ภายในเรือนไผ่ขาว บรรยากาศยังคงอบอวลไปด้วยความเงียบสงัด และกลิ่นยาสมุนไพรจางๆ จ้าวมู่เฉิน ซึ่งเพิ่งฟื้นคืนสติ บัดนี้นั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง ดวงตายังคงฉายแววสับสน และมึนงง มองไปรอบห้องราวกับเป็คนแปลกหน้า ขณะที่นายท่านจ้าว และฮูหยินจ้าวนั่งอยู่ข้างเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดระคนกังวล หลังจากความใในคำพูดอันแปลกประหลาดของบุตรชาย พวกเขาก็ได้แต่รอคอยการมาถึงของหมอหลวงด้วยใจจดจ่อ
มิทันไร บ่าวคนสนิทก็วิ่งเข้ามารายงานด้วยความนอบน้อม “เรียนนายท่าน, ฮูหยิน ท่านหมอหลวงมาถึงแล้วขอรับ!”
นายท่านจ้าวผุดลุกขึ้นทันที “เชิญท่านหมอเข้ามาเร็ว!”
หมอหลวง ท่านเดิมก้าวเข้ามาในห้องด้วยฝีเท้าที่รีบเร่ง แต่ยังคงไว้ซึ่งความสุขุม เขาค้อมกายทำความเคารพนายท่านจ้าว และฮูหยินจ้าว ก่อนจะเดินตรงไปยังเตียงผู้ป่วย วางกระเป๋ายาหนังใบใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ใกล้เตียงนอนอย่างแ่เบา
“ท่านหมอ...” ฮูหยินจ้าวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“บุตรข้า... เขาฟื้นแล้วก็จริง แต่เขา... เขาจำแม่ไม่ได้... เขาถามว่าข้าเป็ใคร... แล้วยังบอกว่าที่นี่ไม่ใช่เรือนของเขา... มันเกิดอะไรขึ้นเ้าคะ?” ดวงตาของนางแดงก่ำ เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
หมอหลวงพยักหน้ารับช้าๆ สีหน้าสงบนิ่งแต่แววตาแสดงความเข้าใจ “ข้าน้อยทราบเื่แล้วขอรับฮูหยิน ขอตรวจดูอาการคุณชายโดยละเอียดอีกครั้งก่อน”
ว่าแล้ว เขาก็หันไปทางจ้าวมู่เฉิน เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น “คุณชายจ้าว มองตามนิ้วของข้านะขอรับ”
เขาเริ่มทำการตรวจประเมิน จับชีพจร ที่ข้อมือของมู่เฉินอีกครั้ง คิ้วขมวดเล็กน้อยขณะตั้งใจฟังจังหวะการเต้นของหัวใจ จากนั้นจึง ตรวจดูการตอบสนองของม่านตา โดยสังเกตอย่างละเอียด และลองทดสอบ การตอบสนองต่อคำสั่งง่ายๆ
เช่น ให้ลองขยับนิ้ว หรือมองตามวัตถุ เพื่อประเมินการทำงานของสมอง จ้าวมู่เฉินมีท่าทีสับสน แต่ก็พยายามทำตามอย่างว่าง่าย แม้จะดูเชื่องช้าและไม่มั่นคงนัก
หลังจากตรวจอยู่ครู่หนึ่ง หมอหลวงก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ทำให้หัวใจของนายท่านจ้าว และฮูหยินจ้าวหล่นวูบลงไปอีกครั้ง
หมอหลวง หันไปกล่าวกับนายท่านจ้าว และฮูหยินจ้าว ด้วยท่าทีที่จริงจัง
“เรียนใต้เท้า, ฮูหยิน จากการตรวจดูอย่างละเอียด ชีพจร และการตอบสนองของสายตาของคุณชายจ้าวเป็ปกติดี แล้วขอรับ”
เขารีบกล่าวต่อเมื่อเห็นสีหน้ากังวลของผู้เป็พ่อแม่
