เธอเบือนหน้าหนีจุมพิตของเขาเสียเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนและรีบผลุดลุกขึ้นทันที ไม่สามารถจะทานทนที่จะให้เขาฝากรักใคร่กับเธอในขณะที่เขามิได้มีความปรารถนาอย่างแท้จริง เธอได้ยินเสียงเขาลุกขึ้นและยืนตัวแข็งไป เมื่อเขาวางมือลงบนช่วงไหล่
“คุณเป็นอะไรไปหรือ” น้ำเสียงที่ถามบอกความพิศวงอยู่
เธอสะบัดตัวให้พ้นจากการเกาะกุมของเขา
“ได้โปรดเถอะค่ะ อย่าทําอย่างนี้เลย” เธอพูดเสียงแข็งๆ
“ทําไมล่ะ” มันเป็นคําถามสั้นๆที่เรียกร้องคําตอบจากเธอ
มาร่าไม่อาจบอกความรู้สึกที่แท้จริงให้เขารับรู้ได้เพราะแน่นอนที่เขาจะต้องโต้แย้ง และเธอก็จะต้องยอมอนุญาตให้ตัวเองเข้าใจผิดว่าเขามีความรักใคร่ในตัวเธอแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่คิดอยู่ในใจเพียงคนเดียวก็ตามโอกาสเดียวที่เธอจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ก็คือ บอกปัดเขาเสียตั้งแต่นาทีนี้
“ฉันคิดว่าความจริงที่ฉันควรจะบอกให้คุณได้รู้ก็คือ ฉันเบื่อคุณแล้ว” เธอกล่าวเท็จหน้าตาเฉย
“คุณว่าอะไรนะ” ซินเอื้อมมาคว้าไหล่เธอไว้จับร่างให้หมุนมาหาขณะที่กวาดสายตาไปทั่วใบหน้าอย่างต้องการจะอ่านความรู้สึกให้ชัดแจ้ง
“ก็บอกคุณตั้งแต่แรกแล้วไงคะว่าเหตุการณ์อย่างนี้มันอาจเกิดขึ้นเวลาไหนก็ได้ เสน่ห์ทางรูปกายของคนเราโดยปกติแล้วมักจะเลือนหายไป ภายหลังจากที่เราได้แสดงความรู้สึกต่อกันในรูปแบบเดิมออกมาเป็นเวลานานๆ”มาร่าอ้างทฤษฎีของเขา เป็นการสนับสนุนในเรื่องที่เธอแต่งขึ้น “เวลานี้ เมื่อคุณกอดฉัน...ฉันไม่ได้รู้สึกเหมือนที่เคยรู้สึกในครั้งแรก ๆแล้ว” ซึ่งนั่นก็เป็นความจริงทั้งนี้เพราะอารมณ์และความรู้สึกของเธอรุนแรงขึ้นและลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิมแล้ว
มาร่าเห็นเขาผงะไปเหมือนจะไม่เชื่อในสิ่งที่เธอกําลังพูดอยู่สายตาที่มองมานั้นบอกความระแวงอยู่ และริมฝีปากก็เครียดเคร่งขึ้น
“ผมรู้ว่าตัวเองเคยพูดอย่างนั้น” เขาตอบอย่างยอมรับ แต่น้ำเสียงมิได้บอกว่าเขารู้สึกว่าทฤษฎีบทดังกล่าวมีคุณค่าแต่อย่างใด
“ฉันคงไม่จําเป็นที่จะต้องบอกคุณหรอกนะคะว่าฉันรู้สึกยังไง ฉันรู้ว่าศักดิ์ศรีของผู้ชายนั้นเป็นสิ่งที่เปราะบางมากเพียงไร”มาร่าพูดต่อ และสังเกตเห็นสันกรามที่ขบกันจนนูนเด่น “แต่ฉันคิดว่าเราควรจะได้พูดกันอย่างสุจริตใจ”
“นี่คุณกําลังพยายามจะบอกอะไรกับผมกันแน่”ซินถามเสียงเครียด
สายตาของเธอ จ้องมองอยู่แต่เฉพาะอกเสื้อด้านหน้าของเขาเท่านั้นมาร่าพยายามที่จะไม่ทรยศต่อตัวเองว่าเธอรู้สึกเจ็บช้ำมากมายเพียงไรที่จะต้องกล่าวเท็จกับเขาต่อไป
