ผ่านมานับสิบวันชีวิตของสองแม่ลูกในจวนอ๋องเข้าที่เข้าทางขึ้น จางชิวอิ๋งจึงเริ่มทำหน้าที่ของตนออกไปสำรวจพื้นที่และสั่งทำเครื่องไม้เครื่องมือที่ต้องใช้กับพวกช่างอยู่เป็ประจำ
จางลี่อิงเฝ้าสังเกตทุกอย่างอยู่เงียบๆ คิดเอาไว้ว่าหากมีสิ่งใดผิดพลาดจะหาทางเข้าไปแทรกบอกใบ้แต่จนแล้วจนรอดเหตุการณ์เช่นนั้นก็ไม่เกิดขึ้น มารดาของนางทำได้ดีเกินคาดนางในยามนี้จึงกลายเป็เด็กธรรมดาอย่างสมบูรณ์ ทำเพียง กิน นอน และเล่นไปวัน ๆเท่านั้น
"อิงอิง ถ้าไม่สนุกก็อย่าฝืนใจเล่น”เสียงคุ้นหูดังขึ้นนางหันไปก็เห็นเป็ซ่งจินหนิงที่ไม่ได้เจอหน้ามาหลายวันกำลังกอดอกยืนมองนางอยู่จึงรีบะโลงจากชิงช้าทันที
“ท่านอ๋อง!”
“ไยต้องะโเช่นนั้นถ้าเกิดได้แผลมาจะทำอย่างไร” เขาย่อกายอุ้มนางขึ้นมาด้วยท่าทางที่เป็ธรรมชาติราวกับเป็พ่อลูกกันจริงๆ อย่างไรอย่างนั่น
“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้ซุ่มซ่ามถึงเพียงนั้นแล้วนี่ท่านไปสู้กับพวกโจรมาเป็อย่างไรบ้าง ได้รับาเ็หรือไม่”
ที่ไม่ได้เจอหน้ากันหลายวันก็เพราะอีกฝ่ายไปเก็บกวาดงานที่หลี่จวินเหยียนทำพลาด ทั้งนางและมารดารู้รายละเอียดเพียงผิวเผินจึงรู้สึกเป็ห่วงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้รับาเ็อันใดส่วนโจรพวกนั้นกําจัดไปกองหนึ่งแล้ว"
“กําจัดไปกองหนึ่งก็หมายความว่ายังมีอีกหลายกองหรือ"
“ก็ไม่ได้มากถึงเพียงนั้นยังเหลืออีกกองหนึ่ง พวกมันแตกคอกันเลยแบ่งแยกออกมาจากกองโจรของอดีตแม่ทัพฉู่ที่บ้าเพิ่งปราบไป”
ซ่งจินหนิงตอบแล้วพาจางลี่อิงเข้าไปในห้องหนังสือซึ่งด้านในก็ไม่ได้ว่างเปล่ามีหยางจื่อิกับหลี่จวินเหยียนที่อาการจะดีขึ้นนั่งรออยู่ด้วย
จางลี่อิงรู้สึกเหมือนว่าแววตาของอ๋องปีศาจผู้นั้นวาวโรจน์ขึ้นมาเล็กน้อยราวกับกำลังไม่พอใจอะไรบางอย่าง นางมองหน้าอีกฝ่ายกับผู้ที่อุ้มนางอยู่สลับไปมาจากนั้นก็เริ่มเข้าใจบางอย่างมากขึ้น
ในยามนี้หลี่จวินเหยียนอยู่ในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งอ๋องเมืองซ่งแต่อยู่ ๆ ก็มีมารดาของนางเข้ามา เป็ไปได้ว่าเ้าตัวกำลังรู้สึกว่าตำแหน่งของตนเริ่มไม่มั่นคงเห็นทีนางต้องหาโอกาสแสดงความจริงใจเสียหน่อยแล้วเขาจะได้มั่นใจว่าต่อให้มารดาของนางแต่งกับหนานอ๋องแล้วมีบุตรขึ้นมาพวกนางก็ไม่คิดยึดตำแหน่งผู้สืบทอด
“ท่านอ๋องเรากำลังจะหารือเื่ปราบกองโจรที่เหลืออยู่นะขอรับ" หยางจื่อิเอ่ยทักท้วงขึ้น
