หยางจูกำเงินที่คุณย่าหวงยื่นให้ แล้วคลี่ออกมาดู พบว่าเป็เงินมากถึง 10 หยวน เท่าที่ความทรงจำของร่างนี้บอกได้ คือเธอไม่เคยได้รับความเมตตาจากใครเลย กระทั่งคุณย่าหวงเองก็ตาม
“เล่นละครได้ดีนี่”
หยางจูหันไปมองตามเสียง พบว่าอาสะใภ้ยืนกอดอกอยู่ข้างหลัง ไม่รู้ว่าท่านเห็นตอนที่เธอคลี่เงินออกมาดูหรือเปล่า แต่น้ำเสียงตอนนี้บ่งบอกชัดเจนว่าตั้งใจมาหาเื่
“ฉันว่าคนที่เล่นละครเก่งน่าจะเป็อาสะใภ้มากกว่านะคะ ตั้งใจให้ครอบครัวคนอื่นทะเลาะกัน เสร็จแล้วตัวเองก็มาเฉลยเอาตอนท้าย ทั้งยังใจดีคลี่คลายปัญหาอีกต่างหาก ถึงว่าทำไมคุณแม่ถึงตามอาสะใภ้ไม่ทัน”
“หึ คนอย่างแม่สามีหล่อนน่ะเหรอจะมาเทียบคนอย่างฉันได้? แต่หล่อนก็เริ่มฉลาดขึ้นมาบ้างแล้วนี่ เพราะฉะนั้นฉันขอเตือนหล่อนเอาไว้ สิ่งไหนควรพูด แล้วสิ่งไหนไม่ควรพูด ทีหลังอย่าเอาเื่นั้นมาขู่ครอบครัวของฉันอีก” พูดจบก็เดินออกจากห้องครัวไป ทิ้งให้หยางจูขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด
“สงสัยว่าจะสร้างศัตรูไปทั้งบ้านสินะแม่หยางจู”
หลายวันผ่านไป ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าที่ เสื้อของลูกชายตัวแรกก็เสร็จสมบูรณ์แล้วเช่นเดียวกัน วันนี้เขาก็มาท่องหนังสือที่ห้องของเธอตามปกติ
“มานี่สิ” หยางจูกวักมือเรียกลูกชาย
ตอนนี้เขาไม่ได้หวาดกลัวเธอเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทั้งสองคนสนิทสนมกันมากขึ้น หยางจูเองก็ค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์ กล้าแทนตัวเองว่าแม่ แล้วกล้าเรียกเขาว่าลูกชายได้อย่างเต็มปาก
“สวยมากเลยครับ” เด็กชายมองชุดใหม่ที่อยู่ตรงหน้า แล้วยิ้มออกมาด้วยความชอบใจ
“ลองใส่ดูสิ เผื่อว่าไม่พอดีตัว แม่จะได้แก้ไขให้” เธอบอก จากนั้นก็ช่วยลูกชายเปลี่ยนชุดใหม่แทนชุดเดิมที่ถูกเย็บจนแทบไม่เห็นเค้าโครงเดิมแล้ว
“อาโหยว ใส่ชุดนี้แล้วดูหล่อขึ้นเป็กองเลย ชุดพวกนี้ก็ทิ้งไปเถอะเปื่อยหมดแล้ว”
“อย่างทิ้งนะครับ ยังใส่ได้อยู่” เด็กน้อยยื้อชุดเดิมของเขา
“จะเก็บเอาไว้ทำไม นี่แม่ก็กำลังทำชุดใหม่เพิ่มให้อยู่”
“ย่าทวดบอกว่าต้องรู้จักคุณค่าของ อะไรที่ใช้ได้ก็ใช้ไปก่อน”
หยางจูถอนหายใจ คำสอนของคุณย่าหวงก็ดีอยู่หรอก แต่มันควรจะยกเว้นเื่นี้ไว้สักเื่สิ พี่น้องคนอื่น ๆ ใส่เสื้อผ้าเก่าก็จริง แต่ก็ไม่ได้เปื่อยรุ่ยเหมือนกับลูกชายของเธอสักหน่อย
“ลูกเคยเห็นพวกพี่ๆ ใส่เสื้อผ้าเหมือนลูกหรือเปล่า”
