สำหรับผู้ชายโลกส่วนตัวสูงและเกลียดความวุ่นวายอย่างผม การโดนเพื่อนร่วมคณะลากออกไปกินข้าวสังสรรค์หลังเลิกเรียน ถือเป็เื่ที่น่ารำคาญและเสียเวลาชีวิตที่สุด ปกติแล้วผมมักจะหาข้ออ้างสารพัดเพื่อปฏิเสธคำชวนของไอ้พวกแก๊งเพื่อนวิศวะจอมกวนประสาทพวกนี้เสมอ
แต่ทว่า... วันนี้มันต่างออกไป
"พี่คิริน... ผมว่าผมไม่ไปดีกว่ามั้ง ให้ผมรออยู่คอนโดเถอะ"
เสียงใสๆ ของคนที่กำลังนั่งรัดเข็มขัดนิรภัยอยู่เบาะข้างคนขับดังขึ้น ต้นหนาวในชุดเสื้อยืดสีขาวโอเวอร์ไซส์กับกางเกงยีนส์ขาสั้นประบ่า ดูน่ารักน่าเอ็นดูจนผมอยากจะจับฟัดให้ช้ำ แต่ใบหน้าหวานๆ นั่นกลับมุ่ยลงด้วยความประหม่า
"ทำไมล่ะ ไม่อยากกินหมูกระทะแล้วเหรอ เมื่อเช้ายังบ่นหิวอยู่เลย"
ผมถามเสียงนุ่ม เอื้อมมือไปโยกหัวเขาสลับกับขยี้กลุ่มผมนุ่มสีน้ำตาลอ่อนด้วยความมันเขี้ยว ความรู้สึกอยากทะนุถนอมมันเอ่อล้นทุกครั้งที่เห็นหน้าเขา
"ก็อยากกิน... แต่เพื่อนพี่มีแต่พวกวิศวะเถื่อนๆ ทั้งนั้นเลยนี่นา... ผมเป็เด็กอักษรคนเดียว แถมยัง... เอ่อ..." เขาพูดตะกุกตะกัก ก้มหน้างุดมองมือตัวเองที่ประสานกันอยู่บนตัก
"แถมเรายังเพิ่งจะเป็... เอ่อ... เป็..."
"เป็แฟนกัน"
ผมต่อประโยคให้จบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและชัดเจน
"แล้วมันแปลกตรงไหนที่พี่จะพา 'แฟน' ไปเปิดตัวกับเพื่อน ให้พวกมันรู้ว่าคนนี้พี่หวงมาก"
"โอ๊ยพี่ ไม่ต้องพูดเสียงดังก็ได้ป่ะ!"
ต้นหนาวโวยวาย หน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู ยกมือขึ้นตีแขนผมดังเพียะ ท่าทางเขินอายของเขามันน่ามองจนผมละสายตาไม่ได้เลยจริงๆ
ผมหัวเราะร่วนในลำคออย่างอารมณ์ดี ยอมสตาร์ทเครื่องยนต์และขับรถพุ่งทะยานออกจากคอนโดมุ่งหน้าไปยังร้านหมูกระทะเ้าประจำหลังมหาวิทยาลัย
เหตุผลเดียวที่ผมยอมตกลงรับนัดไอ้พวกเพื่อนเวรในวันนี้ ก็เพราะผม้าจะ 'อวด' แฟนเด็กของผมให้พวกมันอิจฉาตาร้อนเล่นๆ ผมอยากประกาศให้โลกรู้ว่า ผู้ชายหน้าตายที่พวกมันเคยตราหน้าว่าชาตินี้คงไม่มีใครเอา ตอนนี้มีคนรักที่น่ารักที่สุดในโลกมาอยู่ข้างกายแล้ว และที่สำคัญ... ผม้าประกาศอาณาเขต เพื่อป้องกันไม่ให้ไอ้พวกหมาหวงก้างตัวไหนกล้ามายุ่งกับคนของผมอีก
เมื่อเราเดินทางมาถึงร้านหมูกระทะที่ควันโขมงและเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน เสียงเพลงและเสียงคุยกันจ้อกแจ้กดังระงมไปทั่ว ผมจัดการคว้าข้อมือเล็กของต้นหนาวมากอบกุมไว้แน่น เดินนำเขาฝ่าฝูงชนตรงไปยังโต๊ะมุมสุดของร้าน ซึ่งมีไอ้วิน ไอ้ดิน และเพื่อนในแก๊งวิศวะอีกสองสามคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
"เฮ้ยยย! ไอ้คุณชายคิรินเสด็จแล้วเว้ยพวกเรา"
ไอ้วินะโทักทายเสียงดังลั่นร้านทันทีที่เห็นหน้าผม มันยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นชูราวกับกำลังฉลอง
