ตอนที่ 62 เครื่องผลิตเงินของครอบครัว
ละครเรื่องแรกที่ณัชชาร่วมแสดงกับอารยานั้นเริ่มออกอากาศทางโทรทัศน์แล้วอารยาเป็นคนที่นิสัยไม่ค่อยดีนักแต่ก็แสร้งทำเป็นคนดีต่อหน้าแฟน ๆ ของเธอ ทันทีที่ละครเริ่มออกอากาศทางทีวี นักแสดงหลักของเรื่องรวมถึงณัชชาก็ได้รับเชิญให้ไปออกรายการโชว์อื่นๆร่วมกันหลายรายการ ละครเรื่องแรกณัชชารับบทเป็นผู้หญิงหมายเลขสองในบทละครสาวผู้มีฐานะร่ำรวย แต่การแสดงของเธอไม่ได้ออกมาดีนักในช่วงแรกๆ แม้ว่าโครงเรื่องจะไม่น่าสนใจมากนัก แต่ตอนนี้ละครรูปแบบนี้กำลังได้รับความนิยม ดังนั้นแม้ว่าคุณจะต้องดูละครที่รู้ตอนจบในตอนแรก แต่เรตติ้งก็ยังดีพอสมควร “ น้องณัชชาพี่ว่าช่วงนี้อย่าเพิ่งดูกระแสในโทรศัพท์มือถือเลยนะ” นิลยารู้สึกเสียใจเมื่อเธอเห็นกระแสข่าวเกี่ยวกับณัชชาการวิจารณ์เกี่ยวกับณัชชาบนอินเทอร์เน็ตนั้นไม่ค่อยดีนัก ความคิดของนิลยาอยู่ในแง่มุมที่แตกต่างแต่ก็กังวล เนื่องจากแอนนี่พยายามสร้างกระแสและปั่นความคิดของแฟนคลับส่วนใหญ่ เพียงเพื่อไม่ต้องการให้ณัชชามีตัวตนขึ้นมา"ทำไมล่ะ ฉันคิดว่าแฟนคลับให้ความสนใจเกี่ยวกับฉันมากขึ้นนะ พี่ไม่เห็นเหรอว่าละครที่ฉันร่วมเล่นติดอันดับผู้ชมสูงสุดในสามอันดับแรกเลย" ขนตาของณัชชาโค้งงอเล็กน้อยและดวงตาที่เหม่อลอยของเธอก็ส่องประกายสำหรับเธอไม่ว่าเธอจะมีชื่อเสียงหรือไม่สำหรับละครเรื่องแรกนี้ ตราบใดที่มันไม่มีข่าวเสียๆหายๆออกมา เธอก็พอใจแล้ว แม้ว่าเธอจะไม่อยากยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ แต่ต้องเข้าใจให้ได้ว่าเธอยังเป็นเด็กใหม่ในวงการบันเทิง ไม่ต้องพูดถึงชื่อเสียงของพิมมาดา แม้แต่อารยาเธอก็ยังไม่สามารถเทียบได้ ดังนั้นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนอื่นจะไม่ชอบและวิธีการที่จะทำให้มีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วก็เป็นวิธีที่ไม่สมควรทำเช่นกัน"ไม่เป็นไร ถ้าคุณต้องการที่จะค่อยเป็นค่อยไป" นิลยากลัวว่าณัชชาจะไม่สามารถรับมือกับมันได้ เพราะเธอเพิ่งเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงครั้งแรก แต่มันก็ไม่สำคัญเพราะเธอต้องการที่จะใช้เวลากับมันแม้ว่าจะถูกตำหนิ แต่ต้องขอบคุณละครเรื่องนี้ไม่เพียงแต่ทำให้มีคนรู้จักณัชชามากขึ้น แต่ค่าตัวของณัชชาก็สูงขึ้นเช่นกันนิลยาแนะนำร้านเสริมความงามให้กับณัชชา ศิลปินนักแสดงหลายคนไปใช้บริการที่นั่น ณัชชากำลังอยู่ในช่วงของการเดินสายโปรโมทละครเกือบทุกวัน ช่วงนี้เธอต้องแต่งหน้าหนักตลอดเวลาเพื่อให้ภาพถ่ายออกมาสวยงาม แม้ว่าจะทำความสะอาดทุกวันและทำความสะอาดแล้ว ผิวก็บอบบางและต้องการการบำรุงรักษาเช่นกันหลังจากเสร็จสิ้นการบำรุงรักษาใบหน้าแล้ว ณัชชาเอนกายลงบนเบาะโซฟาเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลเส้นผมของเธอ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น เมื่อเธอหยิบมันขึ้นมาดูใบหน้าของเธอแสดงความรังเกียจออกมาอย่างเห็นได้ชัด เธอกดปุ่มปฏิเสธที่จะรับสาย จากนั้นหมายเลขเดิมก็โทรเข้ามาอีกหลายครั้งณัชชามองไปที่แถวของข้อความในโทรศัพท์มือถือที่มีข้อมูลของบุคคลเดียวกันและลบทีละรายการ จากนั้นก็ลบข้อมูลในวันสุดท้าย ณัชชาหยุดเป็นเวลานานก่อนที่จะตอบกลับคำหรือสองคำ ตกลงวรรณาแม่ของเธอ ต้องการให้เธอกลับบ้านถ้าเป็นไปได้ณัชชาไม่อยากกลับมาที่นี่อีกตลอดชีวิตวรรณาพยายามโทรหาเธอวันละมากกว่าหนึ่งครั้ง นอกจากวรรณาแล้วยังมีสายที่โทรเข้ามาจากณัฐพลอีกหลายสายเสียงเรียกร้องจากคนเหล่านี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากละครเรื่องแรกของณัชชาออกอากาศทางโทรทัศน์วรรณาคิดเสมอว่าเธอเลี้ยงดูเด็กสาวคนหนึ่งที่ไร้ค่า เพื่อที่จะให้เธอไปแต่งงานกับคนรวยๆ และเพื่อเป็นการตอบแทนบุณคุณที่เธอเลี้ยงดูณัชชามาตั้งแต่เล็กจนโต เธอต้องการเรียกร้องค่าเลี้ยงดูที่เธอสูญเสียไปทั้งหมดกลับคืนมา อีกทั้้งเธอต้องการให้ณัชชาดูแลส่งเงินให้พวกเขาตลอดชีวิตแต่เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าณัชชาจะกลายเป็นดาราจริงๆ ไม่น่าล่ะณัชชาไม่ได้ติดต่อกลับมาที่บ้านสักพักใหญ่แล้วป้าสายที่อยู่ข้างบ้านบอกเธอว่าเธอดูเหมือนว่าจะเห็นณัชชาในทีวีตอนแรกวรรณาก็ไม่ได้สนใจอะไร แค่คิดว่าอาจจะมีคนที่หน้าตาคล้ายๆกันเท่านั้น จากนั้นเมื่อเธอเสร็จจากงานทำความสะอาดบ้าน และเบื่อดูละครเรื่องเก่า และก็ลองกดๆดูช่องอื่นไปเรื่อยๆและพบว่าละครที่กำลังออกอากาศอยู่นั้น มีณัชชาร่วมแสดงอยู่ด้วย ใช่่แน่นอน! เธอจำณัชชาได้อย่างแม่นยำแม้ว่าเธอจะไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจมากนัก แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้โดยธรรมชาติว่าเธอเลี้ยงดูลูกสาวมาหลายปีแล้วเธอรู้สึกประหลาดใจมากว่าจู่ ๆ ทำไมณัชชาถึงได้เป็นดาราและอยู่ในวงการบันเทิงได้อย่างไร แต่นั่นมันไม่สำคัญเท่ากับว่าดาราทำรายได้ค่อนข้างสูงมากเธอไม่พลาดที่จะดูข่าวบันเทิงเกี่ยวกับดาราคนดังที่ถ่ายทำฉากหนึ่งโดยบังเอิญและละครชื่อดังบางเรื่องทำรายได้มหาศาล รวมถึงค่าตอบแทนที่เหล่าดารานักแสดงที่มีรายได้จากการเล่นละครอีกด้วยดางตาของวรรณาลุกวาวขึ้นมาทันที ตั้งแต่ณัชชากลายเป็นดารานักแสดง เธอต้องมีรายได้มากขึ้น ไม่ต้องพูดถึงว่าการย้ายออกไปจากชุมชนจัดสรรที่ยากจนแห่งนี้ แม้แต่การซื้อบ้านหลังใหญ่ๆหรูหราย่านใจกลางเมืองก็ทำได้ไม่ยากอีกต่อไปวรรณารู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นกว่าเดิมและรีบโทรหาณัชชา แต่เธอไม่สามารถติดต่อเข้าไปหาณัชชาโดยตรงได้้ เธออยากจะด่าว่าคนอื่นที่รับสายแทนแต่วรรณาครุ่นคิดอย่างหนัก เธอไม่ควรที่จะทำให้ณัชชารู้สึกขุ่นเคืองในการกระทำของเธอ ตอนนี้เธอควรปฏิบัติต่อณัชชาให้ดี และควรดูแลเอาใจใส่เธอมากขึ้น ใครจะรู้ว่าตอนนี้ณัชชาคือเครื่องผลิตเงินของครอบครัว“ อย่าเพิ่งกิน รอพี่สาวแกกลับมาก่อนค่อยกินพร้อมกัน” วรรณาปัดมือณัฐพลออกจากจานอาหารและดุลูกชายของเธอเมื่อวรรณาเห็นข้อความของณัชชาในวันนี้ เธอก็รีบไปที่ตลาดเพื่อซื้อผักและเธอต้องการซื้อเนื้อวัว ไ่ก่ เป็ดและปลา โดยเธอคิดว่าณัชชาชอบกิน เมื่อเธอนึกถึงณัชชาในตอนนี้ที่กำลังจะกลับมา เธอต้องทำหน้าที่แม่ให้ดี ณัฐพลนั่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะได้กลิ่นอาหารโชยมา แต่ก็กินไม่ได้เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดี "ทำไมฉันต้องรอมัน มันไม่ใช่พี่สาวของฉันทำไมแม่ต้องเอาใจมันด้วย"ณัฐพลรู้โดยบังเอิญว่าณัชชาไม่ใช่พี่สาวที่เป็นสายเลือดเดียวกันของเขา ดังนั้นเขาจึงดูหมิ่นณัชชามากขึ้น คนที่เป็นผู้อาศัยอยู่กับเรา พวกเราจำเป็นด้วยหรือที่ต้องดูแลเป็นอย่างดี?วรรณายกมือไปตบที่ไหล่ของลูกชายสองครั้งด้วยสีหน้าจริงจัง "ไอ้ลูกโง่..แต่ตอนนี้เขาเป็นพี่สาวของแก จำไว้นะว่ามันจะดีสำหรับแก เพื่ออนาคตของตัวแกเอง แกไม่อยากมีบ้านสวยๆหรอกเหรอ""เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว" ณัฐพลลุกออกไปพร้อมกับเคาะช้อนส้อมเบาๆณัชชาจงใจที่จะกลับมาช้าเพราะเธอรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะพูดกับครอบครัวนี้เมื่อณัชชากลับมาถึงบ้าน วรรณารีบเดินออกไปต้อนรับด้วยใบหน้าที่ย้ิมแย้มดีอกดีใจ"มาๆรีบมากินข้าวเลยลูก ทุกคนรอหนูอยู่"ณัชชามองหารองเท้าแตะคู่เก่าของเธอ แม้จะมีรอยขาดเพียงเล็กน้อยแต่ก็ยังใช้ได้อยู่ เธอกวาดสายตาไปรอบๆแต่ไม่พบมัน"แล้วรองเท้าของฉันล่ะ"“รองเท้าคู่นั้นมันใส่ได้ที่ไหน มันพังหมดแล้ว แม่ซื้อคู่ใหม่ให้แล้ว” วรรณาหยิบรองเท้าแตะใหม่เอี่ยมสีชมพูออกจากตู้รองเท้า วรรณานั่งยองๆวางรองเท้าไว้ตรงหน้าณัชชาณัชชานั่งลงตามความประสงค์ เนื่องจากวรรณาส่งข้อความถึงเธอว่าให้กลับมากินข้าวด้วยกันที่บ้านณัชชาค่อยๆตักข้าวสวยใส่ปากและเธอขี้เกียจเกินไปที่จะตักอาหาร"ณัชชาช่วงนี้ดูผอมไปนะ ลองชิมไก่นี่สิรสชาติดีมากๆ แม่ทำสุดฝีมือเลยนะ"วรรณาตักเนื้อไก่ชิ้นโตให้กับณัชชา ซึ่งในอดีตณัชชาไม่เคยลิ้มรสชาติเนื้อสัตว์เหล่านี้เลย เธอจึงไม่สามารถเปรียบเทียบได้วรรณามองไปที่ณัชชาและสังเกตว่าณัชชาไม่ได้พูดอะไร เธอรู้สึกกังวลและไม่รู้จะเริ่มอย่างไร