อ้อยป่าหนึ่งลำมีน้ำหนักประมาณสองชั่ง เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยทำงานเกษตรมาั้แ่เด็ก ฝ่ามือจึงหนาด้าน การตัดอ้อยป่าห้าสิบลำสำหรับทั้งสองคนจึงเป็เื่ง่ายดาย เพียงแต่เพิ่งก้าวเข้าประตูบ้านก็ถูกสั่งให้ทำงาน ทั้งที่ข้าวสักมื้อก็ยังไม่ได้กิน
เื่นี้ทำให้หลินอวี่รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง เขาได้แต่จดจำไว้ในใจว่าเมื่อหาเงินได้แล้ว จะชดเชยให้พวกนางอย่างดี
หยางเวยคาบอ้อยพลางมองไปยังเฉินเจียวเหนียง เพื่อรอให้นางเป็คนตัดสินใจ นางตัวเล็กแต่แรงเยอะ ทว่าปริมาณการกินก็เยอะยิ่งกว่า ตอนอยู่ที่อ่าวตงหู หากไม่มีพี่เจียวเหนียงแอบยัดของกินให้ นางคงหิวตายไปนานแล้ว
แม้เฉินเจียวเหนียงจะรู้สึกว่าเื่นี้ช่างน่าเหลือเชื่อ แต่ในเมื่อมีโอกาสรอดชีวิต นางก็ยินดีที่จะลองเสี่ยงดู ยิ่งไปกว่านั้น การตัดอ้อยป่าสำหรับนางแล้วไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรเลย
"ในเมื่อท่านพี่มีความมั่นใจ พวกข้าก็ยินดีทำตามคำสั่งของท่านพี่เ้าค่ะ"
"คอยดูเถิด ข้าจะไปเตรียมตัวสักครู่ แล้วจะรีบกลับมา"
หลินอวี่ปัดเศษดินสกปรกออกจากตัว เมื่อเดินพ้นประตูบ้าน เขาก็สำรวจทิศทางพลางเคี้ยวอ้อยป่ามุ่งหน้าไปยังบ้านของหลินซีเฟิง ความจริงแล้ว วิธีหาเงินของเขานั้นง่ายมาก นั่นคือการเคี่ยวน้ำตาลแดง
แม้ว่าแิเื่น้ำตาลจะปรากฏขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน แต่จนถึงสมัยราชวงศ์ต้าฉางเจี้ยน ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงรับประทานน้ำตาลมอลต์ที่เคี่ยวจากข้าวมอลต์ รวมถึงการนำอ้อยหรืออาหารที่มีรสหวานมาต้มเคี่ยว เพื่อเอาน้ำเชื่อม
น้ำเชื่อมที่จับตัวเป็ก้อนแข็งเรียกว่าน้ำตาลแข็ง ราคาตลาดตามคุณภาพจะอยู่ที่ห้าสิบเหวินไปจนถึงหลายร้อยเหวินต่อหนึ่งชั่ง น้ำตาลแข็งชนิดนี้แตกต่างจากน้ำตาลแข็งที่เขาเคยทานในชาติก่อน เพราะมีสิ่งเจือปนมากและแข็งสุด ๆ
หากกัดเข้าไปอาจทำให้ฟันหักได้ การจะบดให้เป็ผงต้องใช้แรงงานมหาศาล อีกทั้งความหวานยังไม่เพียงพอ และสิ้นเปลืองวัตถุดิบอย่างมาก
สิ่งที่เขาจะเคี่ยวคือผลึกน้ำตาลแดงที่สามารถตกผลึกเป็เกล็ดได้ ดังนั้นแม้ว่าอ้อยป่าจะมีความหวานไม่เพียงพอ แต่น้ำตาลทรายแดงที่เก็บรักษาง่าย รับประทานสะดวก และไม่มีสิ่งเจือปน ย่อมไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ออก
"ย่าเคยบอกว่าการเคี่ยวน้ำตาลแดงให้ตกผลึกและสะอาด ปูนขาวคือหัวใจสำคัญ"