ผมทำหูทวนลม ดันตัวต้นหนาวให้เข้าไปนั่งด้านในสุดของโต๊ะฝั่งที่ติดกับกำแพง เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเดินมาชนเขาหรือมองเขาด้วยสายตาแทะโลม ก่อนที่ผมจะหย่อนตัวลงนั่งประกบปิดทางออกไว้มิดชิดเหมือนผู้คุมคุมนักโทษ
"อ้าว น้องต้นหนาว บังเอิญจังเลยเจอกันอีกแล้ว คราวที่แล้วไปเจอกันที่ซูเปอร์มาร์เก็ต คราวนี้มากินหมูกระทะด้วยกันเลยเว้ย"
ไอ้ดินทักทายอย่างอารมณ์ดี มันยิ้มกว้างจนตาหยีส่งให้ต้นหนาว
"สะ... สวัสดีครับพี่ๆ"
ต้นหนาวยกมือไหว้ทักทายเสียงอ้อมแอ้ม รอยยิ้มเจื่อนๆ ประดับอยู่บนใบหน้า เขาพยายามจะขยับตัวออกห่างจากผมเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่างเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น แต่ผมก็จงใจขยับตัวตามไปเบียดจนไหล่ของเราชนกัน
"เหยิบไปดิพี่คิริน เบียดผมทำไมเนี่ย อึดอัด"
เขาบ่นอุบอิบกระซิบลอดไรฟัน พยายามใช้ศอกกระทุ้งเอวผมเบาๆ
"โต๊ะมันแคบ พี่กลัวหนูตกเก้าอี้"
ผมตอบหน้าตายหน้าทน ทั้งที่ฝั่งผมยังเหลือพื้นที่ให้นั่งอีกตั้งเยอะ
บทสนทนาบนโต๊ะอาหารดำเนินไปอย่างครื้นเครงตามประสาผู้ชายเถื่อนๆ พวกมันคุยกันเื่โปรเจกต์จบ เื่เกม และเื่เตะบอล ผมนั่งฟังเงียบๆ ไม่ค่อยได้ออกความเห็นอะไรมากนัก เพราะสมาธิส่วนใหญ่ของผมจดจ่ออยู่กับการคีบเนื้อหมูสไลด์ลงไปย่างบนเตาร้อนๆ และคอยดูแลคนข้างกาย
"เออ คิริน" ไอ้วินที่กำลังคีบหมูเข้าปาก หันมาถามผมหน้าตาเฉย
"ตกลงว่าน้องหนาวยังพักอยู่คอนโดมึงอยู่ป่ะวะ นี่มันก็หลายอาทิตย์แล้วนะ หอน้องเขายังซ่อมท่อน้ำไม่เสร็จอีกเหรอวะ กูว่าน้องเขาคงเกรงใจมึงแย่เลย ไปขออาศัยอยู่ตั้งนาน"
คำถามของไอ้วินทำเอาโต๊ะที่เคยวุ่นวายเงียบกริบลงไปชั่วขณะ ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่ผมกับต้นหนาวเป็ตาเดียว
ต้นหนาวชะงักตะเกียบที่กำลังจะคีบผักเข้าปาก เขามองหน้าผมอย่างเลิ่กลั่ก ใบหน้าเริ่มซับสีเืฝาดด้วยความประหม่า คงจะกลัวว่าผมจะตอบคำถามนี้ยังไง
ผมวางที่คีบหมูลงบนจานอย่างใจเย็น เอื้อมมือไปคีบหมูสามชั้นย่างสุกกำลังดีไปวางแหมะลงบนจานของต้นหนาว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับไอ้วินด้วยแววตาที่ว่างเปล่าแต่แฝงไปด้วยประกายแห่งความภาคภูมิใจขั้นสุด
"ไม่ได้เป็รูมเมตแล้ว" ผมตอบเสียงนิ่ง
"อ้าว น้องเขาย้ายกลับหอแล้วเหรอวะ แล้วนี่มึงไปรับน้องเขามากินข้าวด้วยทำไมเนี่ย"
ไอ้ดินขมวดคิ้วถามด้วยความงุนงง
ผมกระตุกยิ้มมุมปากบางๆ ยิ้มแบบที่พวกมันแทบจะไม่เคยเห็น เลื่อนสายตาไปมองคนตัวเล็กข้างๆ ที่กำลังนั่งหน้าแดงก่ำเป็ลูกตำลึงสุก
"กูหมายถึง..." ผมจงใจเว้นจังหวะให้พวกมันลุ้น
"คนนี้... แฟนกู ไม่ใช่รูมเมตแล้ว และเขาจะอยู่กับกูตลอดไป"
"เชี่ยยยย!!!"
