บทที่212แปดวันที่แตกต่าง
เวลาแห่งดินแดนความเป็นความตายล่วงเลยจวบจนแรมปีแต่เวลาบนภพมนุษย์กลับเพียงผ่านไปแค่หนึ่งวันเท่านั้น งานมงคลอันสะเทือนปฐพีได้ย่นเข้ามาเหลือแค่แปดวันจำนวนวันนี้ดูไม่มากไม่น้อย แต่พลอยสร้างความวุ่นวายเร่งรีบให้แก่ผู้คนทั้งปฐพี เทียบเชิญอันทรงเกียรติจากนิกายเทวะวจนะถูกส่งไปยังทุกที่ตัวตนสำคัญในแผ่นดินใหญ่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธเทียบเชิญ จึงล้วนต่างตบเท้ามุ่งหน้าสู่แดนตะวันออกจนสิ้นประกอบกับเหล่าประชาชน รวมถึงยอดฝีมือที่เป็นศิษยานุศิษย์ที่แรกเดินทางมาอยู่แล้ว พวกมันเองก็ได้รับการเชื้อเชิญให้เป็นแขกอันทรงเกียรติโดยปริยาย
มหาเทวะเทียนหมิงล้วนแสดงความให้เกียรติและซื้อใจของทุกผู้คนคนทั่วปฐพีที่คิดหนีร้อนมาพึ่งเย็น จึงต่างรู้สึกซาบซึ้งใจละคนยินดี ความทุกข์ร้อนของพวกมันเกี่ยวกับเรื่องจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนมิได้ถูกมหาเทวะมองข้ามกลับกันมหาเทวะได้เห็นความสำคัญนี้อย่างยิ่งยวดต่างหากจึงให้คนที่ไร้ศักดิ์ฐานะอย่างพวกมันร่วมเป็นสักขีพะยานในงานมหามงคลอันยิ่งใหญ่ด้วย
แต่การจะให้รับคนจำนวนมากมายเข้าร่วมพิธีเสียทีเดียวอาคารหรือตำหนักต่างๆ ในนิกายคงยากจะรับไหว มหาเทวะเทียนหมิงจึงสั่งการ เปิดอาณาเขตแดนหวงห้ามของนิกายบริเวณขุนเขาเรียงรายในส่วนลึกของนิกายมีพื้นที่ขนาดใหญ่ ที่แห่งนั้นเพียงพอจะรองรับผู้คนกว่าครึ่งแผ่นดินใหญ่ได้นอกจากนี้ยังจัดบริเวณภายในนิกายจนถึงบริเวณด้านนอกนิกายเพื่อรองรับผู้คน การเปิดนิกายให้ผู้คนภายนอกเข้าไปได้นับว่าสร้างความแปลกใจแก่ผู้คนมากแล้วแต่การที่นิกายเทวะวจนะเปิดแดนหวงห้ามเพื่อจัดพิธีและเพื่อให้ผู้คนภายนอกได้เข้าไปนี่กลับเป็นเรื่องอันชวนตื่นตะลึงมากยิ่งกว่า ทว่าผู้คนก็ไม่รู้สึกแปลกใจอันใด เพราะการสมรสที่เยี่ยมยอดก็คู่ควรที่จัดงานบนบริเวณที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้หากจะหาสถานที่ใดเพื่อจัดพิธีมหามงคลสมรสของตัวตนระดับสูง แดนหวงห้ามแห่งนิกายเทวะวจนะนับว่าเหมาะสมมากที่สุด
ทว่าด้วยความเหมาะสมนี้กลับทำลายแผนการและความตั้งใจของธรรมบาลปัญญาไปเสียฉิบ ความตั้งใจแรกที่มันกลับมายังนิกายเทวะวจนะก็เพื่อหาทางทำลายผาอดีตบัดนี้ผู้คนพลุกพล่าน ยอดฝีมือหลั่งไหล คนรับใช้จัดเตรียมสถานที่ จึงไม่มีช่องหรือโอกาสใดให้มันหาทางลงมือทำลายผาอดีตได้เลย
“เจ้าจะมัวอืดอาดยืดยาดไปถึงเมื่อไหร่เหตุใดไม่รีบลงมือ”
บุรุษชราตาบอดสองข้างที่อยู่ด้านหลังธรรมบาลปัญญากล่าวขึ้นอย่างเดือดดาลมันผู้นี้ก็คือเทพดาเร้นกายตั้วซุนหง หลังจากรู้ตัวการที่แท้จริงที่สังหารล้างแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มันก็มิอาจอดใจไหว ดีที่ธรรมบาลปัญญาคอยขัดขวาง ไม่ใช่นั้นมันคงนำพาโทสะอันอัดแน่นอาละวาดไปทั่วนิกายเทวะวจนะแล้ว
ธรรมบาลปัญญารั้งแขนของตั้วซุนหงไว้
“ตอนนี้ยังไม่ใช่จังหวะ"
“แล้วต้องเป็นเมื่อใด!”
