะ"
ไป๋ชิงอวิ๋นยกมุมปากเผยให้เห็นรอยยิ้มที่อ่อนโยน "ข้ายังสบายดี อันที่จริงข้าต้องขอบคุณเหตุการณ์ครั้งนี้ที่ทำให้โชคชะตาของข้า และโชคชะตาของพวกเจ้าเปลี่ยนแปลงไป ต่อจากนี้โชคชะตาของพวกเราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว"
"แล้วเรื่องทั้งหมดเป็นมายังไงกันแน่" หยางเฉินกล่าวถามขึ้น
"พวกเจ้าพอจะได้ยินเรื่องที่ว่าเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์มีใจให้ข้าบ้างหรือไม่" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวขึ้น
"เรื่องนี้ก็พอได้ยินมาอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนี่ อันที่จริงเรื่องนี้เพิ่งจะมาแพร่กระจายในเมืองจินหยางเมื่อประมาณครึ่งเดือนก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าเหตุใดเจ้าถึงได้ถามล่ะ" หยางเฉินอธิบายและถามด้วยสีหน้าสงสัย
"เรื่องจริงกับผีน่ะสิ ถ้าเป็นเรื่องจริงเมื่อครู่นางจะออกกระบี่ฟันใส่ข้าได้อย่างไร คนที่ปล่อยข่าวลือต้องมีเจตนาไม่ดี ไม่ว่าข่าวลือนี้จะมีจุดมุ่งหมายโจมตีมาที่ข้า หรือบางทีอาจจะมีจุดมุ่งหมายทำให้เทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์เสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ไม่ว่าจะอย่างไหน การตายของข้าก็มีต้นกำเนิดมาจากเรื่องนี้" ไป๋ชิงอวิ๋นเล่าด้วยสีหน้าเยือกเย็น
"เยว่เซี่ยวฟานเจ้าบ้านั่น ข้าไม่คิดเลยว่าเขาจะหลงเชื่อข่าวลือแล้วหันมาลงมือกับข้า ในตรอกแห่งหนึ่งที่เมืองจินหยางข้ากำลังเดินทางกลับโรงเตี๊ยมแสงจันทร์เพื่อมาหาพวกเจ้า แต่อนิจจาข้าดันโชคไม่ดีไปเจอกับเจ้าอันธพาลคนนี้ เขาให้คนรับใช้ฟาดข้าจนข้าสลบ พอรู้ตัวอีกทีข้าก็ไปโผล่อยู่ที่ผาเทียมเมฆแล้ว"
"เจ้าเศษสวะนี่โหดเหี้ยมอำมหิตจนเกินเยียวยา เขาซ้อมข้าและทรมานข้าจนข้าไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป" ไป๋ชิงอวิ๋นเล่ามาถึงตรงนี้สีหน้าของเขาก็เจ็บปวด "หลังจากที่เจ้าเศษสวะนั่นทรมานข้าจนหนำใจ เขาก็ใช้กระบี่เสียบทะลุขั้วหัวใจของข้า จากนั้นก็ถีบข้าลงไปยังส่วนลึกของหน้าผาเทียมเมฆ ในตอนนั้นสติของข้าไม่เหลืออยู่แล้ว และโลกทั้งใบก็ดำมืดไปหมด ข้ารู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองค่อยๆเย็นลง จากนั้นก็ไม่สามารถสัมผัสถึงสิ่งรอบข้างได้อีก"
"เรื่องราวหลังจากนี้ถือว่าเป็นเรื่องราวอภินิหาร ข้าถูกจอมยุทธ์ลึกลับท่านหนึ่งช่วยชีวิตไว้และได้สืบทอดพลังต่อจากเขา หลังจากนั้นข้าก็ได้เจอกับเรื่องมหัศจรรย์อีกมากมาย คิดว่าชีวิตของตัวเองจะแตกดับไปแล้วอยู่หลายครั้ง แต่ก็นับว่าโชคยังดีที่สุดท้ายข้าก็รอดมาได้"
"ก่อนผู้อาวุโสท่านนั้นจะจากไปเขาบอกว่ามีศัตรูที่แข็งแกร่งมากจะให้ข้าช่วยกำจัด ข้าอยากรู้ว่าพวกเจ้าอยากจะช่วยข้ากำจัดศัตรูคนนั้นของเขาหรือไม่"
กู่หวง มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินเมื่อได้รับฟังเรื่องที่ไป๋ชิงอวิ๋นเล่า สีหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ขณะเดียวกันก็ตกตะลึงและตื่นเต้นกับสถานการณ์ที่สหายได้เผชิญมา
พวกเขามีสีหน้าเจ็บปวดใจ จากนั้นกู่หวงก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแอไร้กำลังว่า "ข้าเองก็อยากช่วยนะ แต่คนไร้ประโยชน์อย่างข้าจะช่วยอะไรได้"
"เฮ้อ..คนอ่อนแอขี้โรคอย่างข้าจะเป็นกำลังให้กับเจ้าได้อย่างไร ข้านึกภาพไม่ออกเลย" มู่ปิงเฟิงคอตกเขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าใจ
"นั่นน่ะสิ ถึงอยากเป็นกำลังให้เจ้าแต่พวกข้าคงไม่มีโอกาสนั้นแล้วล่ะ ขอแค่หลังจากนี้เจ้าใช้ชีวิตในส่วนของตัวเองให้ดีแทนพวกข้าที่เป็นคนไร้ประโยชน์ เพียงแค่นี้พวกข้าก็ดีใจมากแล้ว" หยางเฉินสีหน้าเศร้าสร้อยแต่เขาก็ยังยิ้มออกมาด้วยความจริงใจ ถึงแม้จะมีความอิจฉาอยู่ภายในใจของเขาอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกเหล่านั้นมันเทียบไม่ได้กับความตื่นเต้นดีใจที่สหายของเขาได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์
ไป๋ชิงอวิ๋นหันมองใบหน้าของพวกเขาทีละคน เขาตบหัวไหล่ของสหายด้วยความซาบซึ้งใจ จากนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของเขาดังกระจายออกไปไกลหลายสิบลี้ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเปล่งประกาย เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
"คนที่บอกว่าพวกเจ้าอ่อนแอไร้ประโยชน์ คนพวกนั้นเป็นพวกตาต่ำมองไม่เห็นเพชรในตม เป็นพวกที่มีแค่ดวงตาแต่ไร้แวว ในสายตาของข้าพวกเราคือผู้ที่มีร่างกายพิเศษ เชื่อข้าเถอะพวกเรานี่แหละคืออัจฉริยะแต่กำเนิด เป็นผู้ที่มีร่างกายพิเศษที่สวรรค์ประทานมาให้"