“ท่านพ่อข้าช่างขอแต่งงานได้ตรงไปตรงมายิ่งนัก เป็นการขอแต่งงานที่ไม่มีการสร้างอารมณ์ความรู้สึกใดๆเลย หากเขาต้องอยู่ไปคนเดียวจนแก่เฒ่าคงไม่ใช่เรื่องแปลก”
“นายท่านคุ้นเคยกับพวกทหารที่หยาบคายและต้องบังคับด้วยกฏระเบียบจะเป็นเช่นนี้ก็ไม่แปลกนะขอรับคุณหนู”
“แต่ก็น่าจะดูดีกว่านี้ เฮ้อ ข้ามองดูแล้วฮูหยินของท่านพ่อออกจะดูน่าสงสาร เขาไม่หล่อเหลาอายุอานามก็ปาไปสี่สิบกว่า ร่างกายหนาราวกับวัว"
“ไม่หรอกขอรับ หลิวเหนียง อ่อข้าต้องเปลี่ยนไปเรียกว่า ฮูหยินท่านก็ดูชื่นชอบท่านแม่ทัพและท่านแม่ทัพก็ดูรักใคร่ดีนะขอรับ”
“ข้าอยากให้ท่านพ่อมีคนดูแลและมีคนอยู่เป็นเพื่อน ไม่แน่ข้าอาจมีน้องชายน้องสาวเพิ่มมาก็ได้”
“หากเป็นเช่นนั้นจวนเราคงไม่เหงานะขอรับ”
พ่อบ้านฉินและเฉินหมิงเยว่ที่ ยื่นมองการขอแต่งงานของเฉินอวี้อันก็พากันพูดคุยระหว่างเดินกลับออกมาจากห้องโถงใหญ่ของเรือนหลัก ต่างช่วยกันวางแผนการจัดงานและของสำหรับการแต่งงานของทั้งสองคนด้านใน ด้วยอายุที่ไม่น้อยแล้วมีความเป็นไปได้ที่การจัดงานจะจัดกันเองภายในจวนและมิตรสหายใกล้ชิดเท่านั้น
เมื่อเฉินอวี้อันจะแต่งงานเดิมวางแผนจัดกันในครัวเรือน แต่นี่คือการออกเรือนของแม่ทัพใหญ่ผู้เป็นขุนนางคนสนิทและมีลูกน้องในกองทัพจำนวนมาก กลับกลายเป็นงานใหญ่เพราะฮองเต้พระราชทานสมรสให้ทั้งยังแต่งตั้งเป็นฮูหยินตราตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านแม่ทัพและภรรยาเอก(คนแรกและคนเดียว) หลิวเหนียง หรือ หลิวหว่านหลิงจึงต้องมีบ้านฝั่งภรรยาเพื่อให้สมน้ำสมเนื้อ ชินอ๋องผู้เคยเป็นอริกับเฉินอวี้อันยามนี้หลุดผลจากการครอบงำของฟู่ฉีก็เสนอตัวรับนางเป็นน้องสาวบุญธรรมกลายเป็นท่านหญิงในนาม สินสมรสเฉินหมิงเยว่ก็จัดเตรียมให้สี่สิบหาบรวมกับของชินอ๋องและฮองเต้พระราชทานให้นับรวมได้แปดสิบหาบพอดี ยามเฉินอวี้อันนำขบวนขันหมากไปรับเจ้าสาวมีแต่บรรดานายทหารที่ติดตามไปรบเคียงบ่าเคียงไหล่ที่แย่งกันแทบตายเพื่อได้มีส่วนร่วมในขบวนเจ้าบ่าวครั้งนี้ นับเป็นขบวนรับเจ้าสาวที่แข็งแรงและมีความเป็นระเบียบอย่างยิ่ง ชายชาตรีร่างกายสูงใหญ่บึกบึนแต่งกายด้วยสีแดงสดเดินกันเป็นแถวยาว กลับสร้างสีสรรค์ให้กับเมืองหลวงไม่น้อยชาวบ้านเก็บไปเล่าให้ลูกหลานต่างเมืองได้ฟังอย่างเป็นหน้าเป็นตาว่าตนได้มีโอกาสเห็น แขกเหรื่อล้วนเป็นขุนนางและฮูหยินที่มาร่วมงานกันอย่างครื้นเครง หลังจากเจ้าภาพเริ่มออกอาการพ่ายแพ้ต่อสุราจอกแล้วจอกเล่าที่บรรดาแขกทั้งหลายต่างรินส่งให้ ก็พากันทยอยลากลับกันไปเหลือเพียงคนสนิทและคนในจวนเท่านั้น
“น้องเล็กข้าก็อยากแต่งภรรยาเช่นกัน”
“ท่านอยากแต่งก็ไปบอกว่าที่เจ้าสาวของท่านสิมาบอกข้าทำไม”
“น้องเล็ก ข้าเคยพูดจากับนางแล้ว นางบอกรอเจ้าออกเรือนให้เรียยร้อยก่อนจึงค่อยตัดสินใจ เมื่อใดกันที่เจ้ากับฟู่เยี่ยจะแต่งงานกันเสียที”
“ข้าไม่รีบ”
“แต่ข้ารีบ”
นางหันหน้ากับไปมองพี่ชายบุญธรรมที่พักหลังยามเจอกันมักจะเซ้าซี้เรื่องการแต่งงานของนางเกือบทุกครั้งที่มีโอกาส นางเองก็ชอบจ้าวหลินฟู่เยี่ยแต่นางก็มิอาจบอกออกไปได้ว่านางเคยรับปากท่านแม่บุญธรรมไว้ว่าหากจะแต่งงานจะต้องตัดเย็บและปักชุดแต่งงานด้วยตนเองเพียงลำพังเท่านั้น นางนั้นมีวิทยายุทธ์และการรักษาที่โดดเด่น ด้านการทำอาหารก็นับว่าไม่แย่ แต่กับเรื่องการฝีมือเย็บปักถักร้อยนั้นธรรมดาเสียยิ่งกว่าธรรมดา ผ่านมาได้ครึ่งปีนางยังตัดเย็บชุดไปได้ไม่ถึงครึ่ง บรรดาสาวใช้ต่างมองด้วยความสงสารรอยเข็มที่นิ้วมือบ่งบอกความตั้งใจของนางเป็นอย่างมาก พวกนางอยากลงมือช่วยปักแต่ก็ได้รับการปฏเสธจากนางเอง
“ข้าถามเจ้าจริงๆ เจ้าติดเรื่องอันใจจึงยังมิรับปากแต่งงานเสียที”
“ท่านอยากรู้”
“ใช่ ข้าอยากรู้มาก”
“ข้ายังไม่มีชุดแต่งงาน”
พรูด เสียงน้ำชาถูกพ่นออกจากปากเจียจือสิงที่นั่งลงจิบชาด้านข้างนางเมื่อครู่ ดีว่านางขยับตัวหลบได้ทันมิเช่นนั้นชุดแสนสวยที่ซิ่งซิ่งปักและตัดเย็บให้นางคงต้องมีรอยเปื้อนเป็นแน่
“คนที่ร่ำรวยเช่นเจ้า บอกไม่มีชุดแต่งงาน ข้าเชื่อก็บ้าไปแล้ว”
“เช่นนั้นก็ตามใจท่าน อย่าได้ถามข้าอีก”
