จันทราลอยเด่นกลางแสงดาวล้อมตัดกับราตรีอันมืดมิดที่เป็ฉากหลังเย่ฉีนั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างสงบปล่อยให้อารมณ์ไหลไปตามสายตาที่ทอดยาวผ่านหน้าต่างของวิหารเขาใช้เวลาทั้งหมดในคืนนี้เพื่อลำลึกถึงความหลังที่ครั้งหนึ่งเคยนำพาัทั้งเก้าตัวฝ่าทำลายและบดขยี้ไปทั้งเก้าโลก
จวบจนถึงวันนี้ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดแต่สุดท้ายกลับเหลือเพียงเขาคนเดียวที่อยู่ตรงนี้...คิดย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับนิกายันพเก้ายิ่งทำให้เขารู้สึกปวดใจนิกายแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นมาด้วยเจตจำนงเดียวก็คือการสืบทอดให้นามของเขาคงอยู่ต่อไปจากยุคสมัยอันไกลโพ้นและจากอดีตจนมาถึงเมื่อหลายหมื่นปีก่อนนิกายแห่งนี้ก็ยังคงยิ่งใหญ่และดำเนินไปตามเจตจำนงนั้น
อย่างไรก็ตามในรุ่นที่สิบเอ็ดนี้กลับกลายเป็ว่านิกายไร้ผู้สืบทอด...และเื่ราวหลังจากนั้นทำภายในดวงตาของเย่ฉีปะทุขึ้นด้วยโทสะมันเป็เวลานานมากแล้วนับตั่งแต่การกำเนิดครั้งที่ห้าของเขา...ที่มีบางคนกล้ามาหาเื่!มันเป็ดวงตาที่ลุกโชนด้วยโทสะแต่ในขณะเดียวกันก็ยังแผงไว้ด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อยและสุดท้ายเขาก็ยิ้มออกมา...
“ข้าไม่รู้ว่าประโยคสุดท้ายของชายแก่คนนั้นหมายความว่าอะไร...แต่การจะทำตามปณิธานของข้าให้เป็จริงด้วยร่างมนุษย์เช่นนี้กลับทำให้ข้ารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา!?”
ถึงแม้ว่าเย่ฉีจะไม่รู้เกี่ยวกับชายแก่คนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียวแต่อย่างไรก็ตามการใช้ชีวิตมาทั้งแปดชีวิตของเขาก็มากพอที่จะทำให้เขารู้เกี่ยวกับเก้าโลกเกือบทั้งหมดซึ่งไม่เว้นแม้แต่หนึ่งนรกและสิบ์!ด้วยทั้งหมดทั้งมวลนี้เย่ฉีมั่นใจว่าในหนึ่งนรก เก้าโลกและสิบ์นั้นไม่มีผู้ใดสามารถมอบโอกาสให้เขาเก้าครั้งเช่นเดียวกับชายแก่อย่างแน่นอน!
“การคิดถึงเื่เขาในตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์...ตัวตนของเขาบางทีอาจจะเหนือกว่าความเข้าใจของข้าไปอีกไกลนักดังนั้นก้าวแรกที่จะทำให้ข้าเข้าใกล้ชายแก่คนนั้นก็คือเหนือกว่าเก้าโลกนี้ขึ้นไปการจะทำเช่นนั้นได้ข้าจะต้อง...เหยียบย่ำทั้งเก้าโลกไว้ใต้ฝ่าเท้า!รวมไปถึงหนึ่งนรกและสิบ์ด้วยเช่นกัน!”
