สาวบ้านไร่กับมารร้ายจอมป่วน (锦绣农家女)

    ตอนที่ 54 เก็บแตงโม

            เฉียวซีมองพวกนางแล้วกลับมามองบ้านตัวเองทำให้รู้สึกอับอายเล็กน้อยมีคนมาเพิ่มตั้งห้าคน จะอยู่กันอย่างไร ตอนกลางวันยังไม่เท่าไร ตอนกลางคืนนี่สิ

             

            “คุณหนู เป็นอะไรไปหรือ” ฝูหรงเห็นเฉียวซีไม่พูดอะไรจึงถามขึ้น

             

            “สุ่ยเซียนเจ้าอยู่ที่นี่เตรียมอาหารเย็นเถอะ ส่วนพวกเจ้าเข้าเมืองกับข้า” สองห้องเล็กๆถือว่าอยู่ได้ สงสัยจะต้องมาคิดเรื่องสร้างห้องเพิ่มแล้วไม่อย่างนั้นถ้าพี่ใหญ่กลับมาคงจะแออัดนัก

             

            “ได้เจ้าค่ะ คุณหนู”

             

            “พวกเจ้า ใครขับรถม้าเป็นบ้าง”มีคนเยอะขนาดนี้ก็ต้องซื้อรถม้า โชคดีที่ตอนนี้นางยังพอมีเงินตอนแรกก็คิดว่าอีกสักพักจึงจะซื้อ แผนการย่อมไม่เร็วเท่าการเปลี่ยนแปลงกระมัง

             

            “เราขับเป็นทุกคนเจ้าค่ะ”ทั้งห้าคนตอบพร้อมกัน

             

            “ดี อย่างนั้นเราไปกันเถิด” อีกเดี๋ยวปู่หลินต้องไปรับน้องสามคงไม่ได้ใช้เกวียนวัว พวกนางทั้งห้าทำได้เพียงเดินไปแต่โชคดีที่พวกนางทุกคนต่างก็เป็นกังฟูการเดินทางครั้งนี้จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกนาง

             

            พวกนางทั้งห้าคนไม่จำเป็นต้องเดินเมื่อออกจากหมู่บ้านเฉียวก็อาศัยโอกาสตอนไม่เจอคนระหว่างทางใช้พลังกังฟูเพียงไม่นานก็ถึงตัวเมือง

             

            ถึงแม้ตัวเมืองจะไม่ใหญ่นักแต่ก็มีทุกสิ่งครบครัน พวกนางต้องไปที่ตลาดปศุสัตว์ก่อนที่นั่นมีร้านเดียวที่ขายรถม้า เฉียวซีไม่ได้ชำนาญเรื่องการดูม้านักแต่พวกฝูหรงทั้งสี่คนต่างก็เชี่ยวชาญ อย่างที่เรียกกันว่าคนวงนอกแค่มุงดูคนวงในดูช่องทาง ก็เป็นเช่นนี้เอง

             

            สุดท้ายเฉียวซีก็เลือกซื้อม้าที่ดูแข็งแรงตัวหนึ่งโดยมีฝูหรงช่วยดูม้าหนึ่งตัวเทียมเกวียนแล้วเป็นราคาทั้งหมด 30 ตำลึงหลังจากเทียมเกวียนเรียบร้อยแล้วก็ให้ไป่เหอเป็นคนขับ ทั้งเสื้อผ้า ผ้านวมไส้ผ้านวม เครื่องครัว รวมไปถึงเสบียงอาหารก็ค่อยๆ ถูกขนขึ้นรถม้าไปแล้วพวกนางก็ไปที่ร้านเนื้อเพื่อซื้อเนื้อจำนวนหนึ่งกลับบ้านกว่าจะทำธุระเสร็จท้องฟ้าก็เกือบจะมืดแล้ว ทั้งห้าคนจึงพากันกลับไปที่หมู่บ้าน

             