“เดี๋ยว หากเป็นเช่นนั้นจริงเจ้ามีเหตุผลอันใดที่ทำให้ไม่มีชุดแต่งงาน”
“เป็นเรื่องที่ข้ารับปากท่านแม่เอาไว้ว่ายามออกเรือนชุดแต่งงานจะต้องปักเย็บด้วยตนเอง หากข้าตัดเย็บแล้วใส่ออกไปอยู่ต่อหน้าผู้คนแล้วข้าต้องอับอาย ท่านคิดว่าข้าจะสวมมันออกไปหรือ”
“เช่นนั้น อีกนานเท่าใดเจ้าจึงจะทำมันเสร็จ”
“น่าจะเกือบครึ่งปี”
“นับว่าไม่นานเท่าไหร่ เช่นนั้นข้าพาฟู่เยี่ยกลับไปจัดเตรียมสินสอดมาสู่ขอเจ้าดีกว่า กว่าจะครบทุกพิธีการก็คงพอดีกับเจ้าปักเย็บแล้วเสร็จพอดี”
“ท่านใจร้อนเกินไปหรือไม่ พี่ใหญ่”
“แน่นอน หากเจ้าแต่งแล้วข้าจะได้แต่งเสียที”
เจียจือสิงเมื่อได้รับคำตอบที่ต้องการก็ลุกขึ้นใช้แขนเสื้อปัดฝุ่นตามชุดอย่างน่าหมั่นไส้ (คนอย่างเขาชุดจะเปื้อนได้อย่างไร) เฉินหมิงเยว่มองดูท่าทางเกินจริงของอีกฝ่ายที่ทำได้ยียวนมากที่สุด นางรู้ดีการที่พี่ชายบุญธรรมของนางพยายามเอาคำตอบจากนางน่าจะเป็นเพราะถูกจ้าวหลินฟู่เยี่ยไหว้วานมาเสียมากกว่าครึ่งส่วนตัวเขาเองก็อยากคงอยากทราบด้วยเช่นกันจึงยอมออกหน้ามาหาคำตอบจากนาง ดูท่านางคงต้องรีบจัดการชุดแต่งงานให้สวยงามพอที่นางจะสวมใส่ออกไปอวดสายตาผู้คนเสียทีจะนิ่งนอนใจต่อไปคงมิได้
นางขยับตัวลุกขึ้นยามหันกายเตรียมกลับเข้าเรือนหางตาพลันรู้สึกว่ามีเงาเล็กๆที่ด้านนอกของรั้วกั้นเรือนนางกับบริเวณของเรือนหลัก นางจึงหันไปมองอย่างตั้งใจ เงาร่างนั้นเป็นของอวี่หลงคนสนิทของท่านพ่อนางแต่ว่าเหตุใดจึงมาเดินอยู่ใกล้เรือนของนาง หรือนางจะพลาดสิ่งใดไป กลับเข้าไปในห้องจัดเตรียมชุดเจ้าสาว นางนั่งลงจับเข็มเริ่มปักลายที่ค้างไว้ เมื่อหลิวหลี่เดินเข้ามาเพียงลำพังเพื่อช่วยนางดูแลเส้นไหมสีต่างๆ
“หลี่เอ๋อร์ เมื่อครู่ข้าเห็นอวี่หลงด้านนอกเขตเรือนรุ่ยเซียง เขามีธุระอันใด”
หลิวหลี่เมื่อได้ยินก็อมยิ้มมองนางทำท่างแบบมีเลศนัย เอามือป้องปากพูดเสียงเบาๆอย่างกลัวคนอื่นได้ยิน
“คุณหนู ท่านอวี่หลงมิได้มีธุระอันใดเจ้าค่ะเพียงแต่แอบมามองดูซิ่วหนิง”
“ซิ่วหนิง?”