“ให้อิงเอ๋อร์ฟังด้วยดีแล้วนางเป็เด็กฉลาด บางทีอาจจะได้ความคิดแปลกใหม่จากนาง"
“ขอรับ” หยางจื่อิพยักหน้ารับแต่แววตาดูไม่ชอบใจเล็กน้อย
จางลี่อิงไม่ได้รู้สึกไม่พอใจกับท่าทางของอีกฝ่ายในทางกลับกันนางเข้าใจเหตุและผล หยางจื่อิสนิทกับหนานอ๋องมากเป็ไปไม่ได้ที่จะเชื่อคำลาง เขาจะต้องรู้สถานะจริงของพวกนางแม่ลูกย่อมต้องไม่ชอบใจเป็ธรรมดาอยู่แล้วที่ท่านอ๋องมีความคิดจะยกหญิงหม้ายกับลูกติดขึ้นมาเชิดชู
และเพราะเช่นนั้น จางลี่อิงจึงนั่งเงียบ ๆ ตลอดการหารือของพวกเขา
“กองโจรที่เหลืออยู่เ้าเล่ห์มากมันเลือกก่อความวุ่นวายเฉพาะใกล้เขตชายแดน พอจะพลาดท่าก็หนีกลับเข้าแคว้นเจียงทุกที ถ้าชักจะทนไม่ไหวเต็มทีแล้ว”ซ่งจินหนิงพูดเหมือนว่าคราวหน้าจะตามไปตีทั้งในเขตแคว้นเจียง หยางจื่อิจึงรีบเอ่ยทักท้วงเอาไว้
“เราจะบุกเข้าไปในเขตแคว้นเจียงไม่ได้เพราะนั่นเท่ากับเป็การเปิดศึกใหญ่ ต่อให้เรามีกำลังทหารแข็งแกร่งแต่อย่าลืมว่าเรามีปัญหาเื่เสบียง หากเกิดคึกใหญ่ขึ้นแล้วทางเมืองหลวงไม่ยอมส่งเสบียงมาสนับสนน เกรงว่านั่นจะเป็การรนหาที่ตาย”
ซ่งจินหนิงถอนหายใจมาเฮือกหนึ่งเขามีเสบียงไม่เพียงพอ และทางเมืองหลวงก็ไม่สนับสนุนนี่เป็เหตุผลที่เขาเอาแต่ตั้งรับอยู่อย่างนี้
“คุณหนูจินมีข้อเสนอแนะอันใดหรือไม่” หยางจื่อิหันมาถามจางลี่อิงที่เอาแต่หยิบขนมเข้าปาก ไม่พูดอันใดเลย
จางลี่อิงอยากจะย้อนถามนักว่าท่านอยากได้ค่าตอบใดจากเด็กอายุสิบขวบเยี่ยงช้าแต่พอหันมาเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความความคาดหวังของบิดาปลอม ๆนางถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง และอวดความฉลาดของตนออกมาสักหน่อย
“ถ้าทหารปราบโจรไม่ได้ไยไม่ใช้โจรปราบโจรเล่า"
“นี่...” หยางจื่อิถึงกับพูดไม่ออกท่านอ๋องมักชมเด็กคนนี้เสมอว่าฉลาดเกินเด็ก แต่เขาไม่คิดว่าจะถึงขั้นฟังในสิ่งที่เขาปรึกษาหารือกันอยู่รู้เื่ถึงเพียงนี้
“ทำเช่นนั้นทางแคว้นเจียงก็มองออกว่าเราส่งโจรไปอยู่ดี”
หลี่จวินเหยียนพูดแทรกขึ้น
“แล้วเราจะยอมรับทำไม"
“นี่จะไม่ไร้ยางอายไปหน่อยหรือ” หยางจื่อิยอมรับว่าเด็กน้อยผู้นี้ฉลาด แต่นั่นมันเป็วิธีสกปรกไม่ใช่สิ่งที่ยอดจอมทัพควรทำ
“ไม่ตรงไปตรงมาเท่ากับไร้ยางอายแล้วท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าอดีตทหารเ่าั้เคลื่อนไหวกันเองไม่เกี่ยวข้องกับแคว้นเจียง ไม่เอาด้วยแล้วข้าไม่เข้าใจคักดิ์ศรีนักรบของพวกท่าน สนทนาด้วยแล้วปวดหัวข้าออกไปหาท่านแม่ดีกว่า" พูดมากไปมีแต่จะแสดงความคิดอ่านเกินเด็กนางจึงะโลงจากเก้าอี้หมายจะหลบออกจากที่นี่