มนุษย์ค้นพบและใช้ปูนขาวเป็ตัวประสานั้แ่สมัยสร้างบ้าน โดยการวางไม้สลับกับหินแล้วเผาเป็เวลาเจ็ดวันจึงจะได้มา ในตอนนี้หลินอวี่ไม่มีเวลามากขนาดนั้น จึงทำได้เพียงไปหยิบจากบ้านของหลินซีเฟิงที่เพิ่งสร้างห้องปีกออกมาสักสองสามกำมือ
อย่างไรเสีย บ้านที่สร้างใหม่ก็ใช้เงินของเขา การขุดกำแพงนิดหน่อยย่อมไม่เป็ไร
เมื่อออกจากบ้าน ทางทิศเหนือเป็ูเาสูงเขียวขจีเรียงรายทอดยาวกว่าห้าสิบลี้ เดินลงตามทางลาดหินที่ราบเรียบจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก จะพบกับบ้านเรือนประมาณสี่สิบหลังที่ตั้งอยู่อย่างเบาบางที่เชิงเขา
หมู่บ้านสือหลินทั้งหมู่บ้านมีประชากรไม่ถึงสามร้อยคน ตั้งรกรากอยู่ที่นี่มาหลายร้อยปีแล้ว หากเดินไปทางทิศใต้หนึ่งลี้ จะพบกับลำน้ำสายเล็ก ๆ กว้างหนึ่งจั้ง บ้านของหลินอวี่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านติดกับูเา ส่วนบ้านของผู้นำหมู่บ้านตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกในพื้นที่ลุ่มริมน้ำที่ราบเรียบที่สุด ห่างกันประมาณห้าร้อยเมตร
ระหว่างทาง เขาพบชาวบ้านหลายคนที่เข้ามาล้อเลียน และแสดงความอิจฉาริษยาออกมาอย่างตรงไปตรงมา
"เ้าอวี่สมกับเป็ถงเซิงที่เคยเรียนหนังสือ แต่งภรรยารวดเดียวได้ถึงสองคน เฉินเจียวเหนียงนั่นอกเป็อกสะโพกเป็สะโพก ดูท่าทางจะให้ลูกง่ายเสียด้วย"
"น่าเสียดายที่ถงเซิงกลายเป็คนปัญญาอ่อน อีกไม่กี่วันบ้านเขาก็คงจะมีคนเดินเข้าออกคึกคักแล้วล่ะ"
"เ้าหนูสือซาน คืนนี้พวกเรารวมกลุ่มกันไปดูเื่สนุกกัน ข้าอยากรู้ว่าดาวหายนะนั่นกับข้า ใครมันจะดวงแข็งกว่ากัน!"
หลินอวี่ได้ยินดังนั้นจึงหยุดยืนตรงหน้าสือชิงจู้ อันธพาลประจำหมู่บ้าน การเยาะเย้ยเขานั้นไม่เป็ไร แต่การสร้างข่าวลือเสื่อมเสียเื่ภรรยาของเขา หากเขายังทนได้ มันจะต่างอะไรกับการถูกสวมเขา?
สือชิงจู้เป็คนว่างงานที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่บ้านสือหลิน เมื่อปีที่แล้วเขาพาภรรยาเข้าบ้านคนหนึ่ง ทว่าเขาติดสุราอย่างหนัก พอดื่มจนเมามายก็มักจะระบายอารมณ์ใส่ภรรยา บีบคั้นจนภรรยาใหม่ะโน้ำฆ่าตัวตายสิบครั้งภายในครึ่งปี และครั้งที่สิบนั้นช่วยขึ้นมาไม่ได้จนเสียชีวิตในที่สุด
หลังจากทางการสอบสวนเสร็จ ก็สั่งห้ามสือชิงจู้รับภรรยาใหม่เป็เวลาสามปี เมื่อเห็นคนปัญญาอ่อนอย่างหลินอวี่มีหญิงสาวขนาบข้างซ้ายขวา จึงเกิดความอิจฉาเป็ธรรมดา เมื่อเห็นหลินอวี่หยุดอยู่ตรงหน้า สือชิงจู้ไม่เพียงไม่ถอยหนี แต่กลับใช้หน้าอกดันหลินอวี่ พร้อมกับท้าทายอย่างลำพองใจว่า
"ไอ้ปัญญาอ่อน... รู้จักปกป้องภรรยาแล้วรึ? เ้าฟังภาษาคนรู้เื่ แล้วเื่บนเตียงเ้าทำเป็หรือไม่?"
