
เครดิตภาพจาก https://wallpapercave.com
มารร้ายยังคงยืนนิ่งสีหน้าไม่คลายจากรอยยิ้ม ส่วนในใจแอบขบคิด
“ หึ หึ หึ ถึงขนาดนี้ไอ้เด็กนี่ยังโยกได้อีก ทำเอาข้าสั่นคลอนเลยทีเดียวยังไงก็ลองเล่นกับมันดูซักหน่อยดีกว่า ”
“ อืม….ที่เจ้าพูดมาก็นับว่าเป็นประโยชน์ไม่น้อย ทำให้สมประสงค์เร็วขึ้นแต่ข้าควรจะทำยังไงกับหอกข้างแคร่ (หมายถึงอากิเนะและเทพศาสตรา) ” มารร้ายลองหยั่งเชิงดวงตาเรียวกระตุกเล็กน้อย มาวินเลยตอบกลับทันควัน ราวกับคิดเอาไว้แล้ว
“ ไม่ยาก เราควรขังสองคนนั้นไว้เพื่อดึงเป็นพวกในภายหลัง เพราะถ้าได้คนแข็งแกร่งขนาดนั้นมาร่วมงานท่านก็จะไร้เทียมทาน ”
“ อืม…น่าสน ทว่าสองคนนั่นเป็นผู้ผดุงคุณธรรมชนิดสุดโต่งไม่กลิ้งกลอกเหมือนเจ้า พวกเขาจะยอมรับข้อเสนอของข้า ซึ่งเป็นเผ่ามารรึ ”มารร้ายแกล้งค้าน ทว่ามาวินก็ตอบกลับโดยเร็ว
“ จริงอยู่ที่สองคนนั้นคงไม่เปลี่ยนเป็นฝ่ายอธรรมแน่แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับการเจรจาของท่าน ถ้าพูดให้พวกเขาสับสนคิดว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องดีงาม เชื่อว่าน่าจะเอาอยู่ ”
“ เหอ เหอ เหอดูเหมือนจะมีคำตอบให้เสมอเลยนะ แต่ข้าขี้เกียจเล่นอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นเพื่อแสดงออกถึงความภักดี ขอยื่นคำขาดให้เจ้าสังหารสองปู่หลานด้วยมือของตนเอง ”คราวนี้ มารร้ายดูจะเอาจริง สังเกตได้จากดวงตาที่คมกร้าวของมัน
มาวินรู้สึกกลืนไม่เข้า คายไม่ออกเพราะจู่ๆ มารร้ายก็เปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลัน แต่ไม่ทันได้คิดมุกใหม่อมนุษย์ก็ตัดบท
“ เอาล่ะ ออกไปสังหารสองปู่หลานนั่นได้แล้วอย่ามัวรีรอ หรือว่าเกิดใจอ่อนจนฆ่าไม่ลง ” มารร้ายพูดจบ ก็มองมาที่มาวินดวงตาคมเปล่งประกายแวววาว ราวกับจะจ้องจับผิด
“ เหอ เหอ เหอ คะ….ใครบอกว่าผมทำไม่ลงแค่กำลังคิดว่าจะดับลมหายใจของพวกนั้นด้วยวิธีไหนเท่านั้นเอง ”มาวินแกล้งกลบเกลื่อน แต่เจ้าตัวกลับยิ้มแหยๆ อันบ่งบอกถึงพิรุธทว่ามารร้ายไม่สนใจ
“ ในเมื่อเจ้าไม่รู้ว่าจะใช้วิธีไหนงั้นขอแนะนำ อัดเข้าไปด้วยหมัดลุ่นๆแค่ทีสองทีก็พอเพราะเจ้าพวกนั้นอยู่ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายอยู่แล้ว ”
“ โอ้….ดะ…ได้ครับ อะ….เอาตามนั้น ” มาวินรีบรับปากในหัวยังคงคิดหนัก เพราะไม่รู้จริงๆว่าควรจะทำยังไงต่อไป
“ ถ้าอย่างงั้น ข้าก็จะคืนร่างให้เจ้าชั่วคราวจงแสดงออกถึงความซื่อสัตย์ ” มารร้ายเพียงแค่กางฝ่ามือ แล้วยกแขนขึ้นสูง จากนั้นสติของมาวินก็พลันดับวูบไป
………………..
