หยางเสวี่ยเฟยยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย ใบหน้ารูปงามแดงระเรื่อเพราะสุรา ท่าทางราวกับวางแผนหลอกล่อเรียกร้องความสนใจของภรรยาอย่างไรอย่างนั้น
“เ้า! หยางเสวี่ยเฟย!”
“ท่านพี่ เรียกข้าเช่นนี้ได้หรือไม่ฮูหยิน” สีหน้าออดอ้อน ดวงตาสีดำขลับมองเรือนร่างเพรียวบางพลันยิ้มเ้าเล่ห์
“ไม่เรียก” นางยังคงยืนยันคำเดิม ไม่อยากเรียกเพราะจู่ ๆ ก็นึกถึงเื่ราวในอดีตที่มู่หรงเซียวเรียกเขาเช่นนั้นแต่ได้รับกลับมาเพียงสายตาเ็า
“สัญญาได้หรือไม่ว่าสักวันหนึ่งจะเรียกข้าเช่นนั้น” คนตรงหน้าเอ่ยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “แต่ว่าวันนี้ข้ากำลังรอคำตอบของเ้า”
“อะ… อะไร”
“เ้าชอบของขวัญที่ข้าหามาให้หรือไม่” เขาถามคำถามเดิมเหมือนก่อนหน้านี้ “ชอบใช่หรือไม่”
มู่หรงเซียวขมวดคิ้วแล้วเดาใจชายหนุ่ม ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงคะยั้นคะยออยากรู้เพียงนั้น หากตอบว่าไม่ชอบเขาคงจะก่อกวนจนนางไม่ได้นอนแน่ ๆ เมื่อเป็อย่างนั้นแล้วตอบว่าชอบไปจะได้จบเื่
“ชอบสิ ขอบคุณเ้ามาก” หญิงสาวเอ่ยตามความรู้สึกในใจ แล้วขยับข้อมือนึกอายที่ส่วนบนเปิดโล่งแล้วโดนจ้องไม่วางตาแต่อีกฝ่ายไม่ยอมให้นางขยับเขยื้อน
“เช่นนั้น จะขอบคุณข้าอย่างไร” รอยยิ้มของเขาเ้าเล่ห์ไม่น้อย “ในเมื่อเ้าไม่ยอมเรียกข้าว่าท่านพี่ เ้าจะขอบคุณข้าด้วยสิ่งใดดีเล่า”
“หยางเสวี่ยเฟย เ้าทำให้ข้าเพราะหวังผลหรอกหรือ นี่เ้าแกล้งเมาด้วยหรือไม่” มู่หรงเซียวรู้สึกสงสัยในทันที แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาทำอย่างนั้นไปทำไมเผลอพึมพำ “เสิ่นอวี้หลานไม่ได้อยู่ตรงนี้เสียหน่อย เ้าไม่ต้องแกล้งทำดีกับข้าเพื่อเรียกร้องความสนใจจากนางหรอก”
“ข้าน่ะหรือ” เขายิ้มกว้าง สีหน้าระรื่น “ฮูหยิน ข้าเรียกร้องความสนใจจากเ้าต่างหาก” แล้วโน้มใบหน้ามาใกล้ ปลายจมูกัักันอย่างแ่เบา หยางเสวี่ยเฟยเอียงใบหน้าก่อนจุมพิตริมฝีปากของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความอ่อนโยน
คนใต้ร่างไม่อาจเบือนหน้าหนีจึงทำได้แค่โอบรับสิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ เรียวลิ้นชื้นแทรกเข้ามาทีละนิด ตวัดเม้มหยอกล้อเหมือนอย่างเคยจนตกหลุมพรางที่ชายหนุ่มวางเอาไว้
แม้นางจะเอ่ยคำขอบคุณไปแล้วแต่มีหรือเท่านี้จะเพียงพอ หยางเสวี่ยเฟย้าสิ่งที่เรียกว่าััลึกซึ้ง เขาจึงไม่ยอมปล่อยนางห่างกายตลอดทั้งคืน