            เฉียวไป่มีเฉียวซื่อเหยฺคอยรับส่งทุกวันวันนี้ก็เช่นกัน หลังจากปู่หลินพาเขามาส่งที่บ้านแล้วก็ขับเกวียนวัวกลับ

             

            เฉียวไป่เปิดประตูบ้าน “พี่รองข้ากลับมาแล้ว” เขาเข้ามาบ้านแล้วเรียกหาเฉียวซีเช่นทุกวัน

             

            แต่คนที่ตอบกลับมากลับไม่ใช่พี่สาวของเขาอย่างที่เคยแต่เป็นเสียงของหญิงสาวที่ไม่คุ้นหู นางเดินมาหาเขา

             

            เฉียวไป่มองนางอย่างงุนงง “ท่าน ท่านเป็นใครกันทำไมมาอยู่ที่บ้านข้าได้”

             

            “ท่านคงเป็นนายน้อยคนเล็กสินะเจ้าคะข้าชื่อสุ่ยเซียน” สุ่ยเซียนยิ้มบางราวกับลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน

             

            “นายน้อยหรือ ท่านคงเรียกผิดคนแล้วพี่รองของข้าเล่า”เฉียวไป่ตกใจกับคำเรียกของนางพร้อมกับเบิกตากว้างจ้องหน้าหญิงสาวที่ชื่อสุ่ยเซียน

             

            หญิงสาวคนนี้ช่างประหลาดนักเหตุใดจึงมาเรียกเขาว่านายน้อยได้ สงสัยจะจำผิดคนเป็นแน่

             

            “คุณหนูไม่อยู่บ้านเจ้าค่ะ นายน้อยท่านหิวหรือไม่จะกินอะไรก่อนไหม” สุ่ยเซียนยังคงถามต่ออย่างนุ่มนวล

             

            “ไม่... ไม่... ขอบคุณท่านมากข้าขอเข้าห้องก่อน” เมื่อพูดจบเฉียวไป่ก็รีบเดินผ่านสุ่ยเซียนไปก่อนจะปิดประตูห้องเสียงดังปังเขาเอาหลังพิงประตูพลางกลั้นลมตดเอาไว้ก่อนจะเลื่อนตัวลงไปนั่งกับพื้นมือกอดกระเป๋าหนังสือไว้แน่นพร้อมหายใจเข้าออกลึกๆ

             

            สุ่ยเซียนกะพริบตาปริบๆ นางน่ากลัวถึงเพียงนั้นเลยหรือนางยังไม่ทันได้ทำอะไรเขาเลย เหตุใดจึงวิ่งไวเสียยิ่งกว่ากระต่ายปานนั้น

             

            นางลูบคางเบาๆ เอาล่ะนี่มันกะทันหันเกินไป จะตกใจก็คงไม่แปลก ไปเตรียมอาหารเย็นต่อดีกว่าพอพวกคุณหนูกลับมาจะได้กินกันพอดี

             

            สุ่ยเซียนหันกลับไปมองแวบหนึ่งก่อนจะกลับเข้าไปในครัวของในครัวเตรียมเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว น่าจะเป็นเพราะที่บ้านมีคนอยู่น้อยจึงมีชุดจานชามและตะเกียบอยู่ไม่เท่าไร

             

            เมื่อเฉียวซีและพวกกลับมาถึงหมู่บ้านก็เห็นควันลอยมาจากที่บ้านตัวเอง

             

            เพราะประตูบ้านบานใหญ่ ทำให้ไป่เหอขับรถม้าเข้ามาในบ้านได้เลย

             

            เมื่อได้ยินเสียงเฉียวไป่ก็รีบรุดออกมาจากห้องและมองรถม้าหน้าประตูอย่างงุนงงเขาเห็นคนลงจากรถม้าทีละคน รวมพี่สาวเขาก็เป็นห้าคนตอนออกจากบ้านไปตอนเช้ายังมีแค่พี่สาวอยู่คนเดียว ทำไมผ่านไปแค่วันเดียวที่บ้านถึงมีคนมาเพิ่มเยอะขนาดนี้ พวกนางเป็นใครกันแน่

             

