จักรวรรดิคริมวาล ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยก้อนอิฐหรือปูน หากแต่ถูกสถาปนาขึ้นบนรากฐานของโศกนาฏกรรมและซากศพที่ทับถมกันมานับพันปี ดินแดนแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางทวีปเอเธอร์เนีย เปรียบเสมือนหัวใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งในความมืด เป็อาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุดในเชิงอำนาจทางการทหาร แต่กลับมืดมนจนไร้ก้นบึ้งในเชิงศีลธรรม
นครหลวงแห่งคริมวาลถูกโอบรัดด้วยกำแพงหินสีดำทมิฬขนาดมหึมา เป็สถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคที่โอ่อ่าและเย็นเยียบ เน้นความสูงชะลูดของยอดหอคอยที่ทิ่มแทงขึ้นสู่สรวง์ ราวกับเป็เข็มพิษที่พยายามจะจารึกความลำพองของมนุษย์ไว้บนท้องฟ้าเพื่อท้าทายทวยเทพ
วังหลวงคริมวาล... สถานที่ที่ความงดงามและความตายเริงระบำคู่กันไปในทุกย่างก้าว ทุกแผ่นหินที่ปูทางล้วนซุกซ่อนแผนการร้ายไว้เื้ั สำหรับคนที่นี่การแย่งชิงบัลลังก์ไม่ใช่ความวิปริตทางศีลธรรม แต่เป็หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า เพราะในโลกของอสรพิษ ผู้ที่ไม่กัดผู้อื่นย่อมเป็ได้เพียงเหยื่อ
ท้องฟ้าเหนือคริมวาลไม่เคยััความบริสุทธิ์ของแสงตะวันอย่างเต็มที่ เพราะมีเมฆหมอกสีเทาหม่นจางๆ ปกคลุมจักรวรรดิอยู่ มันคือละอองเวทมนตร์ที่ตกค้างจากการเข่นฆ่าในอดีตลอยละล่องอยู่ในชั้นบรรยากาศ สร้างมวลอากาศที่กดดันและเหน็บหนาว บีบคั้นให้หัวใจของผู้อยู่อาศัยด้านชาไปตามกาลเวลา
สายเืคือบัญญัติสูงสุด มาตรวัดความเป็มนุษย์ถูกกำหนดผ่าน ความบริสุทธิ์ของมานา ที่ไหลเวียนอยู่ในกาย ขุนนางผู้สูงศักดิ์แบ่งแยกชนชั้นด้วยประกายแสงของเวทมนตร์ ใครที่เกิดมาไร้ซึ่งพลังจะถูกตราหน้าว่าเป็ "สวะ" ไร้สิทธิ์ ไร้เสียง และไร้ซึ่งคุณค่าที่จะมีชีวิตอยู่
ในขณะที่จักรวรรดิอื่นเลือกเทิดทูนพลังแห่งแสงสว่างหรือความงดงามของธรรมชาติ คริมวาลกลับเลือกที่จะเดินเข้าสู่เงามืด พวกเขาชอบศึกษาศาสตร์มืดและ "เวทมนตร์เื" เพื่อขยายอำนาจ กองทัพคริมวาลจึงไม่ได้น่าเกรงขามเพียงเพราะจำนวนคน แต่เพราะพวกเขามีกลิ่นคาวเืของความตายที่ติดตามไปในทุกสมรภูมิ จนไม่มีใครในทวีปนี้กล้าแม้แต่จะสบตา
ท้องฟ้าเหนือจักรวรรดิคริมวาลในวันนี้ขุ่นมัว มวลอากาศหนักอึ้งบีบคั้นจนหายใจลำบาก ราวกับทวยเทพบนสรวง์กำลังไว้อาลัยให้แก่ชะตากรรมของเด็กน้อยสองคนที่ถูกทิ้งไว้เื้ัความรุ่งโรจน์อันฉาบฉวยของวังหลวง
เซเรน่า เอล เดอ แวนซ์ ในวัยสิบขวบ ยืนนิ่งราวกับรูปสลักอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ในเขตอุทยานร้างที่กาลเวลาหลงลืม นางคือทายาทที่คงสายเืและมานาบริสุทธิ์เพียงหนึ่งเดียวของ ตระกูล เดอ แวนซ์ เสาหลักโลหิตที่ค้ำจุนจักรวรรดิมานานนับศตวรรษ แต่ในขณะเดียวกัน ตระกูลของนางกลับเป็ดั่งปีศาจในคราบขุนนาง ที่เหล่าชนชั้นสูงต่างหวาดกลัวและรังเกียจเดียดฉันท์