“แต่อาการสับสนและจดจำสิ่งต่างๆ ไม่ได้นั้น อาจจะเป็เพราะศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ทำให้เกิดภาวะความจำเสื่อมชั่วขณะ ขอรับ”
“ความจำเสื่อม!” ฮูหยินจ้าวอุทานออกมาเบาๆ ยกมือขึ้นทาบอก สีหน้าซีดเผือด
“เป็เพียงชั่วขณะขอรับฮูหยิน” หมอหลวงรีบกล่าวปลอบ
“ส่วนใหญ่แล้วอาการเช่นนี้สามารถฟื้นฟูได้ แต่จะช้าหรือเร็ว และจะกลับมาสมบูรณ์ดังเดิมหรือไม่นั้น ยังมิอาจบอกได้แน่ชัดในตอนนี้” เขากล่าวต่อถึงแนวทางการรักษา
“ข้าจะทำการฝังเข็ม เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และพลังปราณบริเวณศีรษะ และจะจัดเทียบยาบำรุงร่างกาย ฟื้นฟูสมอง และส่งเสริมระบบการไหลเวียนของเืให้แก่คุณชายจ้าว โดยจะต้องทานอย่างต่อเนื่อง”
“แล้วเื่ความทรงจำเล่า ท่านหมอ ?” นายท่านจ้าวถามขึ้น น้ำเสียงยังคงหนักแน่นแต่แฝงความกังวล
“เื่การฟื้นความจำนั้น อาจจะต้องอาศัยปัจจัยอื่นร่วมด้วย” หมอหลวงตอบ
“ให้ท่านลองหาสิ่งของที่คุณชายคุ้นเคย หรือตำราที่คุณชายจ้าวอ่านเป็ประจำ มาให้เขาได้เห็น ได้ัั หรือลองอ่านดู บางทีการได้พบเจอสิ่งที่คุ้นเคยซ้ำๆ อาจจะสามารถช่วยดึงความทรงจำเดิมให้กลับคืนมาได้ บ้างขอรับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องรอดูอาการไปอีกสักระยะ และที่สำคัญคืออย่าเพิ่งกดดันหรือคาดคั้นคุณชายมากเกินไป อาจจะยิ่งทำให้สับสนมากขึ้น”
นายท่านจ้าวผงกศีรษะรับช้าๆ แม้จะยังหนักใจ แต่ก็ดูจะยอมรับในคำวินิจฉัยและแนวทางการรักษา
เมื่อหมอหลวงทำการฝังเข็ม ให้จ้าวมู่เฉินอีกครั้ง และจัดเทียบยาพร้อมเขียนคำแนะนำ การดูแลอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว เขาก็เตรียมตัวจะลากลับ นายท่านจ้าวจึงหยิบถุงเงินใบย่อมๆ ส่งให้ แก่หมอหลวงเป็การส่วนตัวหมอหลวงพยายามปฏิเสธตามธรรมเนียม แต่นายท่านจ้าวยืนกราน
“ท่านหมอช่วยเหลือบุตรชายข้าอย่างเต็มที่ นี่เป็เพียงสินน้ำใจเล็กน้อย โปรดรับไว้เถิด”
จากนั้น นายท่านจ้าวก็ให้เกียรติเดินออกไปส่งหมอหลวงด้วยตนเองจนถึงหน้าประตูจวน แสดงความนอบน้อมและให้ความเคารพเป็พิเศษ ยิ่งกว่าปกติ
“ขอบคุณท่านหมออีกครั้งที่ช่วยเหลือ หากมีสิ่งใดคืบหน้า ข้าจะรีบแจ้งให้ท่านทราบทันที” นายท่านจ้ากล่าว
“ขอรับใต้เท้า ขอให้คุณชายจ้าวฟื้นคืนความทรงจำโดยเร็ววันนะขอรับ” หมอหลวงกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะค้อมกายอำลา และเดินทางจากไป
นายท่านจ้าวทอดถอนใจเบาๆ ก่อนจะหันกลับเข้าจวน ตรงไปยังเรือนไผ่ขาว ที่ซึ่งบุตรชายของเขากำลังเผชิญหน้ากับโลกใบใหม่ที่ไร้ซึ่งความทรงจำ...