หลินอวี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าอ้อยป่าด้านที่ยังไม่ได้แทะ ทิ่มเข้าไปในปากของสือชิงจู้ทันที หลังจากทิ่มเสร็จ เขาก็ปรบมือแล้วหัวเราะเสียงดังอย่างเกินจริง
"ฮ่า ๆ ๆ สือชิงจู้ ปากของเ้านี่แข็งจริง ๆ ทำไมไม่โดนทิ่มจนตายไปเลยล่ะ?"
"ถุย! ถุย!" สือชิงจู้ถ่มอ้อยป่าที่มีคราบเืออกมา ไม่นึกว่าหลินอวี่จะไร้คุณธรรมเช่นนี้ ทำเอาเขาตั้งตัวไม่ติด เขากำลังจะโต้กลับ แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ลึกล้ำของหลินอวี่ เขาก็เห็นเจตนาฆ่าอยู่ในนั้น ประกอบกับอ้อยป่าครึ่งท่อนเปื้อนเืในมือของหลินอวี่ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน
ปกติไอ้ปัญญาอ่อนที่โดนตีไม่สู้ โดนด่าไม่ตอบ วันนี้ทำไมถึงโกรธเหมือนคนปกติได้ล่ะ?
ที่สือชิงจู้กล้าสร้างข่าวลือเสื่อมเสียเื่เฉินเจียวเหนียงอย่างเปิดเผย ก็เพราะสามีของนางเป็คนปัญญาอ่อน หากเป็ภรรยาของผู้อื่น เขาไม่มีทางกล้าพูดจาสุนัข ๆ แบบนี้ ในขณะนี้เขาถูกรัศมีของหลินอวี่ข่มขวัญจนลืมที่จะโต้กลับ
หลินอวี่ยังไม่คิดจะเปิดเผยว่าตนเองไม่ได้ปัญญาอ่อนในตอนนี้ เพื่อไม่ให้หลินซีเฟิงรู้และเข้ามาขัดขวางแผนการหาเงินของเขา หลังจากทำให้สือชิงจู้หุบปากเน่า ๆ ได้สำเร็จ เขาก็ถืออ้อยป่าเดินต่อไป
ชาวบ้านที่เคยหัวเราะเยาะเขาเมื่อครู่ ไม่รู้ว่ารังเกียจคราบเืบนอ้อยว่าอัปมงคล หรือรังเกียจที่ถูกคนปัญญาอ่อนข่มขวัญว่ามันดูโง่เกินไป จึงค่อย ๆ แยกย้ายกันไปเป็กลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เหลือเพียงสือชิงจู้ที่ยืนอยู่ที่เดิม จ้องมองแผ่นหลังของหลินอวี่พลางแค่นเสียงหึ
"ให้เ้าได้เสวยสุขไปก่อนเถอะ พอเ้าเลี้ยงภรรยาสองคนนั้นไม่ไหว ข้าจะจ่ายเงินเพียงหนึ่งเหวิน เพื่อให้นอนกับพวกนางทั้งคืน!"
หลินอวี่ไม่ได้ยินสิ่งที่สือชิงจู้คิด ขณะนี้เขามาถึงหน้าประตูบ้านของหลินซีเฟิงแล้ว
"เ้าหน้าที่ทางการจัดการเรียบร้อยแล้ว อีกสามวันให้นำโฉนดที่ดินไป พวกเขาจะช่วยดำเนินการให้อย่างรวดเร็ว สามารถโยกที่นาสองหมู่ให้เป็ชื่อของเ้าสามได้ทันที"
"เ้าจงรีบไปหว่านเมล็ดข้าวเปลือกเสีย ต่อจากนี้ให้ดูแลที่ดินผืนนั้นเหมือนเป็ที่นาของตัวเอง"
หลินซีเฟิงและภรรยาของเขา เฉินฟางจวี๋ นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่หน้าบ้านและกระซิบกระซาบกันราวกับโอ่งเตี้ยสองใบ เมื่อเห็นเขามาถึง ทั้งสองก็ไม่ได้คิดจะปิดบัง ในสายตาของพวกเขา หลินอวี่ยังคงเป็ไอ้ปัญญาอ่อนที่ต่อให้ถูกขายไปก็ยังจะช่วยนับเงินให้คนขาย