ในใจของมู่หรงเซียวคิดปฏิเสธเพราะรู้ว่าเขากำลังเมาได้ที่ ไม่รู้ว่าตื่นขึ้นมาวันรุ่งขึ้นแล้วจะนึกเสียใจกับสิ่งที่ทำไปหรือไม่เพราะนางไม่เคยมั่นใจเลยว่าความรู้สึกที่เขามีให้คือความรัก
หากแต่ร่างกายและหัวใจที่เป็ของมู่หรงเซียวกลับไม่ยอมทำตามความคิด เผลอไผลไปตามอารมณ์ที่เขาส่งผ่านมา ตอบสนองทุกอย่างด้วยความยินดี
ดวงตาสีทับทิมสั่นไหว ใบหน้าแดงระเรื่อ ร่างกายร้อนผ่าวโดยเฉพาะส่วนข้างในที่ถูกแก่นกายของเขาัั ขยับเคลื่อนเป็จังหวะจนกลั้นเสียงไม่ไหว
แสงจันทร์ในค่ำคืนนี้สีนวลสว่างเผยให้เห็นใบหน้าของหยางเสวี่ยเฟยที่กำลังสุขสมกับการลิ้มรสวาบหวาม พลางคิดในใจว่าสีหน้าเช่นนี้ของเขาไม่ใช่การฝืนใจตัวเองแต่เป็เพราะเขา้าทำเช่นนั้น
มู่หรงเซียว เห็นหรือไม่ว่าเขาอาจจะรักเ้าอยู่บ้างกระมัง เช่นนั้นทำไมไม่กลับเข้าร่างตัวเองเล่า หากเ้าสมหวังแล้วก็ควรส่งข้ากลับไปยังที่ที่ข้าจากมาไม่ใช่หรือ แต่ว่า… เหตุใดข้าจึงจำเื่ราวของตนเองไม่ได้เลย ข้าคือผู้ใด อยู่แห่งหนไหน เหตุใดจึงมีแต่ความทรงจำของเ้า…
เช้าวันต่อมา
ร่างบางค่อย ๆ ลืมตามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแต่กลับเห็นเพียงหน้าอกกว้างเต็มสองตา
“เฮ้อ…” นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ สติที่มีกำลังย้อนภาพความทรงจำคืนที่ผ่านมาให้เขินอายเพราะยามปกติเขาก็กระทำอย่างเร่าร้อนมากพอแล้ว เวลาเมามายเช่นคืนวานยิ่งดุเดือดจนแทบร้องขอชีวิต “ชาตินี้เ้าอย่าหวังว่าจะได้ร่ำสุราอีกเลย”
ทว่าเวลานี้คนก่อเื่นอนหลับตาพริ้ม ฝันหวาน ไม่รับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น หญิงสาวคิดในใจว่าไหน ๆ เขาก็ทำให้นางเป็เช่นนี้ หากจะนอนเป็ปลาเค็มสักวันหนึ่งก็คงไม่เป็ไร
“มู่หรงเซียว ตื่นแล้วหรือ” เสียงทุ้มแสนคุ้นเคยเอ่ยถาม “หลับสบายดีหรือไม่” ใบหน้าของคนถามเปล่งปลั่ง สดชื่นต่างจากนางยิ่งนัก
“เฮอะ…” นางถอนหายใจ “ข้าจะหลับสบายได้อย่างไร เ้าน่ะ…”
“ข้าทำไมหรือ” เขาเลิกคิ้วแล้วยิ้มมุมปาก “เมื่อคืนนี้ข้าทำให้ฮูหยินเหนื่อยหรือ”
“เ้าอย่าหวังว่าจะได้ดื่มสุราอีกเด็ดขาด” น้ำเสียงจริงจังเอ่ยขึ้นแต่ไม่รู้ว่าเขาจะทำตามหรือเปล่า
หยางเสวี่ยเฟยจุมพิตหน้าผากหญิงสาวแ่เบา “ฮูหยินเอ่ยขออย่างนั้น ข้าไม่ดื่มตลอดชีวิตดีหรือไม่”