….
ข่าวคราวอาการาเ็สาหัสของจ้าวมู่เฉิน คุณชายใหญ่แห่งจวนสกุลจ้าว แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่ง แต่ข่าวที่ตามมาติดๆ ซึ่งสร้างความตกตะลึง และกลายเป็หัวข้อสนทนาซุบซิบในหมู่บ่าวไพร่ยิ่งกว่า คือการที่คุณชายจ้าวผู้เพียบพร้อมทั้งสติปัญญา และรูปโฉม บัดนี้กลับสูญเสียความทรงจำไปสิ้นหลังจากฟื้นคืนสติ!
ข่าวจ้าวมู่เฉินความจำเสื่อม ถูกลือปากต่อปากจนกระจายไปทั่วทุกซอกทุกมุมของจวนสกุลจ้าว บรรยากาศโดยรวมเต็มไปด้วยความเห็นใจ สงสาร และความห่วงใยในชะตากรรมของคุณชายใหญ่
ทว่า ณ มุมหนึ่งของจวนอันกว้างใหญ่ ในเรือนพักส่วนตัวของอนุหลิว และบุตรชายคนรอง จ้าวซื่อเจี๋ย บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ประตูหน้าต่างถูกปิดลงอย่างมิดชิด บ่าวรับใช้ถูกสั่งให้ออกไปอยู่ห่างๆ เหลือเพียงสองแม่ลูกที่กำลัง สนทนากันด้วยเสียงอันแ่เบาราวกระซิบ ซ่อนเร้นความลับบางอย่างไว้
“เฮอะ! น่าเสียดายนัก ที่องค์ชายใหญ่ทรงจัดการเพียงให้มันาเ็ ไม่ทำให้มันหายไปจากโลกนี้เสียเลย..!” จ้าวซื่อเจี๋ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า แววตาฉายประกายขุ่นเคืองระคนสะใจ
“แต่คิดอีกที... อย่างน้อย มันก็ความจำเสื่อม ไปแล้ว!” มุมปากของเขาเหยียดยิ้มอย่างเหยียดหยัน “ไร้ซึ่งความทรงจำ ไร้ซึ่งความสามารถเฉกเช่นเดิม ก็ไม่ต่างอะไรจากคนพิการ..!”
อนุหลิวมองบุตรชายด้วยแววตาซับซ้อน นางใช้พัดด้ามจิ๋วในมือพัดเบาๆ กล่าวว่า
“ถึงกระนั้นก็อย่าเพิ่งวางใจไป เจี๋ยเอ๋อร์ พี่ใหญ่ของเ้าแม้จะความจำเสื่อม แต่สายเื และชาติกำเนิดยังคงอยู่ ทั้งยังเป็ที่โปรดปรานของนายท่าน และฮูหยินใหญ่เสมอมา อนาคตย่อมยังสดใสกว่าเ้าอยู่ดี”
“ท่านแม่...” จ้าวซื่อเจี๋ยหันมามองมารดา แววตาฉายประกายเ้าเล่ห์ขึ้นมาวูบหนึ่ง “ข้าจำได้ว่า ในอดีต ท่านพ่อมิได้เป็ขุนนางอยู่ในเมืองหลวงมาแต่ต้นใช่หรือไม่ขอรับ? ท่านเดินทางมาจากต่างเมืองเพื่อมารับตำแหน่ง”
อนุหลิวขมวดคิ้วเล็กน้อย “ใช่... ก่อนที่นายท่านจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเข้าเมืองหลวง เราเคยอาศัยอยู่ที่เมือง... อืม... เ้าถามถึงเื่นี้ทำไม?”
จ้าวซื่อเจี๋ยยิ้มกว้างขึ้น แผนการร้ายเริ่มก่อตัวขึ้นในสมองอันหลักแหลมแต่ไร้ซึ่งคุณธรรมของเขา
“ท่านแม่ ท่านคิดดูสิ... จ้าวมู่เฉินเพิ่งประสบเหตุร้าย ้าที่สงบๆ เพื่อพักฟื้นร่างกาย และสมอง ใช่หรือไม่? หากเราสามารถออกอุบาย โน้มน้าวท่านพ่อ ให้ส่งตัวจ้าวมู่เฉินเดินทางกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านเก่าของเราในชนบทที่ห่างไกล อ้างว่าอากาศดี สงบเงียบ เหมาะแก่การฟื้นฟูความทรงจำ...”