อากิเนะและเทพศาสตราได้แต่นั่งนิ่งและรอลุ้นให้เกิดปาฏิหาริย์เพราะทั้งสองไม่เหลือเรี่ยวแรงจะทำสิ่งใด ทว่าไม่นาน ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงเมื่อนิ้วมือทั้งสิบของมาวินเริ่มขยับ
“ เอ๊ะ! มันกำลังจะฟื้นคราวนี้จะเป็นใคร ขอให้เป็นตาลิงทีเถอะ ” อากิเนะนึกลุ้นอยู่ในใจส่วนเทพศาสตราเริ่มใช้จิตจับสัมผัสถึงพลัง และนั่นก็ทำให้เฒ่าชราผู้เงียบขรึมถึงกับยิ้มออกมาได้ พร้อมกล่าวกับหลานสาวแสนสวย
“ อากิเนะ ปู่คิดว่าพวกเราน่าจะยังมีโชคอยู่ถ้าไม่เชื่อ เจ้าลองใช้จิตสัมผัสถึงพลังดูสิ ”
อากิเนะหันไปมองท่านปู่จึงพบว่าสีหน้าของผู้อาวุโสดูดีขึ้นมาก เลยลองทำตามคำบอก ทำให้พบกับ.........
“ ชะ....ใช่แล้ว พะ…พลังแบบนี้มะ…มันก็คือ….”
“ ไม่ผิดแน่คนที่กำลังฟื้นขึ้นมาก็คือ….เจ้าหนูหัวเขียวไม่ใช่มารร้ายอย่างที่เรานึกหวั่นเกรง ” เทพศาสตรายืนยัน
ร่างบางของมาวินขยับถี่ขึ้นเรื่อยๆไม่นาน เขาก็ยันตัวลุกขึ้นยืน พร้อมบิดกายไปบิดมา เพื่อคลายอาการเมื่อยขบปากก็บ่นไปตามประสา
“ อู้ย….ทำไมถึงปวดไปทั้งตัวแบบนี้อย่างกับเพิ่งแบกควายขึ้นภูเขามาเลย ” แต่ไม่ทันที่เด็กหนุ่มหัวเขียวจะออกทะเลไปไกลอากิเนะก็เป็นฝ่ายร้องทัก
“ เฮ้…..ตาหน้าลิง รู้สึกตัวแล้วเหรอเป็นเธอจริงๆใช่มั้ย ”
มาวินหันไปมองอากิเนะที่กำลังยิ้มทั้งน้ำตา เขาจึงยิ้มตอบแบบเจื่อนๆเพราะได้รับคำสั่งให้ฆ่าสองปู่หลาน ซึ่งเทพศาสตราก็มองออกทันควันจึงเอ่ยถามเสียงขรึม
“ สีหน้าแบบนี้แปลว่าเรื่องราวยังไม่จบสินะ แล้วมารร้ายที่สิงในตัวของเจ้าล่ะ อยู่ที่ไหน ”
คำพูดของเทพศาสตราทำให้อากิเนะรู้สึกตัว จึงมุ่งไปที่ประเด็นนี้เช่นกัน
“ นั่นน่ะสิ มารตนนั้นอยู่ที่ไหนยังอยู่ในตัวมั้ย แล้วเธอออกมาได้ยังไง บอกมาเร็วๆ นายหน้าลิง ”
คำถามของสองปู่หลานยิ่งทำให้มาวินลำบากใจมากกว่าเดิม แต่สุดท้ายเขาก็รวบรวมความกล้า เพื่อไขข้อสงสัย
“ แฮะ แฮะ แฮะนะ…นายท่านก็ยังอยู่ในตัวของชั้นนี่แหละ ไม่ได้ออกไปไหนหรอก ”
“ นายท่านไหนของเธอพวกเรากำลังพูดถึงเจ้ามารตนนั้นต่างหาก หรือว่ากลับโลกของมันไปแล้ว ” อากิเนะสับสนแต่เทพศาสตราเริ่มสงสัย เพราะไม่ว่าบวกลบคูณหารยังไงเด็กหนุ่มหัวเขียวก็ไม่น่าจะกำราบมารระดับนี้ได้ จึงล้วงลึกถึงความในใจ
“หรือเจ้าจะขอร้องให้มารร้ายปลดปล่อยมาคุมร่างกายชั่วคราว ”
“ ชะ…ใช่ ฉลาดสมกับเป็นลุงแกนดัล์ฟจริงๆ” สีหน้าของมาวินซีดหนักกว่าเดิม ปากคอเริ่มสั่นเล็กน้อย แต่อากิเนะยังไม่เก็ตเลยสอบถาม