“ทำไมต้องทำเพื่อข้าถึงเพียงนี้” นางเผลอพูดความในใจออกไป สิ่งที่ค้างคาสงสัยควรมีคำตอบเพราะเวลานี้นางไม่สามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้เลยราวกับยอมสยบต่อเขาในที่สุด กลับมาเป็มู่หรงเซียวที่รักหยางเสวี่ยเฟยไม่เปลี่ยนแปลง
“ไม่ว่าเ้าจะขอสิ่งใด ข้ายินยอมทำให้เพื่อเ้า” เขาโอบกอดนางแน่นขึ้น สายตาดูลึกซึ้งเหมือนทุกครั้ง “เพราะว่าข้ารักเ้า”
“หยางเสวี่ยเฟย เ้าช่าง…”
แม้อยากโต้เถียงกลับไปแต่ครั้งนี้มู่หรงเซียวกลับนึกไม่ออกว่าจะพูดสิ่งใดกับคนตรงหน้า
ชายหนุ่มยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแต่ท่อนล่างกลับไม่เป็อย่างนั้นจนมู่หรงเซียวรีบถอยห่าง “หยางเสวี่ยเฟย เ้าทำเกินไปแล้ว เ้าทำทั้งคืนยังไม่พออีกหรือ สั่งให้มันหดลงเดี๋ยวนี้เลยนะ”
รองแม่ทัพหยางหัวเราะร่าแล้วกอดร่างบางไม่ยอมปล่อย กระซิบด้วยความเ้าเล่ห์ “ฮูหยินช่วยข้าได้หรือไม่”
“ไม่ได้ ข้าหมดแรงแล้ว” นางส่ายหน้าทันควัน ร่างกายในตอนนี้แทบเหมือนผักต้มไปเสียทุกที
“นะ...” ดวงตาของเขาเป็ประกาย
กระนั้น ภรรยาที่ร่างกายแทบไร้เรี่ยวแรงกลับตอบผู้เป็สามีที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่พอ “มีด ข้าอยากได้มีด ตัดมันทิ้งเสีย” ดวงตาสีทับทิมหันไปอีกทาง กวาดตามองรอบห้องอย่างมุ่งมั่น
“ฮูหยินอย่าใจร้าย ข้าไม่แกล้งเ้าแล้วแต่ว่านอนเล่นกับข้าอีกสักพักได้หรือไม่” หยางเสวี่ยเฟยขยับร่างกายแแ่ ไออุ่นแผ่ซ่านทุกอณู “อยู่ด้วยกันอีกสักนิดเถอะนะ”
น้ำเสียงออเซาะเพียงนี้จะทำให้นางใจแข็งได้อย่างไร เดิมทีมู่หรงเซียวร่างเดิมก็้าััใกล้ชิดจากเขาอยู่แล้ว ต่อให้นางคิดหลีกหนี ร่างกายและหัวใจก็คงไม่ยอมทำตาม
“ครั้งเดียวนะ”
“สองได้หรือไม่” ชายหนุ่มต่อรองหน้าตาเฉย “ได้ทำเื่อย่างนั้นกับเ้า ครั้งเดียวจะพอได้อย่างไรกัน”
“เฮ้อ… สองก็ได้ แค่สองนะ” หญิงสาวถอนหายใจ
“สาม…”
หยางเสวี่ยเฟยยังพูดไม่ทันจบก็ถูกอีกฝ่ายกัดหน้าอกทันควัน แต่แทนที่จะร้องโอดโอยกลับชอบใจที่มีร่องรอยของนางอยู่บนร่างกายพลันพลิกร่างบางคร่อมตัวเองเอาไว้ ยิ้มมีเลศนัยก่อนจะบอกนางว่า “ครานี้ เ้าเป็ฝ่ายทำให้ข้าได้หรือไม่ ค่อย ๆ ใช้ด้านล่างของเ้ากลืนกินสิ่งนั้นของข้าจนมิด เคลื่อนไหวรูดรั้งช้า ๆ แล้วบีบรัดจนเสร็จสม”
ครั้นหญิงสาวทำอย่างที่เอ่ยขอ ใบหน้าหยางเสวี่ยเฟยแดงเถือกด้วยความพึงพอใจ กระซิบภรรยา “อา… ดียิ่งนัก”
สองชั่วยามผ่านไป
หยางเสวี่ยเฟยออกไปฝึกทหารใหม่ที่ค่าย ส่วนมู่หรงเซียวนั่งปักถุงหอมอยู่ที่ศาลา ในใจคิดเื่ของเขาพลันรอยยิ้มบางปรากฏโดยไม่รู้ตัว