เขาเว้นจังหวะ มองลึกเข้าไปในดวงตาของมารดา กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบลง “เมื่อเขาเดินทางออกจากเมืองหลวงไปแล้ว... เราก็เพียงแค่จ้างมือสังหารสักกลุ่ม ให้ปลอมตัวเป็โจรป่า ดักปล้นขบวนรถม้าของจ้าวมู่เฉินระหว่างทาง จัดฉากให้ดูเหมือนการปล้นฆ่าชิงทรัพย์ธรรมดาๆ...”
ดวงตาของเขาเป็ประกายอำมหิต “เพียงเท่านี้... เสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ที่สุด ที่คอยขวางทางความเจริญก้าวหน้าของลูก ก็จะหมดสิ้นไปตลอดกาล!”
อนุหลิวฟังแผนการของบุตรชายแล้วถึงกับใจหายวาบ นางรู้สึกว่าความคิดนี้มันช่าง เหี้ยมโหด และเืเย็นเกินไปนักแม้นางจะไม่ชอบหน้าจ้าวมู่เฉิน และมารดาของเขา แต่การวางแผนฆ่าแกงกันในสายเืเช่นนี้... มันทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ลึกๆ
“เจี๋ยเอ๋อร์... นี่มัน... มันจะไม่อันตรายเกินไปหรือ? หากเื่แดงขึ้นมา...” นางเอ่ยถามเสียงสั่น
จ้าวซื่อเจี๋ยรีบกุมมือมารดาไว้แน่น
“ท่านแม่! ท่านต้องเชื่อใจข้า! ข้าจะวางแผนทุกอย่างให้รัดกุมที่สุด ไม่มีทางสาวถึงตัวเราได้อย่างแน่นอน! นี่คือโอกาสเดียวที่เราจะกำจัดมันไปให้พ้นทาง! เพื่ออนาคตของข้า เพื่อหน้าตาของท่านแม่! ท่านจะไม่ช่วยข้าหรอกหรือ?”
เขามองมารดาด้วยสายตาอ้อนวอน แต่แฝงไว้ด้วยความกดดัน
อนุหลิวมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานของบุตรชาย นางถอนหายใจยาว... นางรู้ดีว่าบุตรชายฉลาดแกมโกงเพียงใด และนางเองก็ปรารถนาจะเห็นเขาได้ดิบได้ดีเหนือกว่าบุตรของภรรยาเอกมาโดยตลอด ความลังเลและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีถูกบดบังด้วยความรัก และความคาดหวังที่มีต่อบุตรชาย สุดท้ายนางจึงพยักหน้าอย่างช้าๆ ยอมเออออไปตามแผนการอันชั่วร้ายนั้น
“...ก็ได้” นางกล่าวเสียงเบา “แต่เ้าต้องสัญญา ว่าจะทำทุกอย่างให้รอบคอบที่สุด อย่าให้มีสิ่งใดผิดพลาดเด็ดขาด!”
“ข้าสัญญา ท่านแม่!” จ้าวซื่อเจี๋ยยิ้มอย่างพอใจที่สุด
“ท่านคอยดูเถอะ อีกไม่นาน... ตำแหน่งทายาทสกุลจ้าว จะต้องตกเป็ของข้าแต่เพียงผู้เดียว!”
สองแม่ลูกสบตากัน แผนการร้ายได้ถูกผนึกไว้ด้วยความทะเยอทะยานอันดำมืด โดยหารู้ไม่ว่า ชะตากรรมของจ้าวมู่เฉินนั้น อาจจะพลิกผันไปในทิศทางที่พวกเขามิอาจคาดเดาได้เลย...
หนึ่งคอมเมนต์ หรือ กดไลค์ เป็หนึ่งกำลังใจ ให้ผู้ประพันธ์