“แม่เ้าอยู่ในจวนหรือ”ซ่งจินหนิงถามขึ้นอย่างคาดหวัง แต่จางลี่อิงส่ายหัวปฏิเสธ
“มิใช่ ในยามนี้น่าจะอยู่ที่โรงช่างไม้ข้าจะไปหานางที่นั่น”
“อืม... เช่นนั้นไปบอกกับพ่อบ้านหม่าเขาจะได้จัดคนคุ้มกันให้เ้า”ความรู้ลึกเสียดายพาดผ่านแววตาของซ่งจินหนิง เขาเองก็อยากตามไปพบจางชิวอิ๋งด้วย แต่ไม่สามารถทิ้งการงานเบื้องหน้าได้
“เ้าค่ะ” จางลี่อิงตอบรับและเดินออกจากห้องไป
หลี่จวินเหยียนมองตามแผ่นหลังเล็กดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยเหมือนกำลังสงสัยบางสิ่งบางอย่างอยู่แต่ไม่กี่อึดใจต่อมา เขาก็ปรับสีหน้าเรียบเฉยเป็ปกติ ราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้น
“พวกเ้าคิดอย่างไรกับที่เหยียนเหยียนพูด”ซ่งจินหนิงถามขึ้น
“ก็ใช่ว่าเราไม่สงสัยแคว้นเจียง" หลี่จวินเหยียนตอบ
ทุกคนเลยถอนหายใจออกมาพวกเขาสงสัยแคว้นเจียงอยู่เต็มอกเพียงแต่ฝั่งนั้นไม่ยอมรับพวกเขาเองก็ไม่สามารถปรักปรำเต็มปากเต็มคำได้
“พวกมันเล่นสกปรกหากเรามัวแต่สู้รบอย่างตรงไปตรงมาอยู่จะย่อยยับเข้าสักวัน....เห็นทีจะต้องใช้โจรสู้โจรอย่างที่อิงเอ๋อร์พูดเสียแล้ว"
"เช่นนั้นข้าจะรีบคัดเลือกคนเก่งมีไหวพริบให้เร็วที่สุดขอรับ” หยางจื่อิรับพูดสนองบัญชาผู้เป็นายทันที
“ดี... จะว่าไป จื่อิ....ดูเหมือนเ้าจะไม่ค่อยชอบลูกของข้าเท่าไหร่นัก” เื่งานผ่านพ้นไป ซ่งจินหนิงก็เตรียมสะสางเื่ส่วนตัวเพราะใช่ว่าเขาจะไม่สังเกตเห็นท่าทีของกุนซือคนสนิทที่มีต่อลูกรักของเขา
“ก็พวกนางไม่..." หยางจื่อิกำลังจะพูดว่าสองแม่ลูกนั่นไม่ได้เป็ภรรยาและลูกของผู้เป็นายจริง ๆแต่ก็เกรงว่าจะทำให้อีกฝ่ายโกรธกริ้วจึงเลือกที่จะหุบปากลง
“เ้ารับใช้ข้ามาั้แ่เด็กรู้จักข้าดียิ่งกว่าตัวข้าเองเสียอีกเ้าก็คงจะรู้ว่าถ้ารู้สึกอย่างไรกับพวกนางแม่ลูกฉะนั้นอย่าได้พูดว่าพวกนางไม่เหมาะสม... จวินเหยียน เ้าเองก็เช่นกัน เ้าเป็คนฉลาดอย่างไรก็ย่อมมองความจริงทุกอย่างออก แต่ถึงอย่างนั้น ข้าไม่อยากให้เ้าต่อต้านพวกนางข้าขอพวกเ้าแค่นี้หวังว่าพวกเ้าจะทำให้ข้าได้"
หลี่จวินเหยียนไม่ได้พูดตอบโต้อันใดนั่นก็เท่ากับเป็การยอมรับอยู่กลาย ๆ จะมีก็แต่หยางจื่อิที่ไม่เต็มใจ