เมิ่งเซียงมองเ้านายด้วยความเป็ห่วงอยากได้คำยืนยัน “คุณหนู เวลานี้มีความสุขหรือไม่เ้าคะ”
“…” มู่หรงเซียวไม่ตอบในทันทีเพราะกำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่านางรู้สึกอย่างไรกันแน่ ดวงตาสีทับทิมมองถุงหอมที่ปักเป็รูปดอกท้อที่นางโปรดปราน
“หากคุณหนูมีความสุข พวกเราก็คงไม่ห่วงอะไรแล้วเ้าค่ะ” เมิ่งเซียงรู้ดีว่ามู่หรงเซียวคือคนที่สำคัญที่สุด ทั้งแม่ทัพใหญ่ ฮูหยินมู่ เซี่ยหลานเฟิงและตัวนางเองล้วนอยากให้หญิงสาวมีความสุขอย่างที่วาดฝันเอาไว้
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ยิ้มกว้าง “เมิ่งเซียง เ้าไม่ต้องห่วงข้าหรอก ทุกวันนี้ ข้าได้ทุกอย่างสมปรารถนาแล้ว”
“เช่นนั้นก็ยิ้มบ่อย ๆ นะเ้าคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยด้วยความโล่งใจแล้วถามอีกว่า “ผ้าผูกผมสีน้ำเงินของกองรบที่สิบหรือเ้าคะ” นางเคยเห็นว่าเป็ผ้าสีเดียวกันกับที่เสิ่นจื้อเหลียงใช้ทุกวันจึงถามคนตรงหน้า
“ก็เขา…” เพียงแค่คิดถึงสีหน้าของหยางเสวี่ยเฟยตอนที่นางไม่ยอมปักถุงหอมให้ก็อดอมยิ้มไม่ได้ “ข้าจะปักลายผ้าผูกผมแล้วให้เขาเป็ของขวัญ”
“อืม… ลายดอกท้อใช่หรือไม่” นางรู้ในทันทีเพราะคนตรงหน้าชอบดอกท้อมาั้แ่ไหนแต่ไร “พอมองผ้าผูกผมเมื่อใดก็คงนึกถึงแต่คุณหนูใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่เสียหน่อย เ้าไม่รู้ความหมายของดอกท้อหรือ” บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ใบหน้าแดงไม่รู้ตัว “ชีวิตยืนยาว โชคดี ป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่ย่างกรายเข้ามา”
“ยังมีอีกความหมายนี่เ้าคะ” ดวงตากลมโตเป็ประกาย ยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามู่หรงเซียวพูดไปยิ้มไป “ดอกท้อที่เป็ตัวแทนของความรักและคุณหนูอย่างไรเล่า”
ผู้เป็เ้านายส่ายหน้าไม่คิดถือสากับคำพูดของนางเพราะสิ่งเ่าั้เป็จริงทุกประการ พอรู้สึกว่าได้รับความรัก ครานี้จึงเริ่มปักใจกับเขาและหวังเป็อย่างยิ่งว่าในสายตาคู่นั้นจะมีเพียงนางจนเผลอคิดอยากให้ตอนจบในนิยายไม่เหมือนเดิม
่จังหวะที่พูดคุยไปเรื่อยเปื่อย เซี่ยหลานเฟิงมาพบนางพร้อมจดหมายจากแม่ทัพใหญ่ ใจความในนั้นเขียนมาว่าต้าหลินกำลังจับตามองเมืองอวิ๋นหลงเป็พิเศษเพราะทางนั้นเหมือนมีสัญญาณแปลก ๆ ราวกับใครบางคนอยู่เื้ั