ธรรมบาลปัญญามองคนนอกที่เที่ยวชมนิกายเทวะวจนะอย่างอิสระจำนวนมากมายมองแดนหวงห้ามที่เปิดให้คนรับใช้และยอดฝีมือมากมายเข้าออกอย่างอิสระ หัวคิ้วก็กดลงจนเห็นเป็นปมที่ขมวดแน่นมหาเทวะเทียนหมิงกลับให้ความสำคัญต่อไป๋เหิ่นซินเพียงนี้ นี่ยากจะเข้าใจความคิดยิ่งนัก
“เจ้าจะแก้แค้นข้าคงมิอาจห้ามได้แต่หากเจ้าอาละวาดในเวลานี้คงมิอาจแก้แค้นได้จริงๆ เอาชนะลูกน้องมันได้แล้วอย่างไรในเมื่อตัวการยังอยู่ สู้อดทนอีกหน่อย ในเมื่อก็เคยอดทนมาแล้ว เพียงแค่แปดวันจะเป็นไรไป…ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะได้มีโอกาสพบเจอมหาเทวะตัวเป็นๆ"
ตั้วซุนหงเข้าใจความหมายมันจึงกัดฟันกรอดแลกำหมัดแน่น ความตั้งใจแรกของมันคือต้องการมาจัดการวิหารยุทธ์ แต่บัดนี้วิหารยุทธ์ได้แตกระส่ำธรรมบาลยุทธ์ผู้นำสูงสุดแห่งวิหารตกตาย ยอดฝีมือที่เคยมากมายของวิหารยุทธ์ก็ได้ร่อยหรอคนของแต่ละวิหารจึงร่วมมือเป็นหนึ่ง เช่นนั้นแก้แค้นไปก็มิได้ทำให้จิตใจสงบ ต้นเรื่องทั้งหมดเกิดมาจากการชี้นำของมหาเทวะมันจึงจะตั้งตารอมหาเทวะ เมื่อถึงวันแต่งงานเมื่อไหร่ เมื่อมหาเทวะเทียนหมิงโผล่หัวออกมาอีกครั้งมันจะลงมือแก้แค้นโดยไม่สนความเป็นตาย!