“ท่านอ๋องจะมีคู่ครองใช่ว่าข้าอยากจะต่อต้าน แต่แม่นางชิวอิ๋งมิใช่หญิงตัวเปล่าเล่าเปลือยไม่รู้ว่าสามีของนางจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่หากวันใดวันหนึ่งสามีของนางโผล่ขึ้นมาทวงนางทวงลูกคืนข้ากลัวว่าท่านอ๋องจะถูกประณามว่าเป็ชายชู้เอาได้"
“นางกับลูกถือเป็สิ่งของไม่มีชีวิตจิตใจงั้นหรือชายผู้นั้นถึงได้มีสิทธิ์ทวงคืน" ก่อนที่ซ่งจินหนิงจะตอบโต้อะไร หลี่จวินเหยียนชิงถามแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ภรรยาถือเป็สมบัติของสามีหากชายผู้นั้นยังไม่ตายก็มีสิทธิ์ทวงคืนได้" หยางจื่อิตอบ
“ถ้ายังไม่ตายก็เท่ากับทอดทิ้งลูกเมียเอาไว้ข้างหลังคือสิทธิ์อะไรมายึดติดว่าพวกนางเป็สมบัติของตน และคำพูดที่ว่าภรรยาถือเป็สมบัติของสามีลูกคือสมบัติของบิดา ข้าไม่คิดว่ามันถูกต้องนัก คนเรามีชีวิตจิตใจมีความรู้สึกควรถูกมองและปฏิบัติด้วยเฉกเช่นมนุษย์ด้วยกัน มิใช่สิ่งของ"
“จวินเหยียนอายุแค่สิบสี่แต่กลับมีความคิดอ่านไม่ธรรมดา เข้าอกเข้าใจผู้คน ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันต่อให้ยังไม่ตายชายผู้นั้นก็ไม่มีสิทธิ์มาทวงคืน"ซ่งจินหนิงเห็นด้วยกับคำพูดของหลานชายจะมีก็แต่หยางจื่อิที่มองสองอาหลานแล้วส่ายหัว
“หากให้ความสําคัญแค่ความรู้สึกข้าเองก็คิดไม่ต่างจากท่านอ๋องน้อย แต่ถึงกระนั้นเราจะมองแค่แง่เดียวไม่ได้หากวันใดวันหนึ่งชายผู้นั้นกลับมาพร้อมหนังสือแต่งงานแล้วอ้างเหตุผลร้อยแปดเขาก็จะกลายเป็ชายที่น่าสงสารส่วนท่านอ๋องจะกลายเป็ชายโฉดแย่งภรรยาผู้อื่นเอาได้”
“เ้าวางใจเถิดอิงเอ๋อร์บอกข้าว่าชายผู้นั้นไม่ได้เขียนหนังสือแต่งงานกับมารดาของนาง”
“ขอรับ เช่นนั้นข้าก็วางใจ" หยางจื่อิผงกหัวเข้าใจ ที่เขาต่อต้านสองแม่ลูกตระกูลจางมิได้มาจากอคติส่วนตัวแต่มันเป็เพราะจงรักภักดีกับหนานอ๋องมาก เขาจึงคำนึงถึงปัญหาที่ตามมาภายหลังแต่เมื่อไม่มีหนังสือแต่งงาน ก็สามารถเบาใจลงเ้านายจะทำอันใดก็สุดแท้แต่เ้านายเลย
ทางด้านจางลี่อิง นางไม่รู้เลยว่าหลังจากที่นางออกมาจากห้องหนังสือชายสามคนนั้นพูดอย่างไรกันบ้างนางตรงไปที่โรงช่างไม้ จากนั้นก็นั่งหงอยอยู่นั่นนานเกือบชั่วยามเพราะไม่มีสิ่งใดให้นางต้องสอดมือเข้าไปช่วยเลย
“อิงอิง อยู่แบบนี้ลูกคงเบื่อแย่กลับไปก่อนดีหรือไม่” จางชิวอิ๋งเจียดเวลาออกมาพูดคุยด้วย
“แต่กลับไปก็เบื่อเหมือนกันไม่มีอันใดให้ข้าทําเลย"
“ให้คุณหนูไปเดินเล่นที่ตลาดกับข้าดีหรือไม่”หม่าคงเสนอขึ้น แต่จางชิวอิ๋งกลับรู้สึกเกรงใจ