“ เอ๊ะ!แล้วมารนั่นจะปล่อยเธอออกมาทำไมมันเป็นคนล่อลวงให้เธอติดอยู่ในโลกแห่งจิตใจไม่ใช่เหรอ ”
ถ้อยวาจาดังกล่าว ทำให้มาวินลำบากใจถึงสุดขีดเขาจึงกัดฟันข่มความกลัว พร้อมตอบตามตรง
“ สาเหตุที่นายท่านปล่อยชั้นออกมาเพราะชั้นได้ย้ายค่ายไปรับใช้มารตนนั้นแล้ว ”
แม้สองปู่หลานยังงงกับว่า “ย้ายค่าย”แต่พอเดาได้เลาๆว่ามาวินน่าจะไปอยู่ฝั่งมารร้ายแล้ว นั่นทำให้พวกเขาตกตะลึงโดยเฉพาะอากิเนะถึงกับน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ปากก็ต่อว่า
“ ทำไม เธอไม่น่าเป็นคนแบบนี้ ”
สีหน้าของมาวินแฝงแววสลด แต่เขาก็พยายามปรับให้เรียบเฉยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มเยาะ
“ หึ หึ หึ ก็ทำไงได้ท่านผู้นั้นเก่งเกินไป แถมยังเป็นฝ่ายคว้าชัยในศึกนี้ ชั้นจึงต้องยอมเข้าพวกเพื่อรักษาชีวิตรอด ส่วนยัยกระต่ายน้อยและตาแก่ พวกแกมันงี่เง่าจนกู่ไม่กลับสมควรไปตายให้หนอนรับประทาน ”
คำพูดที่แฝงสันดานโฉดของมาวินยิ่งทำให้อากิเนะเจ็บปวดหัวใจมากกว่าเดิมจนถึงขั้นทรุดกายลงร่ำไห้ จากนั้นก็ตัดพ้อด้วยเสียงที่สั่นเครือ
“ แล้วความใจดีที่เธอแสดงให้เห็นในโลกแห่งจิตใจความอบอุ่นที่เคยมอบให้ มันหายไปไหนหมด หรือว่านั่นเป็นแค่การเสแสร้งให้ตัวเองดูดี”
สีหน้าของเด็กหนุ่มหัวเขียวเริ่มปั้นยาก ท่าทางบ่งบอกว่าเศร้าใจและสับสน สุดท้าย เขาก็ต้องกล่าวตัดบท
“ เอาล่ะ ที่ผ่านมาถือว่าเธอเข้าใจผิดก็แล้วกัน ชั้นก็เป็นแค่คนๆนึงที่ต้องการมีชีวิตรอดเพื่อกลับสู่โลกของตัวเอง ดังนั้น พวกแกเตรียมตัวตายได้แล้ว ” ทว่าก่อนที่มาวินจะลงมืออากิเนะก็ตะโกนดัง ทั้งน้ำตา
“ แล้วเธอทำแบบนี้คิดว่าคุณจันจะดีใจมั้ย เขาต้องไม่ให้อภัยเธอแน่ ” ทันทีที่เด็กสาวพูดจบมาวินก็ฉุนขาด จากนั้นก็ผรุสวาทใส่อย่างดุเดือด
“ กล้าดียังไง มาเอ่ยชื่อของจันจะบอกให้ฟัง ที่ชั้นยอมแพ้ แล้วไปเป็นข้ารับใช้ของมารร้ายเพียงเพื่อรักษาชีวิตให้รอด จะได้กลับไปหาพวกเขา คนที่เหลือแต่ปู่อย่างเธอ ไม่มีวันเข้าใจหรอก”
“ ฮือ…….” อากิเนะยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิมสองมือยกขึ้นปิดตา หัวใจปวดร้าวถึงขีดสุด เพราะชายที่เธอคิดว่าดีงามพอๆกับท่านปู่กลับเป็นเพียงคนที่เห็นแก่ตัว แต่เทพศาสตรายังนิ่งสงบ ดวงตาเปล่งประกายประหลาดเหมือนจับอะไรได้บางอย่าง
“ หรือเจ้าหนูนั่นจะ…..”