เย่ฉีนั้นนึกย้อนกลับไปในความทรงจำั้แ่ต้นและใช้เวลาทั้งคืนเพื่อค้นหาเส้นทางของตัวเองในกานกำเนิดครั้งที่เก้านี้เย่ฉีเรียกทั้งเก้าโลกสิบ์และหนึ่งนรกว่าจักรวาล...เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันยังมีจักรวาลอื่นๆดำรงอยู่หรือไม่ เวลาไหลผ่านไปกระทั่งดวงตะวันทอแสงเย่ฉีจึงลืมตาขึ้นเขายิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกไป
‘ข้าสามารถััได้ถึงทุกสิ่งเพราะมันเคยตั้งอยู่บนตัวข้าในปีนั้นข้าก็ใช้เวลาอย่างยาวนานในการเฝ้ามองสิ่งลึกลับนับไม่ถ้วนบนจักรวาลนี้สำหรับร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั้นก็ไม่มีผู้ใดเข้าใจได้ไปมากกว่าข้าเพราะปีนั้นข้าคือสายฟ้าที่ลงทัณฑ์ผู้คนมานับล้าน...เส้นทางของข้าในชีวิตที่เก้านี้ได้ถูกกำหนดแล้ว!’
เย่ฉีวางเื่ทั้งหมดลงก่อนและเดินออกไปหน้าวิหารโดยที่ด้านนอกมีพวกกู่หยารออยู่แล้วทั้งสามทักทายแย่ฉีและนำเขาไปยังสุสานบราณทันที สำหรับเย่ฉีนั้นจริงๆตอนนี้ถึงแม้ว่าเขาจะได้รับการสืบทอดแล้วแต่ความแข็งแกร่งของเขาไม่ต่างไปจากมนุษย์ธรรมดาเลยมรดกสีชาดของนิกายนั้นคือสายเืร่างกายและิญญาของัทั้งเก้าที่ถูกผนึกไว้รวมกันเป็เม็ดยาซึ่งปกติแล้วในตำนานของนิกายทันทีที่มันเข้าหลอมรวมกับร่างผู้สืบสอดก็จะเปลี่ยนให้ร่างกายและสายเืกลายเป็ัและรวมไปถึงภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดมาผ่านิญญาของัทั้งเก้าด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตามกับเย่ฉีนั้นต่างออกไปเพราะแท้จริงแล้วสำหรับเย่ฉีมันไม่ใช่การสืบทอดแต่เป็การหวนกลับคืน!สายเืและร่างกายของัทั้งเก้านั้นเป็เขาที่มอบให้และภูมิปัญญาของพวกมันก็เป็เขาที่ถ่ายทอดให้เช่นเดียวกันดังนั้นเย่ฉีจึงควบคุมพวกมันได้อย่างสมบูรณ์และเขาก็สะกดมันไว้มิให้เปิดออกในตอนนี้หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบเย่ฉีตัดสินใจที่จะชำระล้างร่างกายก่อนเป็อันดับแรกมิเช่นนั้นเขาจะไม่เริ่มฝึกฝนอย่างแน่นอน!
ร่างกายที่บริสุทธิ์จะสามารถรับพลังจากธรรมชาติได้มากยิ่งขึ้นและในขณะเดียวกันพลังเ่าั้ก็จะยิ่งบริสุทธิ์มากขึ้นด้วยเช่นกันสำหรับผู้ฝึกตนในระดับล่างขั้นความบริสุทธิ์ของพลังธรรมชาตินั้นยังไม่แสดงผลใดๆแต่เมื่อสูงล้ำขึ้นไปมันจะมีผลเป็อย่างมาก!
ใช้เวลาเพียงไม่นานกู่หยางก็นำเย่ฉีมาหยุดอยู่ที่หน้าหุบเขาแห่งหนึ่งด้านหลังนิกายมองจากภายนอกมันจะเห็นเป็เพียงหุบเขารกร้างที่มีขนาดใหญ่อย่างไรก็ตามภาพนี้เป็เพียงเงาจากผนึกของประมุขรุ่นแรกเท่านั้นโดยรอบหุบเขารกร้างนี้ยังมีเขตแดนโปร่งใสกั้นขวางอยู่ทำให้แม้แต่ราชันเทพก็ยังไม่สามารถฝ่าทำลายเข้าไปได้!