“ฉันกําลังพยายามจะบอกกับคุณว่าคุณไม่จําเป็นจะต้องขับรถจากบัลติมอร์มาที่นี่ เพื่อฉลองวันคริสต์มาสก็ได้เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะพบกันอีกต่อไปถ้าคุณต้องการจะมาที่บ้านหลังนี้ในวันคริสต์มาสก็เป็นเรื่องของคุณและฉันก็แน่ใจว่าอดัมจะต้องยินดีต้อนรับคุณที่บ้านอย่างแน่นอน แต่...” เธอปล่อยให้ประโยคนั้นเงียบหายไปเฉยๆ ไม่สามารถจะกล่าวความเท็จอันรุนแรงที่ว่าเธอไม่มีความยินดีที่จะพบเห็นเขาอีกต่อไปได้
“แต่คุณไม่ยินดีใช่ไหม” ซินช่วยต่อคําพูดให้ในน้ำเสียงของเขามันคล้ายกับจะมีความสิ้นสุดแฝงอยู่ เชือดเฉือนหัวใจเธอราวคมดาบ
“ฉัน...ฉันไม่มีเหตุผลที่จะต้องรู้สึกอย่างนั้นหรอก”เธอตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“นั่นสิผมก็ไม่ได้คิดว่าคุณจะมีเหตุผลอะไรเหมือนกัน” มือเขาตกจากไหล่พร้อมกับก้าวเท้าออกห่าง“ถ้าเช่นนั้นมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะอยู่ที่นี่ต่อไปเหมือนกัน ผมเก็บของเรียบร้อยแล้วละถ้าคุณไม่รังเกียจที่จะรอผมสักครู่ ผมจะขับรถไปส่งคุณที่บ้านแล้วผมก็จะกลับไปบัลติมอร์เลย”
ในที่สุด เวลานั้นก็ได้มาถึงแล้วจริงๆใจจริงนั้นมาร่าอยากจะเดินผ่านความหนาวเย็นกลับไปบ้านเพียงลําพังมากกว่าที่จะนั่งรถไปกับเขาแต่สํานึกหนึ่งเดือนเธอว่าเธอควรจะยอมรับในความเอื้อเฟื้อของเขาเพื่อพิสูจน์ว่าความเป็นเพื่อนที่เขามอบให้มันมิได้มีความหมายอะไรสําหรับเธออีกต่อไปเธอสามารถจะอยู่ต่อไปได้โดยไม่จําเป็นจะต้องใช้ความอดทนแต่อย่างไร
“ฉันไม่รังเกียจหรอกค่ะ” เธอบอก“ข้างนอกรู้สึกว่าอากาศจะหนาวมาก”
“ผมขอเวลาครู่เดียวเท่านั้น” เขาตอบสั้นๆ และเดินกลับเข้าไปในห้องนอน
เมื่อเขาลับร่างไปแล้วมาร่าก็เดินไปหยิบเหล็กเขี่ยเถ้ากลบท่อนไม้ที่เริ่มจะมอดดับในเตาผิงแต่เธอรู้อยู่ว่ามันมิใช่เรื่องง่ายเลยที่จะดับไฟในหัวใจที่กําลังลามไหม้ผลาญเผาจิตใจให้มลายลง เพราะความผิดพลาดอันมหันต์ที่เธอได้ก่อขึ้นเริ่มจะกระจ่างชัดขึ้น
เมื่อซินปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งมาร่าก็จิตใจสงบพอที่จะหันไปเผชิญหน้ากับเขาได้ สีหน้าของเธอสงบเยือกเย็นยิ่งนักแต่เธอเท่านั้นที่รู้ว่าน้ำแข็งที่ฉาบผิวหน้าไว้เปราะบางเพียงไร
“เราจะไปกันหรือยังล่ะ” เขาถือกระเป๋าเดินทางใบเล็กๆ ไว้ในมือ และมาร่าก็ตอบด้วยการออกเดินนําหน้าไปยังประตู