พลังของ เดอ แวนซ์ ไม่ได้มาจากการหยิบยืมมานาจากธรรมชาติ แต่มันคือพันธสัญญาโบราณที่บรรพบุรุษทำไว้กับปีศาจแห่งา ศาสตร์มืดที่เปลี่ยนทุกหยาดโลหิตและอายุขัยให้กลายเป็พลังทำลายล้างที่ไร้เทียมทาน
ยิ่งผู้ใช้จ่ายค่าตอบแทนด้วยเืและิญญามากเท่าไหร่ มนตรานั้นก็จะยิ่งทรงพลังจนบิดเบือนกฎเกณฑ์ของโลกได้ ประวัติศาสตร์คริมวาลบันทึกไว้ว่า เมื่อใดที่มีฏหรือาที่ยากจะเอาชนะ จักรพรรดิมักจะส่งคนของเดอ แวนซ์ ไปจัดการ พวกเขาคือผู้ทำงานสกปรกเพื่อแลกกับเกียรติยศ
ดวงตาสีทับทิมที่ดูโตเกินวัยของเซเรน่า จับจ้องไปยังเด็กชายร่างผอมบางที่กำลังขดตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นหญ้าอันชื้นแฉะ
คาเอล... เ้าชายลำดับที่สิบสาม ผู้ถูกขนานนามด้วยความสมเพชว่า ‘เ้าชายสวะ’ เขาเกิดจากนางสนมชั้นต่ำไร้ซึ่งอำนาจหนุนหลัง
ในโลกที่วัดกันด้วยความบริสุทธิ์ของสายเื คาเอลจึงเป็เพียงส่วนเกินที่รอวันถูกกำจัดทิ้ง หาก เดอ แวนซ์คือ "เงา" ที่แบกรับบาป ราชวงศ์คริมสไตน์ของคาเอลก็คือ "แสงสว่างจอมปลอม" ที่เบื้องหน้าฉาบด้วยทองคำศักดิ์สิทธิ์แต่เื้ัเต็มไปด้วยความเน่าเฟะและการหักหลัง
พวกคริมสไตน์มีมานาแห่งแสง ที่เป็เพียงสัญลักษณ์ของผู้ปกครอง พวกเขาจึงมีผมสีทองดุจรวงข้าวและดวงตาสีฟ้าครามที่บ่งบอกถึงความสูงส่งขัดกับมนตราโลหิตสีชาดของเซเรน่าอย่างสิ้นเชิง
ในขณะที่ เดอ แวนซ์ ฝึกฝนอย่างหนักเพื่อเป็โล่ให้จักรวรรดิ ราชวงศ์คริมสไตน์กลับจมอยู่กับกามราคะและการแย่งชิงอำนาจ คาเอลจึงเติบโตมาในฐานะเหยื่อที่ถูกพี่ชายต่างมารดาข่มเหงรังแกไม่ต่างจากสุนัขข้างถนน
“เจ็บมากหรือไม่?” เสียงเล็กๆ ของเซเรน่าเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา
เด็กชายค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาดุจเทพบุตรน้อยบัดนี้เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและคราบดิน
“หนีไปเถิดเซเรน่า... ถ้าพวกนั้นเห็นเ้าอยู่กับข้า เ้าจะเดือดร้อน”
ภาพของเด็กชายผู้แตกสลายตรงหน้าเปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนตัวตนของเซเรน่าออกมาอย่างน่าประหลาด แม้นางจะมาจากตระกูลจอมเวทผู้สูงศักดิ์ แต่พลังที่นางกลับทำให้นางถูกตราหน้าว่าเป็ตัวกาลกิณีและถูกโดดเดี่ยวไม่ต่างกัน
นางเห็นความหวาดกลัวและความอ้างว้างแบบเดียวกับที่นางต้องเผชิญในเมืองอันหนาวเหน็บนี้ คาเอล คือเ้าชายที่ไร้อำนาจ ส่วนนางคือจอมเวทที่มีอำนาจแต่ถูกชิงชัง ทั้งคู่ต่างเป็เศษซากของจักรวรรดิที่บ้าคลั่งแห่งนี้
วินาทีที่คาเอลบอกให้นางหนีไปเพื่อความปลอดภัยของตัวนางเอง หัวใจของเซเรน่าสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน นี่คือครั้งแรก... ครั้งแรกที่มีคนห่วงใยนางมากกว่าจะหวาดกลัวพลังของนาง
เซเรน่าไม่หนี แต่นางกลับคุกเข่าลงเคียงข้างเขา มือเรียวเล็กยื่นไปแตะรอยแผลบนแก้มของเขาอย่างอ่อนโยน
“ข้าคือ เดอ แวนซ์... ตระกูลจอมเวทที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้ ข้าไม่กลัวพวกสุนัขลอบกัดพวกนั้นหรอก”
“แต่ข้าไม่มีอะไรเลย...” คาเอลกำหมัดแน่น น้ำตาแห่งความคับแค้นใจไหลอาบแก้ม
“ข้าไม่มีพลัง ไม่มีกองทัพ ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะฝันถึงบัลลังก์”
เซเรน่านิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาสีแดงของนางจะฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่เด็กวัยเดียวกันไม่มีวันมี
“หากท่านไม่มี ข้าจะสร้างมันให้เอง หากท่านอ่อนแอ ข้าจะเป็ดาบและโล่ให้ท่านเอง คาเอล... ข้าจะส่งท่านขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ไม่มีใครในโลกนี้กล้าแตะต้องท่านได้อีกตลอดกาล”
“เ้าทำไม่ได้หรอก มันอันตรายเกินไป...” คาเอลกระซิบ
“ข้าทำได้” เซเรน่าเอ่ยคำมั่นสัญญาที่ผูกมัดทั้งชีวิตของนางไว้กับเขาั้แ่วินาทีนั้น
“เพราะข้าจะทำ พันธสัญญาโลหิตกับท่าน... เวทมนตร์ที่สืบทอดกันมาในสายเืของข้า”
นางหยิบกริชเงินสลักลายเนตรโลหิตประจำตระกูลออกมา คมมีดกรีดลงบนฝ่ามือของนางและเขา เืสีแดงสดไหลมารวมกันที่ใจกลางวงแหวนเวทมนตร์สีชาดที่สว่างวาบขึ้นท่ามกลางอุทยานที่มืดมิด
"เืของข้าคือโล่ของท่าน ความตายของท่านคือจุดจบของข้า"
ทันทีที่สิ้นคำกล่าว แสงสีแดงก็วาบขึ้นที่หัวใจของทั้งคู่ ก่อนจะทิ้งรอยร้าวเวทมนตร์ชุดแรกไว้บนแผ่นหลังของเซเรน่า มันคือเส้นใยสีม่วงคล้ำคล้ายใยแมงมุมที่ลามผ่านผิวขาวซีด เป็สัญลักษณ์ว่านางได้กลายเป็ทาสแห่งโชคชะตาของเขาแล้ว
มนตราโลหิตแห่งตระกูล เดอ แวนซ์ ไม่ใช่เวทมนตร์ที่หยิบยืมพลังจากธรรมชาติหรือมานาที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศเหมือนจอมเวททั่วไป แต่มันคือศาสตร์มืดที่กลั่นออกมาจากพลังชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในทุกหยาดโลหิตของผู้ใช้
ยิ่งความปรารถนาในการทำลายล้างรุนแรงเพียงใด หรือ้าสร้างปราการป้องกันที่ไร้เทียมทานมากแค่ไหน เซเรน่าก็ยิ่งต้องสังเวยด้วยเืปริมาณมหาศาล หรือแม้กระทั่งการบั่นทอนอายุขัยของตนเองในทุกครั้งที่นางร่ายมหาเวทขั้นสูง
เมื่อใดที่เซเรน่าปลดปล่อยมนตราที่เกินขีดจำกัด ร่างกายของนางจะตอบสนองอย่างสยดสยอง หยาดเืสีเข้มจะซึมผ่านรูขุมขน ทิ้งร่องรอยแห่งคำสาปที่เรียกว่า รอยแผลเป็เวทมนตร์ ไว้บนผิว ลักษณะของมันเป็เส้นสีม่วงคล้ำ คล้ายใยแมงมุมปีศาจที่ชอนไชไปตามิัและหยั่งรากลึกลงไปถึงกระดูก
รอยเหล่านี้ไม่สามารถเยียวยาได้ด้วยเวทมนตร์แสงศักดิ์สิทธิ์ใดๆ และมันจะคอยตอกย้ำความเ็ปทุกครั้งที่อากาศเริ่มเย็นลง ราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นประสาทพร้อมกัน