“จะไม่รบกวนท่านหม่าคงเกินไปหรือ
“ไม่เลยขอรับจะว่าไปข้าก็มีของที่อยากซื้ออยู่ด้วย พาคุณหนูไปเท่ากับข้าได้ประโยชน์"
“ว่าอย่างไรอิงอิง ลูกอยากไปเดินเล่นที่ตลาดหรือไม่” จางชิวอิ๋งหันกลับไปถามจางลี่อิง
“อยากไปเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ไปกับท่านหม่าคง แต่อย่าดื้ออย่าซน เข้าใจหรือไม่” จางชิวอิ๋งยัดเงินใส่มือลูกและไม่ลืมพูดกำชับให้เป็เด็กดี
“ท่านแม่ไม่ต้องห่วง ลูกจะทำตัวดี ๆ”
“อืม... เดินตลาดเสร็จแล้วท่านพานางกลับจวนได้เลย ไม่ต้องย้อนมาที่นี่อีก"
“ขอรับ” หม่าคงรับคำจากนั้นก็พาจางลี่อิงขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปที่ตลาด"
ภายในตลาดผู้คนค่อนข้างพลุกพล่านไม่สะดวกที่จะนำรถม้าเข้าไปจางลี่อิงกับหม่าคงจึงลงเดินด้วยเท้า
ซึ่งตลาดที่นี่ก็ไม่เลวแม้จะไม่ได้ใหญ่โต แต่ก็มีข้าวของแปลกตาให้เลือกชื้ออยู่หลายอย่างขนาดคนที่ไม่เต็มใจจะใช้เงินอย่างจางลี่อิงยังอดใจไม่อยู่ชื้อขนมที่ไม่เคยกินติดไม้ติดมือมาสองสามชิ้น
“ทางนั้นมีเครื่องประดับสวย ๆ งาม ๆคุณหนูจะลองไปดูหรือไม่”หม่าคงชี้ไปอีกทาง
จางลี่อิงมองตามแต่กลับไปเห็นคนที่ดูคุ้นตาเข้า จึงรีบดึงตัวหม่าคงให้หลบเข้ามาในตรอกหลังร้านขนม
“อย่าโผล่หน้าออกไป"
“ทําไมหรือขอรับ”
“ข้าเห็นพวกคนตระกูลจิน”
หม่าคงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกใขึ้นมาทันที
“คนพวกนั้นดั้นด้นมาถึงทีนี่เชียวหรือ
“ก็คงคิดว่าหนีมาที่นี่แล้วจะพ้นมือหยวนฮูหยินกับบิดาข้าไปได้"
หม่าคงคิดแล้วพยักหน้าคล้อยตามตอนที่พานางไปเอาเื่คนตระกูลจิน ก็บอกไปแค่ว่าบิดาเป็ขุนนางใหญ่ฝ่ายนั้นก็คงจะคิดว่าเป็ขุนนางอยู่เมืองหลวงก็ไม่แปลกที่จะหนีมาเมืองที่ไม่ขึ้นตรงกับราชสำนักอย่างเมืองซ่งแห่งนี้
“แล้วคุณหนูจะหลบอย่างนี้หรือขอรับ”
“ใช่...คนตระกูลจินไร้ซึ่งสำนึกผิดชอบชั่วดี ถ้าเห็นข้าเข้า มีหรือจะไม่ยกเอาความสัมพันธ์สายเืขึ้นมากดดันให้ข้าออกหน้าช่วยเหลือยิ่งไปกว่านั้น ถ้ารู้ว่าท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องสร้างเื่น่ารำคาญไม่จบไม่สิ้นเป็แน่”
“ฟังดูมีเหตุผล...แต่คุณหนูตรอกนี้เป็ทางต้น ถ้าพวกเขาตามมาก็ยากจะหลบหน้าพันนะขอรับ"
พอได้ยินเช่นนั้น จางลี่อิงก็มองไปรอบ ๆ พยายามหาทางหนีทีไล่แต่ยังไม่ได้พบก็ได้ยินเสียงของหลี่จวินเหยียนดังขึ้นมาเสียก่อน!
“พวกเ้ากำลังจะทำอันใด"
“กรี๊ดดด ปีศาจ!”เสียงจินเหยากรีดร้องขึ้น จางลี่อิงไม่ได้โผล่หน้าออกไปดูเหตุการณ์แต่พอจะเดาได้ว่าจินเหยาใกลัวั์ตาและปานสีแดงของหลี่จวินเหยียน
“บังอาจ! นี่คือท่านอ๋องน้อยแห่งเมืองซ่งเ้ากรีดร้องใส่ร้ายท่านอ๋องน้อยเช่นนี้ คงไม่อยากเก็บหัวเอาไว้บนบ่าแล้วกระมัง”ผู้ติดตามของหลี่จวินเหยียนชักดาบ ไปทางจินเหยาทันที
"ช้าก่อนขอรับลูกของข้าน้อยไม่รู้จริง ๆ ว่าท่านผู้นี้คือท่านอ๋องน้อยเมตตาละเว้นนางสักครั้งเถิดขอรับ” จินสุ่ยรีบคุกเข่าลงและพูดปกป้องจินเหยา
จางลี่อิงได้ยินก็รู้สึกขุ่นเคืองใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้มารดาของนางก็เป็ลูกของเขาเช่นกัน แต่เขาไม่เคยปกป้องเช่นนี้เลยสักครั้ง
“คราวหลังจะพูดอันใด ก็หัดคิดเสียก่อน ไปรีบ ๆ ไปให้พ้นหน้าเสีย"
“ขอรับ ขอบคุณขอรับ”พอผู้ติดตามของหลี่จวินเหยียนยอมปล่อยไปสามพ่อแม่ลูกก็รีบถอยกรูดออกมาทันที
แต่ทว่า!
ย่างเท้าได้แค่ไม่กี่ก้าวเสียงดุดันของหลี่จวินเหยียนก็เรียกหยุดเอาไว้อีกครั้ง
"หยุดเท้าเดี๋ยวนี้”
“ทะ ท่านอ๋องน้อยมีอันใดหรือขอรับ เอ๊ย!หรือฟะยะค่ะ”จินสุ่ยหันกลับมาถามเสียงกัน
“ข้าปล่อยพวกเ้าแล้วไฉนยังจะมุ่งหน้าเข้าไปในตรอกนั้นอีก”
“เอ่อ....พวกข้าน้อย.... เอ่อ....พวกกระหม่อมเห็นหลานสาวอยู่ในนั้นพะยะค่ะ"
“มั่นใจหรือว่าเป็หลานสาวของพวกเ้า”
“มั่นใจเพคะ อย่าว่าแต่ใบหน้าเลยแค่แผ่นหลัง ข้า... เอ่อ... หม่อมฉันก็จำได้ขึ้นใจเป็หลานของหม่อมฉันไม่ผิดแน่นอนเพคะ”จินเหยาซึ่งพูดตอบขึ้นมาด้วยแววตาแค้นเคือง
ถ้าไม่ใช่เพราะบิดาของนังหลานอกตัญญูพวกนางก็คงไม่หนีหัวซุกหัวขุนมาถึงชายแดนเช่นนี้และที่น่าโมโหจนแทบกระอักเืก็คือ หนีมาถึงนี่แล้วก็ยังไม่พ้นนางจึงเกิดความคิดจะจับตัวจางลี่อิงมาข่มขู่ให้พี่เขยสารเลวผู้นั้นปล่อยพวกนางไป
“แววตาของเ้ายามพูดถึงนางดูอามาตมาดร้ายจะให้ข้าเชื่อได้อย่างไร ว่านั่นคือหลานของเ้า"