เด็กน้อยส่ายหน้าแทนคำตอบ เพราะในทุกๆ วันปีใหม่ พี่น้องคนอื่น ๆ จะได้ชุดใหม่คนละหนึ่งชุดจากครอบครัวของพวกเขา ส่วนเขานั้นจะได้ชุดที่ย่าทวดเย็บปะชุนให้ใหม่ในวันนั้นแทน
“ที่ผ่านมาแม่อาจจะเคยทำตัวแย่ เป็แม่ที่ไม่ได้เื่ แต่หลังจากนี้ลูกจะให้โอกาสแม่ได้แก้ตัวสักครั้งได้หรือเปล่า”
หยางจูพูดถึงตรงนี้ก็รู้สึกจุกที่ลำคอจนพูดไม่ออก ไม่คิดว่าเด็กน้อยอายุแค่สามขวบจะเจียมตัวได้มากขนาดนี้ เขาไม่เคยร้องขอในสิ่งที่พี่น้องคนอื่นได้แล้วเขาถูกมองข้าม มีแต่จะยืนอยู่ในมุมที่มืดที่สุด เพื่อที่จะไม่มีใครหาเขาเจอ เธอไม่อยากจะคิดสภาพ ว่าถ้าหากตัวเองไม่ได้มาอยู่ในร่างนี้ แล้วเกิดไม่มีคุณย่าหวงคอยปกป้องเด็กคนนี้ เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร ในเมื่อหน้าของพ่อผู้ที่ทำให้เขาเกิดมาก็จำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
“ครับ” เด็กน้อยพยักหน้า ยอมยื่นชุดเก่าๆ ของตัวเองไปให้แม่
“ชุดนี้แม่ก็ไม่ได้ทิ้ง เพียงแต่จะเปลี่ยนสภาพให้มันกลายมาเป็อย่างอื่นที่มีประโยชน์”
“อะไรเหรอครับ” เด็กน้อยถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ก็อย่างเช่น เอามาเป็ผ้าขี้ริ้วไว้เช็ดทำความสะอาด ลูกว่าดีหรือเปล่า?”
“ดีครับ ทำความสะอาดห้องย่าทวดด้วยได้ไหม?”
“ได้สิ แต่ว่าลูกต้องเป็คนทำนะ เพราะย่าทวดคงไม่ยอมให้แม่เข้าไปในห้องของท่านหรอก" หยางจูทำหน้าเจื่อนๆ เมื่อพูดถึงคุณย่าหวง
“ครับ” เด็กน้อยพูดจบก็รีบคว้าชุดเก่าๆ ของตัวเอง จากนั้นก็วิ่งไปทางห้องของย่าทวดในทันที
ความจริงเขาอยากจะไปอวดชุดใหม่ที่แม่เป็คนเย็บมันให้เขาด้วย ท่านถามอยู่ทุกวันว่าแม่เย็บชุดให้เขาเสร็จหรือยัง ทว่ายังไปไม่ถึงห้องของย่าทวด ก็ถูกเรียกเอาไว้เสียก่อน
“หวงชิวิ”
เด็กน้อยได้ยินก็รีบหยุดวิ่งในทันที เขารู้ว่าคนที่เรียกชื่อเขาเป็ใคร แต่เด็กน้อยไม่ค่อยชอบลูกพี่ลูกน้องคนนี้สักเท่าไหร่
“นั่นแกไปขโมยชุดใครมาใส่?” เสียงของเด็กผู้หญิง หน้าตาธรรมดาๆ คนหนึ่งเอ่ยทักขึ้น ผิวของเธอค่อนข้างคล้ำ ทำให้เวลาใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส แต่ก็ยังดูน่าเกลียดอยู่ดี ถึงแม้ว่าผ้าชุดนั้นจะมีราคาแพงมากแค่ไหนก็ตาม
ต่างจากหวงชิวิ ที่ใส่เพียงชุดผ้าฝ้าย ทว่าผิวขาวที่ถอดฉบับมาจากผู้เป็แม่ อีกทั้งยังมีคิ้วคมเข้มเหมือนคันธนูที่ได้มาจากผู้เป็พ่อ จมูกโด่งเป็สัน ทำให้เขาดูเป็ผู้ดีมากกว่าคนที่ตั้งใจประโคมทุกอย่างให้ลูกของตัวเองใส่ เพื่อกลบปมด้อยเื่สีผิว