“ประมุขน้อยนี่คือสิ่งที่พวกเราเตรียมไว้ให้ท่าน”
กู่หยามอบแหวนวงหนึ่งให้กับเย่ฉีซึ่งภายในนั้นคือมิติขนาดเล็กที่ถูกสร้างขึ้นโดยผนึกรูปแบบพิเศษเย่ฉีรับมาโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดก่อนจะตรวจสอบด้านในภายในแหวนนั้นประกอบไปด้วยเม็ดยาหลายชนิดถึงแม้ว่าจะมีจำนวนไม่มากแต่ก็เป็สิ่งที่นิกายจะสามารถหามาได้ทั้งหมดแล้วในตอนนี้
เย่ฉีหยิบขวดยาหลายขวดออกมาซึ่งแทบจะเป็ทั้งหมดในแหวนและเหลือไว้เพียงสิ่งที่เขาคิดว่าอาจจะจำเป็ต้องใช้ส่วนที่เหลือนั้นก็ส่งคืนให้กับกู่หยาทั้งหมดอีกฝ่ายเห็นดังนั้นก็ยิ้มเจื่อนก่อนจะถอนหายใจออกมาสำหรับพวกกู่หยาแล้วประมุขนิกายคนใหม่นี้ลึกลับเกินไป แต่ถึงแม้จะเป็เพียงเด็กอายุสิบขวบแต่ความรู้สึกบางอย่างกับบอกกับพวกเขาว่าห้ามต่อต้านเย่ฉีเป็อันขาด!ไม่ต้องกล่าวถึงความคลุมเครือเกี่ยวกับตัวอักษรที่สลักไว้ในวิหาร
“อย่างที่ข้าบอกไป...ก่อนจะชำระกายสิ่งของฝึกฝนยังไม่จำเป็สำหรับข้าในระหว่างนี้ให้พวกเ้าค้นหาบางคนที่ควรค่าแก่นิกายและมอบมันให้กับพวกเขา”
พวกกู่หยาพยักหน้ารับคำก่อนที่เหลียนซานจะถามออกมาด้วยความสงสัยเพราะหากกล่าวถึงการชำระกายในแหวนที่กู่หยามอบให้ก็มีเม็ดยาชำระกายรวมอยู่ด้วยเช่นกัน
“ประมุขน้อยหากท่าน้าชำระกายแล้วเหตุใดจึงส่งเม็ดยาชำระกายกลับคืนมา ?”
เย่ฉีได้ยินก็ส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบออกไปด้วยคำถามเช่นกัน
“พวกเ้ารู้เกี่ยวกับการชำระกายหรือไม่?”
เป็เหลียนซานอีกครั้งที่คำถามของเย่ฉีด้วยรอยยิ้ม
“แน่นอนประมุขน้อยพวกข้าย่อมรู้เกี่ยวกับมัน การชำระกายเป็ออกเป็ 4 ระดับ...”
ระดับแรกเรียกว่ากายมนุษย์ เป็ร่างกายของผู้ที่สามารถฝึกตนได้ซึ่งในระดับนี้จะมีมาแต่กำเนิด
ระดับที่สองเรียกว่ากายบริสุทธิ์ร่างกายระดับนี้จะต้องผ่านการหลอมชำระจากเม็ดยาชำระกายซึ่งเป็ยาทิพย์ระดับสูงทั้งนิกายันพเก้าในตอนนี้ก็มีเพียงสองเม็ดเท่านั้น
ระดับที่สามเรียกว่ากายศักดิ์สิทธิ์ เป็ร่างกายที่มีความบริสุทธิ์สูงมากและหายากไม่แพ้กันด้วยกายจะมีร่างกายระดับนี้ได้ต้องผ่านการชำระจากเพลิงศักดิ์สิทธิ์ซึ่งหาได้ยากกว่าขนหงส์และเขากิเลน
ระดับที่สี่เรียกว่ากายเทพเป็ร่างกายของผู้ที่เกิดมาเพื่อเป็เทพเ้า...ไม่มีผู้ใดรู้ว่าการจะชำระกายให้ถึงระดับนี้ต้องทำเช่นไรและใช้สิ่งใด...คนสุดท้ายที่มีกายเทพของโลกมนุษย์ก็คือผู้ก่อตั้งรุ่นแรกของนิกายันพเก้า!
เหลียนซานกล่าวออกมาขณะที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างไม่ปกปิดนิกายของพวกเขาในอดีตนั้นควรค่าให้นำมากล่าวถึงจริงๆแต่อย่างไรก็ตามมันก็เป็เพียงอดีตที่ผ่านมานานมากแล้ว
เย่ฉีฟังจบก็พยักหน้ารับขณะเดียวกันก็ถอนหายใจออกมาและเงียบไปปล่อยให้ทั้งสามผู้าุโเริ่มทำการถอนตราประทับเพื่อปลดผนึกสุสานัโบราณกายเทพ...แน่นอนว่าเข้ารู้และคาดการไว้อยู่แล้วการชำระกายแต่ละระดับนั้นไม่ได้มีเพียงวิธีเดียวแต่มีอยู่หลายวิธีเช่นเดียวกับลำธารที่สุดท้ายแล้วก็ไหลลงไปรวมกันอยู่ดีแต่สำหรับวิธีที่จะมีกายเทพได้นั้นในจักรวาลนี้มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น!
ชำระกายด้วยโลหิตของเทพ!
แน่นอนว่าโลหิตที่ประมุขนิกายรุ่นแรกใช้ชำระกายนั้นก็คือโลหิตของเขาเองที่มอบให้กับผู้ติดตามทั้งเก้า!
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามการถอนตราประทับก็จบลงผู้าุโทั้งสามคนในตอนนี้ใบหน้าซีดขาวขึ้นมาเล็กน้อยและที่หน้าผากก็ยังเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อจำนวนมากเห็นได้ชัดว่าการจะเปิดสุสานครั้งนี้พวกเขาต้องจ่ายค่าตอบแทนออกไปไม่น้อยเลย
เย่ฉีมองไปยังรอยแยกของอากาศที่ขยายออกจนเป็กระจกบานใหญ่ที่กั้นขวางระหว่างสองโลกซึ่งด้านหลังกระจกบานนั้นเป็ประตูสีแดงขนาดใหญ่ที่มีลายเส้นสีทองสลักไว้เมื่อเย่ฉีมองเห็นรูปสลักสีทองนั้นดวงตาของเขาก็สั่นไหวไปมาอย่างมิอาจช่วยได้รูปสลักที่เขาเห็นนั้นก็คือรูปของัตัวหนึ่งที่มีขนาดใหญ่เป็อย่างมากเพียงสองปีกของมันก็สามารถบดบังได้ทั้งผืนนภา!และรูปสลักนั้นก็คือราชันัที่เคยสยบไปทั้งเก้าโลก!
เขาเดินอย่างช้าๆไปยังหน้ากระจกบานนั้นพร้อมกับสายตาที่ตกอยู่ในห้วงอารมณ์บางอย่าง ทว่าก่อนที่จะก้าวเท้าเข้าไปนั้นเขายิ้มขึ้นก่อนจะกล่าวโดยไม่หันกลับมา
“ที่เ้ากล่าวมาก่อนหน้านี้ก็ไม่ผิดแต่มันก็ยังไม่ถูกไปทั้งหมดการชำระกายนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้มีเพียง 4 ระดับแต่ยังอยู่อีกหนึ่งระดับที่เหนือขึ้นไป....มันถูกเรียกว่า ‘กายสมบูรณ์แบบ’ส่วนวิธีการชำระกายในระดับนี้นั้น...อีกไม่นานพวกเ้าก็จะรู้เอง!”
เมื่อกล่าวจบเย่ฉีก็ก้าวเท้าเขาไปในกระจกทันทีก่อนจะหายไปพร้อมกับบานกระจกที่หดเล็กลงจนสุดท้ายตรงที่เกิดรอยแยกของอากาศก็กลับมาเป็ภาพของหุบเขารกร้างเช่นเดิมโดยทิ้งให้ผู้าุโทั้งสามคนตกอยู่ในความมึนงงขณะมองไปยังภาพหุบเขาอันว่างเปล่า