ตั้วซุนหงกำชับผ้าที่คลุมปิดใบหน้าอย่างแน่นหนาดวงตาที่มืดบอดหันไปยังทิศทางการดมกลิ่นของจมูก แล้วเทพดาเร้นกายผู้เป็นแพทย์อันดับหนึ่งแห่งปฐพีก็ทะยานจากไปด้วยความไม่สบอารมณ์หากไม่ได้แก้แค้นคืนแก่สตรีที่มันรักในเร็ววัน อกมันคงระเบิดแตกตายแน่แท้
ธรรมบาลปัญญาได้แต่มองผ่านเงาหลังชราพลางส่ายหน้าในใจรู้สึกผิดต่อตั้วซุนหง การที่มันบอกความจริงในเหตุการณ์สังหารล้างแดนศักดิ์สิทธิ์ครานั้นก็เพื่อหวังใช้ตั้วซุนหงเปิดทางสร้างความวุ่นวายเพื่อเรียกความสนใจต่อตัวตนต่างๆ มันจึงจะมีโอกาสหาทางทำลายผาอดีตผาที่เป็นต้นตอแห่งเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในปฐพีแห่งนี้ได้
จุดเริ่มต้นที่ผาอดีตมันก็จะปิดฉากที่ผาอดีต ไม่รู้ว่าการสร้างผาอดีตขึ้นมาของมหาเทวะเทียนหมิงมีจุดประสงค์แท้จริงประการใดแต่การที่มันได้ศึกษาและหาทางกลับสู่อดีตผ่านผานี้มาแล้ว มันจึงได้เห็นเรื่องราวที่น่าแตกตื่นตกใจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ประการหนึ่ง
ลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนี้จะเป็นเช่นไรมันมิอาจรู้ชัดแจ้งแต่หากต้องการทำให้ปฐพีสงบสุข การทำลายผาอดีตอาจเป็นคำตอบหนึ่งในนั้น
แปดวันสำหรับตั้วซุนหงช่างยาวนานราวแปดปีจนความอดทนอดกลั้นของมันแทบทำให้คนต้องกระอักโลหิตออกมา ส่วนแปดวันของธรรมบาลปัญญาเต็มไปด้วยความเร่งรีบบีบรัดยิ่งใกล้วันมงคลสมรส ความรู้สึกยิ่งเตือนให้มันต้องหาวิธีที่จะทำลายผาอดีตแห่งนี้ ในทางกลับกันธรรมบาลมุทรากลับมีท่าทีที่สงบราบเรียบเป็นอย่างมาก พิธีสมรสอันยิ่งใหญ่ของศิษย์รักกำลังมาถึงนางเพียงจัดการงานอย่างเงียบๆ มิได้แสดงความออกหน้าออกตาหรืออวดเบ่งแต่อย่างใด ระหว่างนี้นางยังจำใจต้องมอบภารกิจหนึ่งให้ศิษย์รักไปทำก่อนวันแต่งงานจะมาถึงด้วยซ้ำ
เวลาแปดวันของใครหลายคนจึงไม่เท่ากันเพราะปณิธานในใจแต่ละคนยากที่จะหยั่งรู้ได้
.
.
.
ร่างในชุดคลุมดำมีผ้าบางปิดคลุมใบหน้าสำหรับพลางตัวของไป๋เหิ่นซินเดินเลียบไปตามช่องทางของป่าใหญ่พิธีมงคลสมรสครานี้แน่นอนว่านางไม่เห็นด้วยแม้เพียงนิด นางคิดที่จะหนีออกมาด้วยซ้ำแต่เมื่อนึกถึงว่าอาจารย์ผู้มีพระคุณอาจถูกลงทัณฑ์ขั้นชีวิตจากมหาเทวะ นางจึงมิอาจหักใจทำเช่นนั้นแต่ไม่คิดว่าในช่วงเวลาเช่นนี้กลับมีภารกิจที่ตรงความต้องการเข้ามา เป็นผลให้นางใช้เป็นข้ออ้างในการออกจากนิกายเทวะวจนะได้การออกมาครั้งนี้แม้มิอาจช่วยให้นางรอดพ้นจากการเข้าพิธี แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าเป็นวิหคในกรงทองที่ไร้อิสระทำอะไรมิได้จนกว่าจะถึงวันที่ถูกจับลงเวที
ภารกิจครั้งนี้อาจารย์กำชับอย่างยิ่งยวดว่าต้องสำเร็จภายในห้าวันหากห้าวันนี้ทำไม่ได้ก็ให้คืนกลับมาทันที แม้นางจะไม่อยากกลับ ก็จนใจที่ต้องตอบแทนบุญคุณสตรีไร้ใจนางนี้ แม้จะเย็นชาไร้ใจเพียงใด แต่บุญคุณความแค้นยังรู้จักแยกแยะไม่เหมารวม
เดินทางอย่างโดดเดี่ยวมาพักใหญ่จู่ๆ ในหัวของนางก็ปรากฏภาพของตัวตนที่นางรู้จักในฐานะแพทย์ไร้นามผุดขึ้นมา นางแสดงสีหน้าเหม่อลอยขึ้นเล็กน้อยก่อนนางจะสะบัดความคิดให้นึกถึงแต่พี่ฮุ่ยจวินของนางเพียงคนเดียว
สายตาเย็นชาจ้องมองท้องฟ้ายามราตรีกาลที่ระยิบระยับไปด้วยดวงดารา
“ท่านจะมองข้าจากบนนั้นอยู่หรือไม่พี่ฮุ่ยจวิน ข้าในตอนนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง"
บุญคุณความแค้นที่ก่อเกิดภายในใจนางล้วนมาจากการตายของฮุ่ยจวิน รวมถึงการตายของท่านลุง ตอนนี้ความแค้นที่สตรีนางนั้นทำไว้กับฮุ่ยจวินตนได้แก้แค้นเอาคืนนางให้สูญสิ้นถึงทุกสิ่งอย่างสาสมแล้ว จะสังหารนางให้ตกตายอย่างทรมานในตอนนี้ก็ยังได้แต่การปล่อยให้ศัตรูนางนั้นมีชีวิตอยู่เช่นนี้นับว่าเป็นการแก้แค้นที่ดีที่สุด จะเหลือก็เพียงแต่ความแค้นของท่านลุงที่ถูกจอมมารแห่งปฐพีอย่างอวิ๋นเซี่ยวซุนฆ่า นางเฝ้ารอการมาของจอมมารแห่งปฐพีผู้นี้ผู้คนหวาดกลัวมัน ถึงขั้นอพยพหนีร้อนมาพึ่งเย็นที่แดนตะวันออก ทว่าสำหรับนางแล้วไม่เลยนางเฝ้ารอให้มันมาตลอดชั่วเวลา
ซึ่งภารกิจที่ไม่ว่าอย่างไรนางต้องมาให้ได้นี้ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอวิ๋นเซี่ยวซุนมีรายงานผ่านเข้าหูนาง หน่วยข่าวกรองจากวิหารมุทราบังเอิญพบร่องรอยของสมุนจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนที่นี่!
แม้ธรรมบาลมุทราอาจารย์นางคัดค้านอย่างหนักแต่ความตั้งใจของนางและข้อแลกเปลี่ยนที่นางจะไม่ขัดขืนงานพิธีมงคลสมรส ทำให้ธรรมบาลมุทราต้องยินยอมอย่างจนใจ
ไป๋เหิ่นซินหลับตาพริ้มเพื่อสงบจิตใจที่ฟุ้งซ่านเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ประกายความเย็นชาเย็นเยือกก็กลับมาเช่นเดิม นางคลี่แผนที่ที่หน่วยข่าวกรองให้มาที่นี่ก็คือตำแหน่งร่องรอยสุดท้ายที่พบสมุนและร่องรอยของจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุน
ความตั้งใจของนางตอนนี้คือแก้แค้นจอมมารแทนท่านลุงจากนั้นนางจะกลับไปแต่งงานเพื่อตอบแทนคุณของธรรมบาลมุทรา เมื่อแต่งงานเสร็จสรรพ นางก็ตั้งใจที่จะคืนกลับสู่วัฏสังขารหัวใจของนาง ร่างกายของนาง นางจะไม่ยินยอมมอบให้ใคร และนางก็จะขอหลุดพ้นจากบุญคุณความแค้นทั้งปวงติดตามไปหาท่านลุงและพี่ฮุ่ยจวิน
เวลาแปดวันของไป๋เหิ่นซินจึงค่อนข้างรวดเร็วกว่าผู้อื่นมิหนำซ้ำยังมีความหมายที่ลึกล้ำแลลึกซึ้งจนเกินหยั่งถึง
ฟุบ
ลมหอบหนึ่งพัดผ่านกอหญ้าจนไหวลู่ตัดทะลุป่าใหญ่อย่างรวดเร็วและยากจับตำแหน่ง ดีที่โสตประสาทสัมผัสของไป๋เหิ่นซินดีเยี่ยมแลตอบสนองไวเพียงเกิดการเคลื่อนไหวผิดปกติวูบเดียว ร่างกายของนางก็พุ่งทะยานออกไปไกลแล้ว
“ผู้ใด!”