“เจ้าค่ะซิวหนิง ดูเหมือนท่านขุนพลจะสนใจนาง แต่นางมีนิสัยแบบเด็กๆ ไม่รู้จักโตจึงมิได้สังเกตุเห็นว่าเขาสนใจนางเจ้าค่ะ”
“นั่นสินะ พวกเจ้าเองก็ถึงวัยควรออกเรือนกันได้แล้ว เรื่องขุนพลอวี่หลงกับซิวหนิงก็ต้องดูต่อไปแต่ว่าพวกเจ้าทั้งสองเองก็โตกว่านางหลายปี เช่นนั้นข้าจะให้ท่านพ่อหาคนที่เหมาะสมกับพวกเจ้า เมื่อแต่งข้าจะให้สินสมรสที่เหมาะสมยามออกเรือนไปแม้สามีมิได้มียศสูงนักแต่ก็ยังดีกว่าบ้านที่มีภรรยาเอก และอนุหลายๆคน”
“คุณหนู ข้ามิได้คาดหวังว่าจะแต่งงาน คุณหนูดีกับเราพี่น้องเป็นอย่างมากข้าเองอยากดูแลเลี้ยงดูบุตรของคุณหนู ส่วนน้องสาวข้าหากนางอยากแต่งงานก็แล้วแต่นางเจ้าค่ะ”
“เจ้าแน่ใจนะ ยิ่งทิ้งเวลาเนิ่นนานพวกเจ้าจะยิ่งเสียโอกาสเลือกคนที่เหมาะสมได้นะ”
“คุณหนู พวกเรามิได้สวยมิได้มีความรู้แต่ข้าได้มีชีวิตที่สุขสบายทุกวันนี้เพราะท่านให้โอกาสดังนั้น ข้าขออยู่เป็นสาวใช้ของคุณหนูเจ้าค่ะ”
“ขอบใจเจ้ามากหลิวหลี่”
ในห้องพักของจ้าวหลินฟู่เยี่ย ก็เป็นดังที่เฉินหมิงเยว่คาดการณ์ไว้ เจียจือสิงรีบเดินกลับมาห้องเห็นอีกฝ่ายนั่งมองมาอย่างใจจดใจจ่อ ก็อยากแกล้งสักนิดแต่ดูจากแววตาแล้วเกรงว่าคงถูกเจ้านี่ซ้อมเสียมากกว่า
“นางพูดว่าอย่างไร”
“ใจคอจะมิให้ข้านั่งลงจิบชาให้คล่องคอเสียก่อนหรือไร เจ้านี่จะใจร้อนเกินไปแล้ว”
“ข้าอยากรู้ หากปล่อยไว้เนิ่นนางข้ากลัวนางเปลี่ยนใจไม่แต่งงานกับข้า เจ้าดูนางมักทำตามใจตนเสมอไม่เกรงใครกล้าทำทุกอย่าง”
“นางเป็นเช่นนั้นจริง แต่ว่าข้าได้คำตอบมาแล้ว เจ้ามีสิ่งในมาแลกจากข้า”
“รีบบอกมา ก่อนที่ข้าจะทนไม่ไหวจัดการเจ้าก่อน”
“เอาล่ะๆ ไม่แกล้งแล้วแค่นี้ทำเป็นโกรธ นางบอกกับข้าว่าที่ยังไม่รับปากแต่งงานกับเจ้าเป็นเพราะนางเคยให้คำสัญญากับธิดาพิษซิ่วอี๋สยาไว้ ว่าหากเมื่อใดพบคนที่ถูกใจจะแต่งงานออกเรือนจะต้องปักเย็บชุดแต่งงานด้วยตนเองเท่านั้นจะให้ใครช่วยมิได้”
“…….”
“เจ้ามิต้องกังวล มิต้องทำท่าทางเช่นนั้น ข้าถามแล้วนางประมาณเวลาว่าอีกไม่เกินหกเดือนน่าจะเสร็จ”
“ตั้งหกเดือนเชียวหรือ”
“เจ้าว่ามันนานหรือ ยังมีพิธีการที่เจ้าต้องส่งแม่สื่อมาจัดการกว่าจะถึงวันแต่งงานข้าว่าหกเดือนก็ไม่นานเท่าไหร่ อย่าลืมนายท่านที่อยู่แคว้นจ้าวจะยอมให้เจ้าแต่งงานโดยมิได้มาหรือ หากจะมาข้าเกรงว่างานช้างเชียวหล่ะ เจ้าหาวิธีการไว้หรือไม่ อย่าลืมนางเป็นคนเช่นไร หากไม่ถูกใจระวังนางไม่แต่งกับเจ้านะ”
“เช่นนั้นข้าควรส่งสารไปแจ้งให้ทรงทราบก่อน เพื่อหาฤกษ์มงคล”
“เห็นไหมหล่ะ ยังมีสิ่งต่างๆมากมายที่ต้องทำก่อนจะถึงวันแต่งงาน”
เมื่อความคิดเป็นไปในทางเดียวกันก็สุมหัวช่วยกันคิดก่อนจะจดใส่กระดาษไว้กันลืม