            “พี่... พี่รอง พวกนางเป็นใครกัน”

             

            “เจ้าคงตกใจแย่เลยสินะ ยังจำนางได้ไหม”เฉียวซีลงจากรถม้าเดินเข้ามาใกล้ๆ น้องชายก่อนจะลูบหัวเขาเบาๆแล้วชี้ไปที่ฝูหรงพร้อมกับถามขึ้น

             

            เฉียวไป่มองแล้วมองอีกก่อนจะเงยหน้ามองเฉียวซี“นางคืออาไหล” ถ้ามองผ่านๆ ก็คงมองไม่ออก อาไหลจากไม่นานแล้วไม่ใช่หรือเหตุใดจึงกลับมาปรากฏตัวที่บ้านเขาอีก “พี่รอง อาไหลจากไปแล้วไม่ใช่หรือแล้วครั้งนี้นางกลับมาทำไมกัน” เขาได้เจออาไหลเพียงไม่กี่ครั้งในเวลาไม่กี่วันนั้นนางอยู่ในห้องของพี่รองตลอด ไม่ออกจากห้องเลย ที่ได้เห็นหน้าเพียงไม่กี่ครั้งก็เพราะเอาของกินไปให้ไม่อย่างนั้นคงจำไม่ได้แล้ว

             

            “ต่อไปนางจะมาอยู่ที่บ้านเราเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเรา พวกนางเองก็เช่นกัน”เฉียวซีไม่ได้บอกเหตุผลอะไรกับน้องชาย เขายังเด็กนักถ้าหากบอกเหตุผลไปก็คงไม่เข้าใจ

             

            “อ้อ อย่างนั้นข้าควรเรียกพวกนางว่าอย่างไรเล่า”เขาเข้าใจสิ่งที่พี่สาวจะสื่อแล้วเพราะงั้นเมื่อกี้สุ่ยเซียนจึงเรียกเขาว่านายน้อยนี่เองที่แท้ต่อไปพวกนางก็จะมาเป็นคนรับใช้ที่บ้านเรา

             

            “เจ้าคิดว่าอย่างไร” เฉียวซีถามกลับ

             

            “อืม...” เฉียวไป่คิดอยู่สักพัก“งั้นเรียกท่านพี่ก็แล้วกัน”

             

            “นายน้อย หามิได้เจ้าค่ะเรียกชื่อข้าก็พอแล้ว ตอนนี้ข้าชื่อฝูหรง ไม่ต้องเรียกว่าอาไหลแล้วต่อไปนายน้อยอย่าเรียกผิดอีกนะเจ้าคะ” ฝูหรงพูดพลางหัวเราะ

             

            “ท่านพี่ฝูหรง”จากนั้นเฉียวไป่ก็หันไปมองเฉียงเวยที่อยู่ข้างๆ ฝูหรง เฉียงเวยจึงพูดต่อ

             

            “ข้าชื่อเฉียงเวยเจ้าค่ะ”

             

            “ท่านพี่เฉียงเวย”

             

            “ข้าชื่อไป่เหอเจ้าค่ะ”

             

            “ท่านพี่ไป่เหอ”

             

            “ข้าชื่อหมู่ตานเจ้าค่ะ”

             

            “ท่านพี่หมู่ตาน”

             

            “นายน้อย แล้วข้าเล่า”ในตอนนั้นสุ่ยเซียนเดินมาถึงที่พวกเขาอยู่พอดี

             

            “ท่านพี่สุ่ยเซียน”เฉียวไป่เรียกสุ่ยเซียนเสียงหวาน

             

            “คุณหนูเจ้าคะ กับข้าวทำเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ข้ายกออกมาเลยไหม”

             

            “กินข้าวกันก่อน ค่อยขนของจากรถม้าลงมา”ปกติแล้วเวลานี้เป็นเวลากินข้าวของพวกเขา ของที่อยู่บนรถม้าย่อมไม่มีใครเอาลงมารอกินข้าวก่อนแล้วค่อยไปขนย้ายก็ยังทัน

             

            “เอาสิ”

             

            เฉียวซีพาน้องชายไปที่ห้องกลางส่วนฝูหรงและหญิงสาวคนอื่นๆพากันไปที่ห้องครัวเพื่อยกสำรับมาตั้งบนโต๊ะที่ห้องกลาง

             

            “พวกเจ้ามานั่งกินด้วยกันสิ”เฉียวซีชี้ไปยังที่นั่งด้านข้าง

             

            “เช่นนั้นเห็นจะไม่สมควรนะเจ้าคะคุณหนู”พวกฝูหรงปฏิเสธ เห็นอยู่ชัดๆ ว่าใครเป็นนายใครเป็นบ่าว มีอย่างที่ไหนให้บ่าวนั่งกินข้าวร่วมกับเจ้านายต่อให้คุณหนูจะเจตนาดี พวกนางก็ไม่สามารถทำได้

             

            “พี่รอง” เฉียวไป่ดึงเสื้อเฉียวซีเบาๆเฉียวซีมองหน้าน้องชาย ก็ได้ เป็นนางเองที่คิดอะไรไม่รอบคอบ

             

            “พวกเจ้าไม่ต้องอยู่ช่วยแล้วล่ะไปกินข้าวเถอะ” นางก้มหน้าคีบอาหารใส่ถ้วยของน้องชายก่อนจะยกถ้วยของตัวเองขึ้นแล้วเริ่มกิน

             

            “นาย... ฝู... ฝูหรงคุณหนูออกไปข้างนอกได้ซื้อของใช้อย่างพวกถ้วยชามตะเกียบมาบ้างหรือไม่”สุ่ยเซียนเกือบหลุดปากเรียกฝูหรงว่านายหญิงแต่โชคดีที่นางยั้งไว้ทันไม่อย่างนั้นคงมีปัญหาแน่

             

            “ซื้อสิ ไปกัน เราขนของลงจากรถม้าก่อนดีกว่าแล้วค่อยกินข้าว”เพราะคนเยอะทำให้ขนของลงมาได้เร็ว จัดของเสร็จแล้วค่อยกินก็ยังทัน

             

            เมื่อกินเสร็จแล้วเฉียวซีก็เอาของของตัวเองไปไว้ในห้องของพี่ใหญ่และน้องสามย้ายห้องออกมาเพื่อจะได้ยกห้องให้ไป่เหอ เฉียงเวย สุ่ยเซียน และหมู่ตานอยู่ส่วนฝูหรง เฉียวซีให้นางมาอยู่กับตัวเอง ห้องนอนของพี่ใหญ่ค่อนข้างใหญ่เตียงก็เช่นเดียวกัน ทั้งสามคนน่าจะนอนได้พอดี

             

            ส่วนพวกนางสี่คนต้องการอะไรในห้องก็ให้เป็นเรื่องของพวกนาง เฉียวซีคงไม่ยุ่ง

             

            เมื่อจัดแบ่งห้องเสร็จเฉียวซีก็คุยกับพวกนางทั้งห้าคน ว่าพรุ่งนี้เช้าจะมีคนมาเอาแตงโมที่นี่เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้พวกนางต้องตื่นไปเก็บแตงโมแต่เช้า

             

            ฝูหรงและพรรคพวกเดินทางมามากมายได้เห็นอะไรมามาก พวกนางรู้จักแตงโมแต่ไม่เคยได้ชิมเมื่อได้ยินเฉียวซีบอกว่าที่นี่มีแตงโม ทุกคนต่างก็คิดว่าตนเองหูฝาดได้ยินอะไรเพี้ยนไป

             

            “คุณหนู ใช่แตงโมจริงๆ หรือเจ้าคะ”

             

            “แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าหากไม่เชื่อพรุ่งนี้พวกเจ้าก็ไปดูให้เห็นกับตาสิ หรือจะชิมสักคำก็ได้” นางไม่ใช่คนขี้งกอย่างไรนี่ก็เป็นของบ้านตัวเอง อยากกินก็กินเสีย