ความเงียบอันน่าอึดอัดใจ ปกคลุมอยู่เหมือนม่านอันหนาหนักตลอดระยะทางจากบ้านหลังเล็กกลับไปยังบ้านของเธอน้ำหนักของมันกดทับลงจนมาว่าอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ
“ฝากลาไปถึงอดัมแทนผมด้วยนะ”
“ได้ค่ะ” เธอตอบเสียงแข็งๆก่อนที่จะปิดประตูลง
ก้อนแข็งๆ ตีบตันอยู่ในลําคอเมื่อมาร่าเดินกลับเข้าไปในบ้านเสียงรถของซินที่แล่นจากไปตอกย้ำความรานร้าว ในหัวใจให้ก้องอยู่ในหูดวงตาของเธอเบิกโพลง เหม่อลอย ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดอันเหลือคณนา
แสงไฟหลากสีบนต้นคริสต์มาส กะพริบล้อเลียนอยู่ลูกกลมสีเงินและสีทองดูเริงร่าสดใส ในขณะที่หัวใจของเธอกําลังแตกร้าวเป็นเสี่ยง ๆ
แรงลมที่เกิดขึ้นจากการปิดประตูลงทําให้พวงมิสซึลโทว์พลิ้วไสวอยู่เหนือศีรษะ มาร่าเงยหน้าขึ้นมองและความร้าวรานก็ทิ่มแทงเข้าไปในทรวง เมื่อเธอนึกไปถึงภาพของซินยามที่เขาพยายามฉุดรั้งเธอเข้าไปยืนอยู่ใต้มันเพื่อจะได้จุมพิตเธอเมื่อวันวาน
ความน้อยใจเสียใจพลุ่งพล่านขึ้นมาในอารมณ์มาร่าคว้าเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุดลากเข้าไปใต้พวงมิสซึลโทว์ดวงตาพร่าพรายด้วยหยาดน้ำตาจนแทบจะมองอะไรไม่เห็น เมื่อก้าวขึ้นไปบนเก้าอี้ตัวนั้นและดึงริบบิ้นที่ผูกมิสซึลโทว์ออก
“อ้าว...ทําไมทําอย่างนั้นล่ะ มาร่า” พ่อของเธอไถเก้าอี้ออกมาจากห้องทํางาน
“จะเอามิสซึลโทว์ออกถ้าฉันทําแล้วมันจะเป็นอะไรไปล่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงหัวนห้าวแต่ขณะเดียวกันก็
พยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่สบตากับอดัมตอนที่เลื่อนเก้าอี้กลับเข้าที่
“พ่อเห็นอยู่แล้วละว่าลูกเอาพวงมิสซึลโทว์ลงแต่พ่อสงสัยว่าทําไมถึงต้องเอามันลงด้วยต่างหาก” อดัมตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ความใคร่รู้ปรากฏอยู่
“ก็เพราะว่าเราไม่จําเป็นต้องแขวนมันไว้ตรงนี้น่ะสิ แล้วก็ไม่จําเป็นต้องเอาไปแขวนที่ไหนด้วย”มาร่าโยนพวงมิสซึลโทว์ใส่ลงในตะกร้าทิ้งผง
“แต่พ่อว่าซินเขาคงไม่เห็นด้วยกับลูกหรอกนะเขาจะต้องอยากรู้แน่ ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตอนที่เขามาฉลองคริสต์มาสกับเรา”อดัมพูดล้อ ๆ
“เขาไม่มาฉลองวันคริสต์มาสกับเราหรอก” หยาดน้ำใสๆ หล่อรื่นขึ้นในดวงตาแต่มาร่ารีบซ่อนหน้าเสียก่อนที่เขาจะทันเห็นมันลามไหลลงมาบนนวลแก้ม
แต่ถึงอย่างไร อากัปกิริยาของเธอก็ยังเป็นที่สังเกตเห็นของอดัมอยู่ดีเขาลอบมองใบหน้าลูกสาว คิ้วขมวดเข้าหากัน
“เกิดอะไรขึ้นหรือลูกนี่ลูกกับซินทะเลาะกันอีกแล้วสิท่า” เขาเอ่ยเป็นเชิงถาม