ไป๋เหิ่นซินหลังจากประสบกับพิษของสตรีกลางคนรวมถึงการตีกลับย้อนทวนจากการฝืนกฎเกณฑ์แห่งคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรา นางก็ยังคงมีอาการบาดเจ็บไม่สมบูรณ์พร้อมแต่ในช่วงที่คืนกลับสู่นิกายมานี้ นางได้รับคำชี้แนะจากอาจารย์มาไม่น้อย นอกจากอาการจะดีขึ้นพลังฝีมือก็ยังรุดหน้าขึ้นไปอีกระดับ ขาดแต่เพียงความไม่สมบูรณ์ในขั้นสุดท้าย หากได้คัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรามานางย่อมสามารถทะลวงถึงขั้นสูงสุดและสลัดจากอาการบาดเจ็บย้อนทวนได้ทันที
แต่ถึงจะยังติดขัดอยู่ทว่านางคือไป๋เหิ่นซิน ไม่ว่าอย่างไรก็ยังเป็นยอดอัจฉริยะที่เก่งกาจและเต็มไปด้วยพรสวรรค์ที่ยากจะมีผู้ใดเทียบเคียง!
“หยุดเดี๋ยวนี้"
แม้จะออกตัวภายหลังแต่ท่าร่างและพลังฝีมือกลับเทียบเคียง เพียงปราดเดียวฝ่ามือของไป๋เหิ่นซินก็คว้าไปถึงร่างของตัวตนเบื้องหน้าแล้วร่างในชุดคลุมดำอุทานด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าพลังฝีมือของฝ่ายตรงข้ามจะร้ายกาจเพียงนี้จึงฟาดฝ่ามือคืนกลับ ท่วงท่าแฝงความพิสดารไม่เหมือนวิชาแห่งวจนะ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่ามันเป็นผู้ฝึกญาณและเป็นสมุนของอวิ๋นเซี่ยวซุน
ไป๋เหิ่นซินเห็นฝ่ามือที่เคลื่อนมามองกระบวนท่าที่ขาดห้วงไม่หนุนเสริม ฝ่ามือนี้ไม่ว่าอย่างไรก็มิอาจทำร้ายนางได้ ทว่าพอฝ่ามือนี้สัมผัสแขนที่นางใช้คว้าจับมันพลังฝ่ามือกลับสร้างความสั่นสะท้านปวดแปลบอย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งที่นางมิได้ประมาทและมิได้ออมรั้งพลังฝีมือแท้ๆแสดงให้เห็นว่าคนในชุดดำผู้นี้ไม่ธรรมดา!
ตูมมม
ฝ่ามือเพียงสัมผัสแขนของไป๋เหิ่นซินก็ถูกสบัดเบี่ยงวิถีหากไป๋เหิ่นซินไม่ถอนมือกลับ แขนนางคงหักไปแล้ว ไป๋เหิ่นซินมองคนในชุดคลุมดำที่แต่งกายปกปิดมิดชิดตรงหน้าจากรูปร่างภายนอกทำให้รู้ว่าคนผู้นี้เป็นสตรีนางหนึ่ง
“บอกมา อวิ๋นเซี่ยวซุนอยู่ไหน"
สตรีในชุดคลุมปกปิดหัวเราะเสียงแข็งนางทำท่าทีไม่แยแสไป๋เหิ่นซินพลางกล่าวดูแคลน
“จะหาตัวนายของข้าคนอ่อนแอเช่นเจ้ายังไม่คู่ควร”
ไป๋เหิ่นซินไม่คิดต่อปากต่อคำมือทั้งสองข้างได้ประกบในท่ามุทราแล้ว
สตรีชุดคลุมปกปิดก็หัวเราะเหยียด
“มุทราที่ปวกเปียกเช่นนี้ยังจะทำอะไรผู้ฝึกญาณอย่างพวกเราได้ แสงสังหารแห่งวจนะอย่างนั้นหรือ คงมีดีเพียงแค่ชื่อ"
ไป๋เหิ่นซินเคลื่อนนิ้วชี้ออกไปเบื้องหน้า
“ก็ต้องลองดู…มุทราเทพ!”