"เฮ้ยยยย!! เอาจริงดิ"
"ไอ้สัสคิริน! มึงไปงาบน้องเขาตอนไหนวะเนี่ย ไอ้คุณชายูเาน้ำแข็งมีเมียแล้วเว้ยเฮ้ย กูไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง"
เสียงโห่ร้องะโแซวจากแก๊งเพื่อนวิศวะดังลั่นจนโต๊ะข้างๆ หันมามองเป็ตาเดียว ไอ้วินกับไอ้ดินตบโต๊ะดังปัง หัวเราะร่วนลั่นร้าน พวกมันผลัดกันตบไหล่ผมและแซวต้นหนาวไม่หยุดปาก
"พี่คิริน! พี่พูดอะไรออกไปเนี่ย"
ต้นหนาวกระซิบเสียงหลง หน้าแดงจนแทบจะะเิเป็โกโก้ครั้นช์ เขายกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองด้วยความอับอาย ตีเข้าที่ต้นแขนผมรัวๆ หลายที
"ไอ้พี่บ้า! หน้าหนาที่สุดเลย คนเขามองกันทั้งร้านแล้วเห็นไหมเนี่ย"
ผมไม่สะทกสะท้านกับแรงตีเท่ามดกัดของเขา ซ้ำยังรู้สึกอารมณ์ดีเป็บ้าที่ได้เห็นปฏิกิริยาของพวกเพื่อนๆ และความเขินอายของแฟนเด็กของตัวเอง ผมแทบจะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ ด้วยซ้ำ
"ตีพี่ทำไมเนี่ย พี่พูดความจริงนี่นา"
ผมกระซิบตอบใกล้ๆ หูเขา ก่อนจะหันไปจัดการปิ้งหมูบนเตาต่อ
"กินเยอะๆ สิ ตัวผอมเป็กุ้งแห้งแล้วเนี่ย เดี๋ยวตอนกลางคืนไม่มีแรงนะ"
"พี่คิริน!"
เขาตวาดแหว แหยิกเข้าที่เอวผมอย่างแรงจนผมเผลอสูดปากด้วยความเจ็บ แต่รอยยิ้มก็ยังไม่หุบลงไปเลย
ตลอดมื้ออาหาร ผมทำหน้าที่เป็พ่อบุญทุ่มอย่างสมบูรณ์แบบ ผมคอยคีบเนื้อ คีบผัก ตักน้ำจิ้ม และรินน้ำใส่แก้วให้ต้นหนาวไม่ขาดตกบกพร่อง หมูชิ้นไหนที่ร้อนเกินไป ผมก็เอามาเป่าให้เย็นก่อนจะคีบไปวางในจานเขา ประหนึ่งว่าเขากำลังดูแลเด็กอนุบาลสามขวบ
เพื่อนๆ ของผมเอาแต่โห่แซวความคลั่งรักของผมจนคอแห้ง แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร พวกมันไม่รู้หรอกว่าผมรอคอยโมเมนต์นี้มานานแค่ไหน โมเมนต์ที่ผมจะได้แสดงความรักต่อหน้าคนอื่นอย่างเปิดเผย
ต้นหนาวเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินหมูกระทะ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาใครเลย เขินจนหูแดงเถือกไปหมด ผมสังเกตเห็นว่ามือซ้ายของเขาที่วางอยู่บนตักสั่นน้อยๆ ด้วยความประหม่า
ผมลอบยิ้มบางๆ ละมือซ้ายของตัวเองจากการจับแก้วน้ำ เอื้อมลงไปใต้โต๊ะ คว้าหมับเข้าที่มือนุ่มของต้นหนาว กอบกุมมันไว้ด้วยฝ่ามือที่ใหญ่กว่าและอบอุ่นกว่าของผม
ต้นหนาวสะดุ้งเล็กน้อย เขาหันมามองผมด้วยความใ แต่เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความทะนุถนอมของผม เขาก็ยอมปล่อยให้ผมกุมมือเขาไว้แต่โดยดี