เฉินฟางจวี๋เห็นอ้อยป่าในมือของเขา จึงยื่นมือมาขอ
"เ้าอวี่ กล้าแอบกินอ้อยลับหลังอาสะใภ้รึ ไปตัดทีู่เาหลังบ้านมาอีกสองสามลำ เอามาแบ่งให้พี่น้องของเ้าด้วย"
"อ้อ" หลินอวี่ทำตัวว่าง่าย ยื่นอ้อยป่าให้เหมือนเช่นที่เคยทำ เฉินฟางจวี๋เห็นว่ามีรอยแทะแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ นางกัดปลายอีกด้านที่ยังไม่ได้แทะ พลางเคี้ยวแจ๊บ ๆ และพูดกับหลินซีเฟิงว่า
"พอได้ที่นามา การหมั้นหมายระหว่างเ้าสามกับลูกสาวเศรษฐีเฉินก็จะตกลงกันได้ ทางนั้นบอกว่าแม้จะเป็ลูกอนุแต่ก็ต้องหาคนที่มาจากครอบครัวที่ทำการเกษตรและมีการศึกษา"
"เ้าสามยังสอบไม่ติดถงเซิงก็ค่อย ๆ สอบไป แต่บ้านเรามีที่นาทั้งหมดสี่หมู่ แบ่งให้เ้าใหญ่กับเ้ารองไปครึ่งหนึ่งแล้ว หากเ้าสามไม่มีที่นาในชื่อตัวเอง จะเรียกว่าทำการเกษตรและมีการศึกษาได้อย่างไร?"
เฉินฟางจวี๋ถ่มกากอ้อยทิ้ง พลางปรายตามองหลินอวี่ อดีตถงเซิงที่ยืนฟังอยู่ด้วยความรังเกียจ แล้วลดเสียงต่ำลง
"ท่านพี่ ข้าได้ยินว่า่นี้มีหมีแพนด้าลงมาเดินในป่าลึก พอซื้อที่ดินเสร็จแล้วถ้าไอ้ปัญญาอ่อนนี่หิวจนทนไม่ไหว ท่านก็จงนำทางมันเข้าไปในป่าลึกเสีย ด้วยร่างกายผอมแห้งแบบนั้น ถ้าเจอหมีแพนด้าคงไม่มีทางรอด พ้นปีนี้ไปค่อยขายแม่ม่ายสองคนของบ้านมันเข้าหอนางโลม จะได้เพิ่มสินเดิมให้ลูกสาวเราอีกสักก้อน"
ถลกหนัง กินเนื้อ เลาะกระดูก ต้มน้ำแกง การกินรวบสมบัติมาถึงขั้นนี้ ทำให้หลินอวี่รู้สึกขนลุกด้วยความสะอิดสะเอียน ข้าเกิดมาดวงแข็ง ดูซิว่าข้าจะทิ่มกระดูกสันหลังพวกเ้าให้หักได้อย่างไร!
เขาไม่อยากเสียเวลาอันมีค่าไปกับการฟังแผนการกินคนของพวกเขา เขาจึงหันหลังเดินไปยังห้องปีกที่สร้างใหม่ ค้นหาในกองฟืนจนเจอถุงป่านสีเทาหม่นใบหนึ่ง
เมื่อเปิดออกดู พบว่ายังมีผงปูนขาวดิบอยู่อีกสิบกว่าชั่ง มันเยอะเกินกว่าจะนำไปได้ทั้งหมด เขาจึงหยิบชามดินเผาที่บิ่นแล้วมาตักปูนขาวไปหนึ่งชาม ทันทีที่เดินออกจากห้องเก็บฟืน ก็เผชิญหน้ากับเฉินฟางจวี๋ที่เดินตามมา อีกฝ่ายเห็นชามในมือเขาก็แสดงสีหน้าโกรธเคือง แต่เมื่อเข้ามาดูใกล้ ๆ และเห็นว่าสิ่งที่บรรจุอยู่ไม่ใช่แป้งแต่เป็ผงปูนขาว นางก็ะเิเสียงหัวเราะออกมา
"ท่านพี่ รีบมาดูหลานชายท่านเร็วเข้า เขาโง่จนแยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนแป้งอันไหนปูนขาว"
หลังจากหัวเราะเสร็จ เฉินฟางจวี๋ก็แกล้งถามหลินอวี่ด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยว่า
"เ้าอวี่ เ้าเอาปูนขาวใส่ชาม คงไม่ได้คิดจะเทลงหม้อต้มกินหรอกนะ?"