“เปล่านะ” เด็กน้อยส่ายหน้ากอดเสื้อผ้าชุดเดิมของตัวเองไว้แน่น
“ยังจะมาโกหกอีก คุณแม่คะ ดูสิคะิเอ๋อร์ไปเอาเสื้อผ้าใครมาใส่ก็ไม่รู้” เด็กหญิงเริ่มหาตัวช่วย ซึ่งคนที่จะช่วยเธอได้ก็นั่งอยู่ที่ลานหน้าบ้านนั้นเอง
“ิเอ๋อร์เป็เด็กเป็เล็กหัดขโมยของแล้วเหรอ ย่าทวดรู้เื่นี้หรือเปล่า?” สูจิ่งหลิวเดินเข้ามาดูชุดใหม่ใกล้ๆ
ซึ่งต้องยอมรับว่าเธอไม่เคยเห็นเด็กคนนี้ใส่ชุดนี้มาก่อนจริงๆ เป็แค่ชุดที่ทำมาจากเนื้อผ้าชั้นเลว แต่พอเด็กคนนี้ใส่กลับดูดีขึ้นไม่น้อย พอหันมามองลูกสาวของตัวเองก็ยิ่งไม่ชอบใจ ทั้งที่ตนเองก็ผิวขาวเนียนละเอียด แต่ลูกสาวกลับได้ผิวของผู้เป็พ่อมาเสียนี่ น่าเจ็บใจนัก
“ผมไม่ได้โกหกนะ” เขาเงยหน้าขึ้นตอบ แม่สอนว่าเวลาพูดกับคนโตห้ามก้มหน้า
เพียะ แต่พอเขาเงยหน้าขึ้นมาตอบ ฝ่ามือก็ถูกฟาดเข้ามาที่ข้างแก้มของเขาอย่างแรงจนหน้าหัน เขาเป็แค่เด็กอายุ 3 ขวบ จะไปทนแรงตบของผู้ใหญ่ที่ไม่คิดจะออมแรงได้อย่างไร
“แง” เด็กน้อยร้องไห้ออกมาเสียงดัง
“หยุดร้องเดี๋ยวนี้นะ คอยดูสิว่าฉันจะจัดการกับคนแบบแกยังไง” สูจิ่งหลิวหันซ้ายมองขวา รีบเข้าไปใช้มือปิดบอกของเด็กน้อยในทันทีเพื่อไม่ให้เขาเสียงดัง
ที่เธอกล้าทำแบบนี้ เพราะเมื่อก่อนไม่ว่าจะตบตีเด็กคนนี้มากแค่ไหน เขาก็ไม่เคยปริปาก เพราะถูกขู่ว่าหากพูดออกไปว่าใครเป็คนทำ แม่ของเขาก็จะถูกใส่ร้ายว่าเป็คนตบตีลูก จึงเป็เหตุให้ไม่ว่าจะถูกหยิกจนเขียวเขาก็ไม่เคยปริปากออกมาเลยสักครั้ง
ทว่าครั้งนี้ต่างออกไป ผู้เป็แม่บอกเขาแล้วว่า ดีใจก็ให้หัวเราะออกมาเสียงดัง เสียใจก็ให้ร้องไห้ ไม่พอใจก็ให้พูดออกมาตรงๆ ห้ามเก็บไว้คนเดียว เจ็บก็ร้องออกมาดังๆ แล้วบอกว่าเจ็บตรงไหน แม่จะคอยอยู่ข้างๆ เขาจึงะโร้องออกมาเสียงดังให้ผู้เป็แม่ได้ยิน
“แง” เด็กน้อยยังคงร้องไห้ไม่หยุด ใบหน้าของเขาเริ่มบวมอย่างเห็นได้ชัด
“หยุดเดี๋ยวนี้นะเด็กเปรตนี่ จะแหกปากให้คนอื่นได้ยินหรือยังไง ไม่มีใครมาช่วยแกได้หรอก เพราะแกมันเป็ขโมย” สูจิ่งหลิวพูดขู่
แต่แล้วทันใดนั้น สูจิ่งหลิวก็ถูกถีบอย่างแรงที่เอว เพราะเธอไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ตัวเองล้มคว่ำไปกองกับพื้นที่ลานหน้าบ้าน
“คุณแม่” เด็กหญิงร้องเสียงหลงเมื่อเห็นแม่ตัวเองถูกถีบจากทางด้านหลัง
“มารดามันเถอะ ใครเป็คนถีบฉัน” เธอร้องออกไปเสียงดังอย่างโมโห รู้สึกเจ็บไปทั้งร่าง บั้นท้ายกระแทกลงไปที่พื้นอย่างแรง
“ฉัน เอง!”