             

            “เรากินได้ด้วยหรือ”

             

            “แน่นอน กินได้ทุกคนเลยมันไม่ใช่ของแพงอะไรอยู่แล้ว”

             

            “ขอบคุณคุณหนูมากเจ้าค่ะ”

             

            “พวกเจ้าไปพักเถอะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”

             

            “ทราบแล้วคุณหนู”

             

            วันต่อมาพวกฝูหรงพากันตื่นเช้าทันทีที่ไก่ขัน มาต้มน้ำ ทำอาหารเช้าแล้วพวกนางก็มานั่งที่ห้องกลางรอให้เฉียวซีตื่น

             

            “อรุณสวัสดิ์”

             

            “อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ คุณหนู”

             

            “กินข้าวกันก่อนเถอะไว้กินเสร็จเราค่อยไปเก็บแตงโมกัน”

             

            ครั้งนี้เป็นซูเฉิงที่มาพร้อมรถม้าหนึ่งคันเขากังวลว่ารถม้าหนึ่งคันจะไม่พอเมื่อได้เห็นตะกร้าแตงโมที่วางอยู่หน้าประตูซูเฉิงหัวเราะอย่างสบายใจ เพราะเมื่อวานเขาได้ชิมแตงโมชิ้นหนึ่ง เมื่อแตงโมหวานๆหนึ่งชิ้นเข้าปากไป กินแล้วก็อยากจะกินอีก

             

            แตงโมสิบลูกที่แม่นางเฉียวเอามาเมื่อวานนี้แบ่งกันไม่พอทำให้เหล่าคหบดีสองสามคนเกือบตีกันเพราะแย่งแตงโมเจ้าของร้านจึงบอกว่าพรุ่งนี้จะมีแตงโมทยอยมาส่งอีก พวกเขาจึงเลิกทะเลาะกันไม่อย่างนั้นคงตีกันเป็นแน่ นี่คงจะเป็นครั้งแรกที่มีคนตีกันเพราะแตงโมพูดไปคงเสียเกียรติไม่น้อยเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อวานเขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างไรนี่ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ที่คนมีตำแหน่งเขาทำกัน

             

            “ท่านพี่ซู ท่านขำอะไรหรือ”เฉียวซียืนอยู่หน้าประตู เห็นซูเฉิงมองตะกร้าแตงโมแล้วหัวเราะคิกคักจึงถามออกไป

             

            “เมื่อคืนนี้เกือบมีคนตีกันเพราะแตงโมอย่างไรเล่า”

             

            “ท่านก็พูดเกินไป”ไม่ใช่ยาอายุวัฒนะเสียหน่อย จะตีกันได้อย่างไร เขาพูดเกินไปกระมัง

             

            “ไม่เกินไปหรอก นี่เรื่องจริง”

             

            ในเมืองระดับตำบลมีคนตีกันเพราะแตงโมหรือหากเปลี่ยนไปเป็นเมืองระดับอำเภอ นางคงจะพอนึกภาพออกแต่เมื่อก่อนไม่เคยมีก็ไม่อาจตัดสินได้ว่าจะไม่มี

             

            “แม่นางเฉียว แม่นางพวกนี้คือใครกัน”คงไม่ใช่ทาสที่นางซื้อมาหรอกใช่ไหม

             

            “เป็นทาสของข้าเองต่อไปคงเป็นพวกนางมาออกหน้าแล้ว”

             

            “อ้อ อย่างนั้นข้าจะไปบอกเถ้าแก่ไว้” ถึงกับให้คนรับใช้มาทำงานพวกนี้ถือว่านางใจดี แต่อาจจะเป็นเพราะพวกนางเก่งก็ได้ เขาเองไม่ได้อิจฉาทุกวันนี้ชีวิตก็ดี ค่าแรงก็ไม่น้อย เขาเองก็ถือว่าโชคดี

             

            “อืม”

     

    คล้ายกับเรื่องสาวบ้านไร่กับมารร้ายจอมป่วน (锦绣农家女) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668