“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ” เธอตอบห้วนๆด้วยความเจ็บร้าวที่กําลังแผ่ซ่านขึ้นมา
“ก็แล้วจริงๆ มันเป็นยังไงล่ะ” เขานั่งนิ่งรอฟังคำตอบของลูกสาวอยู่ในเก้าอี้ล้อเลื่อนตัวนั้น
สงครามที่เกิดอยู่ในใจทําให้เธอนึ่งอันไปเป็นครู่
“ฉันบอกเขาว่ามันจะเป็นการดีที่สุดถ้าเขาจะไม่มาฉลองวันคริสต์มาสที่นี่” เธอตอบตามความจริงออกไปในที่สุด
“ดีที่สุดสําหรับใคร” อดัมเลิกคิ้วถาม
“ก็ดีที่สุดสําหรับฉัน...แล้วก็ดีที่สุดสําหรับเขาด้วยน่ะสิ”มาร่าตอบรัวเร็วด้วยความวุ่นวายใจ “เรื่องของเรามันไม่มีหวังมาตั้งแต่เริ่มแล้ว ถ้าฉันรู้หรือถ้าฉันจะพอเดาได้ โอ...ช่างมันเถอะมันไม่ใช่เรื่องสําคัญอะไรนักหนาหรอก” เธอปาดน้ำตาออกเร็วๆ “ถึงยังไงเขาก็ไม่ได้แคร์ฉันอยู่แล้ว”
“ซินเขาบอกลูกอย่างนั้นหรือ” เสียงพ่อเอ่ยถามขึ้น เมื่อรับฟังคําพูดของเธออย่างตั้งใจอยู่เป็นครู่
“ค่ะ” เธอร้องออกมารวดร้าวอยู่ในทรวงอกด้วยการเก็บกดของอารมณ์ “สิ่งที่เขาพอจะมีความรู้สึกต่อฉันก็
เป็นเรื่องของ...เสน่ห์ทางเพศเท่านั้น” เธอเลือกใช้ถ้อยคําอย่างระมัดระวัง“ไม่ช้าเขาก็จะต้องเบื่อหน่ายอย่างที่เขาทำกับซีลีนมาแล้วนั่นแหละ”
“ซีลีน...ใครกันซีลีนที่ลูกพูดถึงน่ะ” อดัมจะงุนงงยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“ก็แม่สาวผมแดงคนนั้นยังไงล่ะ” เธอร้องออกมา “คนที่เขาพามาด้วยตอนที่มาที่นี่ครั้งแรกน่ะแม่นั่นเขาชื่อซีลีน เทย์เลอร์ นั่นละหวานใจของเขา รักกันจะตายไปแล้ว” ถึงแม้จะระบายคําพูดออกมาในลักษณะประชดประชันแต่มันก็ไม่ทําให้ความรู้สึกของเธอดีขึ้นแต่อย่างใด
“เพราะฉะนั้นลูกก็เลยรีบเป็นฝ่ายบอกปัดเขาเสียก่อน” อดัมเดา
“ใช่ ฉันจําเป็นจะต้องเป็นฝ่ายลงมือก่อน...”มาร่ากล้ำกลืนประโยคที่เหลือลงไว้ “ฉันบอกเขาว่าเวลานี้ฉัน เริ่มเกิดความเบื่อหน่ายในตัวเขาขึ้นมาแล้วความรู้สึกใดก็ตามที่ฉันเคยมีต่อเขา เวลานี้มันเลือนหายไปหมดแล้ว”
“งั้นรึ” ดวงตาของผู้เป็นบิดาหรี่ลง“แล้วลูกหมดความอาลัยไยดีในตัวเขาแล้วจริงๆ หรือ มาร่า”
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาเอ่อทันอยู่ด้วยหยาดน้ำตาความเจ็บปวดรวดร้าวฉายชัดอยู่บนใบหน้า มาร่า ไม่อาจควบคุมความรู้สึกหรือสภาพของหัวใจที่กําลังร้าวสลายไว้ได้อีกต่อไป เสียงสะอื้นหลุดลอดออกมาพร้อมกับที่เธอถลาเข้าไปยังเก้าอี้ตัวนั้น อดัมคว้ามือลูกสาวที่สั่นสะท้านมากุมไว้ ความรักความเข้าใจที่เขากําลังให้แก่เธอ อยู่ในขณะนี้ ทําให้ทํานบน้ำตาพังทลายลง