ผมออกแรงบีบกระชับข้อนิ้วของเขาแ่เบา เป็การปลอบประโลมความอายและส่งผ่านความรู้สึกปลอดภัยให้เขาได้รับรู้ นิ้วโป้งของผมลูบไล้ไปตามหลังมือเนียนของเขาอย่างเชื่องช้า ใต้โต๊ะที่ไม่มีใครมองเห็น เราสองคนสอดประสานมือกันแน่น ท่ามกลางเสียงแซวและเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ
มื้ออาหารแห่งความภาคภูมิใจจบลงอย่างสวยงาม
ระหว่างทางขับรถกลับคอนโด บรรยากาศภายในรถปอร์เช่ไม่ได้เงียบเหงาเหมือนครั้งก่อนๆ อีกต่อไป มันเต็มไปด้วยเสียงบ่นกระปอดกระแปดของแฟนเด็กของผม
"พี่อ่ะ! ทำไมต้องไปป่าวประกาศให้เพื่อนพี่รู้ด้วยล่ะ หน้าผมงี้ชาไปหมดแล้วเนี่ย โดนแซวั้แ่ต้นจนจบเลย" ต้นหนาวนั่งกอดอก ปากยื่นปากยาวบ่นผมมาตลอดทางั้แ่ขึ้นรถ
"ก็พี่อยากให้เพื่อนพี่รู้ไง ว่าหนูเป็แฟนพี่แล้ว"
ผมตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ สายตาจดจ่ออยู่กับการขับรถ สลับกับปรายตามองเสี้ยวหน้าหวานของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ
"ทีนี้... ไอ้เวรหน้าไหนที่มันคิดจะมาจีบหนู มันจะได้รู้ว่าดอกไม้ดอกนี้มีเ้าของที่ดุมากคอยเฝ้าอยู่ และพี่ก็ขี้หวงมากด้วย"
"เวอร์ไปแล้วพี่คิริน ใครจะมาจีบผม ไม่มีหรอกน่า..."
เขาตอบเสียงอ้อมแอ้ม หน้าเริ่มซับสีเืฝาดขึ้นมาอีกครั้ง
"ไม่มีก็ดีแล้ว เพราะถ้ามี... พี่จะไปหักคอมันให้หมดเลย"
ผมตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง แฝงไปด้วยความหวงก้างแบบที่ผมไม่เคยปิดบัง
เมื่อรถจอดติดไฟแดง ผมหันไปมองหน้าต้นหนาวเต็มตา เขากำลังหลบสายตาผม ม้วนปอยผมตัวเองเล่นด้วยความเขิน
"รู้ไหม ต้นหนาว..." ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวล
"วันนี้... เป็วันที่พี่กินหมูกระทะอร่อยที่สุดในชีวิตเลยนะ"
"เพราะหมูมันสดเหรอพี่?" เขาแกล้งถามซื่อๆ เพื่อกวนประสาทผม
ผมส่ายหน้าช้าๆ เอื้อมมือไปคว้ามือของเขามากุมไว้อีกครั้ง ยกขึ้นมาประทับจุมพิตแ่เบาที่หลังมือของเขาอย่างรักใคร่
"เพราะพี่ได้พาแฟนมาอวดให้ชาวโลกได้รับรู้ไงล่ะ"
รอยยิ้มกว้างของผม สะท้อนกับใบหน้าที่แดงระเรื่อของเขา ผมรู้สึกได้ถึงความภาคภูมิใจและความสุขใจที่เอ่อล้นทะลักอยู่ในอก การได้หัวใจของผู้ชายคนนี้ และได้ประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเขาคือ 'ของผม'... มันคือชัยชนะที่หอมหวานที่สุดในชีวิตของคิรินเลยล่ะครับ.