“ เชอะ เอาล่ะในเมื่อเข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริงของชั้น ก็เตรียมไปมีชีวิตใหม่ในภพหน้าแล้วกัน ”มาวินพูดจบ ก็ถ่มน้ำลายลงพื้นหนึ่งที สีหน้าแสดงออกว่าโกรธจัด จากนั้นก็หลับตานิ่งแล้วนึกถึงภาพกองไฟดวงใหญ่
“ อืม…ร้อน ” แม้มาวินจะไม่ได้อยู่ในโลกแห่งจิตใจแต่เขาก็จินตนาการถึงดวงไฟสีเขียวได้อย่างชัดเจน และพอมันลอยเข้าไปในทรวงอกความร้อนวูบวาบก็วิ่งแล่นไปทั่วกาย จากนั้นก็ตามติดด้วยความเจ็บปวด
“ อั้ก…..” มาวินทรุดตัวลงเล็กน้อยเขายอมรับว่าเจ็บน้อยกว่าครั้งแรกชนิดคนละเรื่อง ความรู้สึกในตอนนี้เหมือนถูกกำปั้นหนักๆทุบเข้ามาที่หน้าอกและสิ่งที่เกิดในเวลาต่อมาก็คือ…..
เปลวเพลิงสีเขียวพวยพุ่งออกจากกายของมาวินพร้อมพละกำลังมหาศาลที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทำให้เขาดีใจอย่างรุนแรง
“ โอ้….นี่เราใช้มันในโลกจริงได้ด้วยเยี่ยมมาก ”
พัฒนาการที่ก้าวกระโดดของมาวินทำให้สองปู่หลานตกตะลึง เพราะพวกเขารู้ดีว่านั่นคือ…จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้โดยเฉพาะเทพศาสตราถึงกับนึกสงสัย
“ เจ้าหนูนั่นใช้สิ่งนั้นได้ด้วยเหรอเป็นไปได้ยังไง ”
กระนั้น มาวินก็ไม่สนใจ เพราะคำสั่งเดียวที่ได้รับมาจากมารร้ายก็คือ…..สังหารหอกข้างแคร่ทั้งสองให้สิ้นซากเขาจึงง้างแขนขวาไปข้างหลัง หวังใช้ฝ่ามือแทงอากิเนะให้ตายในทีเดียว
“ อโหสิเถอะนะ ยัยกระต่ายน้อย เพื่อเห็นแก่ความดีที่ผ่านมาชั้นจะไม่ให้เธอทรมาน ” มาวินเกร็งกำลัง ดวงตาเล็งไปหน้าอก ซึ่งเป็นจุดตายส่วนอากิเนะ เธอหลับตาพริ้ม และพลีกายให้เด็กหนุ่ม และเมื่อทุกสิ่งพร้อมสรรพพระเอกมาดลิงก็ปล่อยฝ่ามือขวาออกไป
“ ฉึก……”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter
