บทที่ 6 เพื่อนวัยเด็กที่ถูกแย่งชิง
หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามกลับมีดวงตาที่เปล่งประกายอย่างน่าตื่นตะลึง แม้น้ำเสียงที่พูดจะไม่ดังนัก แต่ก็มีเหตุผลในตัวเองทำให้ผู้ฟังเชื่อถือคำพูดของเธอ เพียงพริบตาเดียวเธอก็ดูแตกต่างจากคนอื่น ๆ และบ้านเก่า ๆ หลังนี้อย่างสิ้นเชิง
บางทีนี่อาจเป็ความสง่าผ่าเผยที่แสดงออกตามธรรมชาติ ของผู้มีการศึกษาก็เป็ได้
พ่อแม่สกุลสวี่และสวี่หนิงจิ้งต่างพยักหน้าอย่างอดไม่ได้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเห็นด้วย
พวกเขาส่งสวี่หนิงจิ้งไปเรียนหนังสือ ก็เพื่อให้เธอได้เปิดหูเปิดตามากขึ้นไม่ใช่หรือ?
สมแล้วที่เป็สะใภ้ที่มาจากในเมือง แม้แต่การพูดจาก็แตกต่างจากชาวบ้านอย่างพวกเขา มีเพียงสวี่หนิงอันที่ก้มหน้านิ่ง มองไม่เห็นสีหน้าแววตา
เขารู้สึกต่ำต้อยอยู่ลึก ๆ ตัวเขาที่จบแค่ชั้นประถม จะคู่ควรกับภรรยาที่เรียนจบมัธยมปลายจริงหรือ?
เย่ซู่ซู่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ในสายตาของเธอ เสิ่นเสี่ยวเยว่เป็เพียงตุ๊กตาตั้งโชว์ที่สวยแต่ไร้แก่นสาร
เรียนจบมัธยมปลายแล้วยังไง เป็คนในเมืองแล้วยังไง ใครจะรู้ว่าที่แต่งงานเข้ามาในชนบทเพราะอยู่ในเมืองไม่ได้หรือเปล่า พี่สวี่ที่เป็คนดีขนาดนี้ กลับถูกผู้หญิงคนนี้หลอกลวงไป!
แต่ผิวขาวเนียนละเอียด ใบหน้างดงาม และการพูดจาอันสง่างามของเสิ่นเสี่ยวเยว่ เป็สิ่งที่เธอไม่มีทางเลียนแบบได้ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกอิจฉาอย่างที่สุด!
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอพลันมีน้ำตาคลอ พูดอย่างน่าสงสารว่า "พี่เสิ่น พี่เรียนหนังสือมามาก แต่ฉันไม่เหมือนพี่ ฉันไม่ค่อยฉลาดมาั้แ่เด็ก ตอนเรียนหนังสือก็ต้องพึ่งพี่สวี่ให้คอยช่วยเหลือฉันบ่อย ๆ ตอนที่คนอื่นรังแกฉัน ก็มีแค่พี่สวี่ที่ออกมาปกป้องฉัน
พวกเราเคยเล่นบทบาทสมมติที่โรงเรียน พี่สวี่มักจะเป็เ้าบ่าว ฉันเป็เ้าสาว เื่สนุก ๆ พวกนี้ฉันจำได้ขึ้นใจเลยนะ
พี่สวี่คะ พูดถึงแล้วพวกเราก็เป็เหมยเขียวม้าไม้ไผ่*[1] กันนะคะ"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา บรรยากาศรอบข้างก็หยุดชะงักลงในทันที สมาชิกครอบครัวสวี่ที่อยู่ในที่นั้นต่างขมวดคิ้ว พลางคอยสังเกตสีหน้าของเสิ่นเสี่ยวเยว่อย่างระมัดระวัง
การพูดเช่นนี้ต่อหน้าภรรยาคนปัจจุบัน ถือว่าเป็การท้าทายกันซึ่ง ๆ หน้า
ซุนหลานรีบดึงแขนเสื้อของเย่ซู่ซู่ เป็สัญญาณให้เธอหยุดพูด
สวี่หนิงจิ้งก็เตะขาพี่ชายของเธออย่างแรงใต้โต๊ะ
สวี่หนิงอันใเล็กน้อย แต่ก็รีบตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว หันไปอธิบายกับเสิ่นเสี่ยวเยว่ว่า "เื่นี้ผมจำแทบไม่ได้แล้ว อาจจะมีบ้าง แต่มันก็เป็แค่เื่ตอนเด็ก ๆ"
แต่เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่ได้สนใจเื่เก่า ๆ พวกนี้เลย เธอแค่้าจับประเด็นปัจจุบัน จึงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ "ซู่ซู่ ไม่ใช่พี่จะว่าอะไรนะ แต่การที่เธอจำเื่บทบาทสมมติในโรงเรียนได้ชัดเจนขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่เธอจะรู้สึกว่าการเรียนไม่มีความหมาย"
"คงคิดแต่เื่เล่นสนุกสินะ"
"แต่มีอย่างหนึ่งที่พี่ชื่นชมเธอนะ เพราะอย่างน้อยเธอก็ยอมรับว่าตัวเองไม่ฉลาด ทุกวันนี้คนที่รู้จักตัวเองแบบนี้หายากนะ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่พูดอย่างจริงใจ ถึงขั้นพยักหน้าหงึก ๆ ราวกับเห็นด้วยกับคำพูดของเย่ซู่ซู่จริง ๆ
สวี่หนิงจิ้งที่ได้ยินสิ่งที่พี่สะใภ้เธอพูดถึงกับหลุดขำออกมา คนอื่น ๆ ก็อดขำไม่ได้เช่นกัน ต่างพยายามกลั้นยิ้มที่มุมปากอย่างสุดความสามารถ
เย่ซู่ซู่หน้าแดงก่ำ ไม่พอใจคำพูดประชดประชันของเสิ่นเสี่ยวเยว่อย่างมาก จึงฟาดตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง "เสิ่นเสี่ยวเยว่ เธอหมายความว่ายังไง?"
"พี่สวี่ เราสนิทกันมาตั้งหลายปี พี่จะปล่อยให้เธอรังแกฉันแบบนี้เหรอ?"
พูดจบก็ทำหน้าน่าสงสารราวกับ้าจะออดอ้อนสวี่หนิงอัน
ตอนนี้ไม่เรียก 'พี่สาว' แล้วสินะ
สวี่หนิงอันที่เป็คนเงียบเหมือนน้ำเต้าที่ถูกเลื่อยปากออก*[2] กลับไม่สนใจเย่ซู่ซู่เลย แต่ขยับเข้าไปนั่งใกล้เสิ่นเสี่ยวเยว่มากขึ้น แล้วแอบจับมือเล็กอันนุ่มนิ่มของภรรยาที่อยู่ใต้โต๊ะ
เสิ่นเสี่ยวเยว่สะบัดมือออกในทันที คิดว่าจะจบแค่นั้น แต่เขากลับยื่นมือมาอีกครั้ง คราวนี้กุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้แน่น
ฝ่ามือของเขาหยาบกร้านและอุ่น ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดที่มีคนอยู่เคียงข้าง
เสิ่นเสี่ยวเยว่แอบอมยิ้ม ถึงผู้ชายคนนี้จะพูดไม่เก่ง แต่การกระทำก็จริงใจดี เธอหันไปจ้องตาชายเงอะงะคนนี้แวบหนึ่ง แล้วพูดต่อ
"อะไรกันที่บอกว่าฉันรังแกเธอ?" เสิ่นเสี่ยวเยว่ถอนหายใจพลางทำหน้าไร้เดียงสา "เธอกล่าวหาฉันไปเรื่อย เธอนั่นแหละที่สมองไม่ค่อยดี เธอพูดเองแท้ ๆ ฉันแค่ยืนยันคำพูดของเธอเท่านั้น ซู่ซู่ หรือว่าที่เธอพูดมาทั้งหมดเป็เื่โกหก?"
"เธอ..." เย่ซูซูไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่มองไปที่ซุนหลานด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ
ซุนหลานถอนหายใจเบา ๆ ในใจก็คิดว่าเป็เด็กสาวที่เห็นกันมาั้แ่เล็กจนโต อย่าทำให้อับอายจนเกินไปเลย เดี๋ยวจะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวเสียไป
"เสี่ยวเยว่ ดื่มน้ำซุปสักถ้วยเพื่อให้คอชุ่มชื้นเถอะ แล้วพูดให้น้อยลงหน่อย"
ซุนหลานตักน้ำซุปใส่ชามเปล่าของเสิ่นเสี่ยวเยว่จนเต็ม แล้วหันไปมองเย่ซู่ซู่ "ซู่ซู่ พูดถึงเื่นี้แล้ว เธอก็ควรจะรีบหาคู่ครองได้แล้วนะ ดูอย่างพี่สวี่ของเธอก็แต่งงานไปแล้ว ถ้าเธอยังไม่รีบร้อนอะไร เดี๋ยวก็จะไม่มีครอบครัวที่ดี ๆ เหลือแล้วนะ"
สวี่หนิงจิ้งก็พูดเสริมขึ้นมาว่า "ใช่ ๆ พี่ซู่ซู่ พี่อายุมากกว่าฉันตั้งหลายปี ยังไงก็ควรคิดถึงตัวเองก่อนนะคะ"
เย่ซู่ซู่กัดฟันด้วยความไม่พอใจ
เธอเงยหน้าขึ้นมองสวี่หนิงอันอย่างมีความหมาย พูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นและน้อยใจเล็กน้อย "ฉันคิดถึงตัวเองมานานแล้ว เื่ที่คิดว่าแน่นอนแล้ว ก็ดันมีคนมาแย่งชิงกลางทาง ไม่รู้ว่าใช้วิธีอะไร!"
คำพูดทั้งหมดแฝงความหมายว่าคนคนนั้นก็คือเสิ่นเสี่ยวเยว่
ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างเข้าใจความหมายกันดี สีหน้าของพวกเขาจึงไม่ค่อยดีนัก
แม้แต่คุณพ่อสวี่ที่เป็คนแก่อารมณ์ดีก็ยังทนฟังไม่ได้ จึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "ซู่ซู่ การแต่งงานไม่ใช่เื่ที่จะสำเร็จได้ด้วยความรักข้างเดียว ต้องรักใคร่กันทั้งสองฝ่าย เธอก็โตเป็สาวแล้ว ควรรู้ว่าอะไรควรพูดหรือไม่ควรพูดนะ"
"ครอบครัวของเราสองบ้านต่างช่วยเหลือกันมาตลอด ถ้าเธอได้คู่ครองที่ดี ครอบครัวของเราก็จะดีใจไปกับเธอด้วย"
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เย่ซู่ซู่ก็เข้าใจดีว่าตัวเองคงไม่มีความหวังแล้ว ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วยิ่งไม่เหลือเืฝาดเลยแม้แต่น้อย
"ลุงคะ หนูอยากถาม พี่สวี่กับเธอรักใคร่กันจริงหรือคะ?"
คุณพ่อสวี่ "..."
เด็กคนนี้ทำไมถึงไม่ยอมหยุดสักที ตักเตือนยังไงก็ไม่ฟัง
เย่ซู่ซู่ยิ้มเยาะ "เห็นไหมคะ แม้แต่ลุงเองก็ตอบไม่ได้"
"เธอตกลงแต่งงานกับผม และผมก็เต็มใจแต่งงานกับเธอ นี่ไม่ใช่ที่เรียกว่ารักใคร่กันทั้งสองฝ่ายหรอกหรือ?" สวี่หนิงอันพูดอย่างจริงจัง แสดงความคิดเห็นที่เป็เอกลักษณ์ของตัวเอง ในใจรู้สึกรังเกียจคำพูดของเย่ซู่ซู่อยู่บ้าง
ดวงตาของเย่ซู่ซู่แดงก่ำในทันที
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมพี่สวี่ถึงได้มาชอบพอกับผู้หญิงคนนี้อย่างกะทันหัน
ทั้งที่พวกเธอเป็เพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก รู้จักกันดีทุกอย่าง ตัวเธอเองก็ไม่ได้หน้าตาแย่ ยังเป็สาวงามที่ทั้งหมู่บ้านยอมรับ ทั้งขยันทั้งเก่ง ในหมู่บ้านไม่มีใครไม่ชอบเธอ แต่จู่ ๆ เสิ่นเสี่ยวเยว่ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้
ไม่ถึงครึ่งเดือนก็จัดการขั้นตอนแต่งงานทั้งหมดเสร็จสิ้น กระทั่งเธอยังไม่ทันตั้งตัว สวี่หนิงอันก็มีภรรยาแล้ว และทั้งตระกูลสวี่ก็เข้าข้างเธอคนนั้นอีกต่างหาก!
เธอจ้องใบหน้างดงามของเสิ่นเสี่ยวเยว่อย่างแค้นเคือง อยากจะกระโจนเข้าไปข่วนหน้านางปีศาจจิ้งจอกคนนี้สักหลายที
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเย่ซู่ซู่ที่สีหน้าเริ่มบิดเบี้ยวน่ากลัว เสิ่นเสี่ยวเยว่กลับไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย ถึงขนาดยิ้มอย่างสดใสให้เธอ
ล้อเล่นหรือ เธอยังไม่กลัวซอมบี้เลย จะมากลัวเย่ซู่ซู่ทำไมกัน?
"ซู่ซู่ บางครั้งคนเราก็ต้องมองโลกในแง่ดีบ้าง อย่าไปจ้องแต่เื่ของคนอื่น มันไม่ใช่เื่ที่เธอจะไปยุ่งได้" เสิ่นเสี่ยวเยว่พูดด้วยน้ำเสียงห่วงใยอย่างปลอม ๆ พลางจิบน้ำซุปอย่างไม่รีบร้อน "อีกอย่าง ทำไมสีหน้าเธอดูไม่ค่อยดีเลย ไม่สบายหรือเปล่า?"
ซุนหลานก็ได้โอกาสพูดต่อจากเสิ่นเสี่ยวเยว่ทันที "ใช่แล้ว ซู่ซู่ วันนี้เหนื่อยมากใช่ไหม ถ้างั้นรีบกลับบ้านไปพักผ่อนดีกว่านะ"
เย่ซู่ซู่จะไม่เข้าใจความหมายของซุนหลานได้ยังไง ก็แค่พูดเข้าข้างเสิ่นเสี่ยวเยว่และไล่เธอกลับบ้านเท่านั้นเอง แต่เธอทนไม่ได้ ยิ่งต้องทำให้พวกเขารำคาญใจให้ถึงที่สุด
"เสิ่นเสี่ยวเยว่ เธอรู้ไหม จริง ๆ แล้วฉันกับพี่สวี่ได้หมั้นหมายกันไว้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ คนที่จะได้แต่งงานกับพี่สวี่เมื่อวานก็คือฉัน! เธอมันเป็จอมขี้ขโมย!
พี่สวี่คะ ผู้หญิงคนนี้เมื่อวานยังทำเื่พยายามฆ่าตัวตายตอนไหว้ฟ้าดินอยู่เลย พี่คิดว่าเธอจะจริงใจที่จะใช้ชีวิตกับพี่จริง ๆ หรือ? ใครจะรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่กันแน่!"
"ใครหมั้นหมายกับเธอไม่ทราบ?!"
สวี่หนิงอันลุกขึ้นยืน ร่างสูงเกือบร้อยเก้าสิบเิเของเขาดูน่าเกรงขาม ดวงตาลุกโชนราวกับจะเผาไหม้คนทั้งเป็ จนทำให้เย่ซู่ซู่ต้องก้มหน้าลงด้วยความอึดอัดและหวาดกลัว
"พ่อกับแม่เป็คนพูดหรือ?" สวี่หนิงอันมองไปทางพ่อสวี่และซุนหลาน ทั้งสองรีบส่ายหน้าพร้อมกัน
"งั้นเป็เสี่ยวจิ้งหรือ?"
"พี่ ไม่ใช่ฉันนะ ฉันไม่เคยพูดอะไรแบบนั้น" สวี่หนิงจิ้งรีบปฏิเสธทันที
สวี่หนิงอันชำเลืองมองไปทางเสิ่นเสี่ยวเยว่ เมื่อเห็นว่าสีหน้าเธอไม่มีอะไรผิดปกติถึงได้วางใจ แล้วพูดอย่างเด็ดขาดว่า "ผมไม่เคยพูดว่าผมมีคู่หมั้นอะไรทั้งนั้น ต่อไปขอให้สหายเย่สำรวมตัวด้วย"
เยี่ยซูซูรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนผ่าว ราวกับถูกตบหน้าหลายที จนมันแดงก่ำ พูดติดอ่างว่า "พี่สวี่ใจร้าย..."
"ดึกแล้ว ฉันขอตัวกลับบ้านก่อน"
พูดจบก็วิ่งออกไปราวกับกำลังหนี แม้กระทั่งเสียงสะอื้นยังได้ยินอยู่แค่สองสามครั้งเท่านั้น
[1] เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ (青梅竹马) เป็สำนวนจีน ปกติใช้สื่อถึงคู่รักที่เป็เพื่อนเล่นกันในวัยเด็ก
[2] อ้างอิงมาจากสำนวน 闷嘴葫芦 ซึ่งหมายถึงคนที่พูดไม่เก่งหรือไม่ค่อยพูด