เดิมทีชายแดนระหว่างทั้งสองเมืองถูกกั้นด้วยเทือกเขาสูงใหญ่ พื้นที่ทางอวิ๋นหลงเป็ที่ราบกว้างแต่ฝั่งต้าหลินอยู่ในชัยภูมิที่สูงกว่าย่อมมองเห็นความเคลื่อนไหวเบื้องหน้า
พวกเขาเคยอยู่อย่างสงบแต่ครานี้กลับลอบส่งคนเข้ามาทางเทือกเขาหงซานตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าศึกทางนี้ไม่มีวันชนะและทำให้เสียกำลังพลไปเปล่า ๆ
“ท่านพ่อขอกำลังทหารห้าพันนายไปประจำการที่ฉางซาอย่างนั้นหรือ แล้วด้านลี่กวางเล่าเป็อย่างไร” หญิงสาวครุ่นคิดว่าคราวนี้เหตุการณ์เหมือนเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางจำได้ว่ากำลังทหารต้าหลินเพียงพอที่จะต้านอวิ๋นหลง
“ลี่กวางมีแม่น้ำเจียงหานขวางกั้น สายน้ำใหญ่ไหลผ่านตลอดปีจึงทำให้อวิ๋นหลงข้ามมาไม่ได้ แม้จะเป็เช่นนั้นแต่ก็ประมาทไม่ได้เพราะเมื่อยี่สิบปี
ก่อนเกิดภาวะแห้งแล้งจนทำให้น้ำเหือดแห้งลงไปมาก สันดอนทรายโผล่กลายเป็ที่ราบพอให้เคลื่อนทัพมหาศาลบุกลี่กวางแล้วเบนทิศทางมายังเมืองหลวง” เซี่ยหลานเฟิงเล่าสถานการณ์ให้คนตรงหน้าฟังด้วยท่าทีสบาย ๆ
“แต่ถึงจะข้ามแม่น้ำเจียงหานมาได้ก็ยังต้องผ่านกำแพงเมืองใหญ่ของลี่กวางอยู่ดี” มู่หรงเซียวไม่หนักใจเท่าใดนักเพราะกำลังของอวิ๋นหลงมีไม่มากพอให้บุกลี่กวางที่สร้างกำแพงใหญ่เพื่อกั้นน้ำท่วมกลายเป็ว่าได้เปรียบเื่ทำเลไปโดยปริยาย
แม้ยังไม่มีเหตุปะทะรุนแรงระหว่างทั้งสองเมืองแต่มู่หรงเซียวนึกเป็ห่วงคนทางนั้นจึงอยากให้เซี่ยหลานเฟิงกลับไปช่วยงานบิดาตามเดิมเสียมากกว่าเพราะมีคนตรงหน้าเท่ากับมีทหารร้อยนาย
“เฟิงเกอ ข้าจะเขียนจดหมายบอกท่านพ่อท่านแม่ว่าไม่ต้องเป็ห่วงข้า อย่างไรก็มีเมิ่งเซียงกับอาเหลียงอยู่ด้วย”
“ข้ารู้ว่าคุณหนูปกป้องตัวเองได้ ฝีมือธนูของคุณหนูเป็หนึ่งในแคว้นฉินิแต่ว่าหัวใจของคุณหนูเล่า ช่วยสัญญากับข้าได้หรือไม่ว่าจะไม่ร้องไห้เพราะเขาอีก” เซี่ยหลานเฟิงยังคงเป็ห่วงผู้ที่เป็เหมือนน้องสาว ท่าทางไม่อยากกลับต้าหลินเลยสักนิด
“เฟิงเกอ” นางยิ้มกว้างแล้วบอกว่า “ข้ามิใช่เด็กน้อยในวันวานที่เ้าต้องคอยปลอบใจเสียหน่อย อีกทั้งหยางเสวี่ยเฟยเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปมากเสียจนข้าเองก็ไม่อยากเชื่อ แต่ว่า... ข้ามีความสุขมากเลย ต่อไปนี้ข้าคงไม่มีทางร้องไห้เพราะเขาอีกแล้วล่ะ”
คำพูดของนางมีความหมายสำหรับคนฟังเป็อย่างมาก เซี่ยหลานเฟิงพยักหน้าแล้วฝากให้เมิ่งเซียงดูแลคุณหนูก่อนจะเตรียมตัวกลับต้าหลินพร้อมทหารห้าพันนายจากเมืองหลวง