“ข้า... หม่อมฉันไม่ได้อาฆาตมาดร้ายเพคะก็แค่โกรธเพราะนังหลานตัวดี หนีออกจากบ้านมาหลายวันเพคะ"
"อ่อ.... เป็เช่นนี้นี่เอง... เฉินอี้”
“ขอรับท่านอ๋องน้อย”ผู้ติดตามคนสนิทรอรับคำสั่งอย่างกะตือรือร้นทันที
“จับสามคนพ่อแม่ลูกนี้ไปขังคุก”
“ขอรับ”
“ดะ... เดี๋ยว พวกหม่อมฉันทำผิดอันใดเพคะ” จินเหยาร้องโวยวายออกมาทันที
“พวกโจรลักพาตัว จะไม่มีความผิดได้อย่างไร”
“อย่าจับพวกเราพวกเรามิได้เป็โจรลักพาตัวพ่ะย่ะค่ะ!"จินเหยาพยายามยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองแต่กลับถูกหลี่จวินเหยียนมองมาด้วยแววตาดุร้าย
“เด็กหญิงในตรอกนั่นคือน้องสาวข้า!พวกเ้ากล่าวอ้างว่านางเป็หลาน จะพานางไปยังจะกล้าพูดว่าไม่ได้เป็โจรลักพาตัวอีกหรือ!"
“มะ... ไม่จริง นางคือหลานช้านางชื่อจะ..."
“หุบปาก! เฉินอี้!หาอะไรมาอุดปากพวกมันซะ อย่าให้พวกมันเอาน้องสาวข้ามาแอบอ้างให้แปดเปื้อนเช่นนี้อีก!” หลี่จวินเหยียนตวาดเสียงดังชื่อของจางลี่อิงจึงยังไม่ทันหลุดออกมาจากปากของจินเหยา
“ขอรับ ทหารรีบพาตัวไป ถ้าพวกมัน ตื่นมากนักก็หักแขนหักยาเสีย” เฉินอี้หันไปสั่งทหารคนอื่น ๆสามพ่อแม่ลูกรู้สึกกลัวจนตัวสั่นงันงก ไม่กล้าแสดงท่าทีอันใดอีก
จางลี่อิงชะโงกหน้าออกมาดูก็เห็นแค่แผ่นหลังของคนตระกูลจิน
นางจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"ขอบคุณท่านอ๋องน้อย”นางหันมาคำนับขอบคุณหลี่จวินเหยียน
"เรียกข้าว่าพี่จวินเหยียน"
“หา...” จางลี่อิงถึงกับหลุดอุทานออกมาอย่างงุนงง
“พี่จวินเหยียน เ้าควรเรียกข้าเช่นนั้น"
“อา..” นางผงกหัวรับอย่างงุนงงคนจวนอ๋องนี่ยากจะเข้าใจจริง ๆอาก็สั่งให้เรียกว่าพ่อ หลานก็สั่งให้เรียกพี่
“ดี นี่ก็ใกล้จะเย็นแล้วกลับกันเถิด” หลี่จวินเหยียนไม่พูดเปล่า แต่แบมือมาตรงหน้าด้วย นางจึงส่งมือให้เขาจับจูงเดินกลับด้วยท่าทีงงๆ
“ออกมาเดินเช่นนี้ไม่เจ็บแผลบ้างหรือเ้าคะ” จางลี่อิงถามอย่างสงสัย
“ก็เจ็บบ้างเล็กน้อยแต่ทนเบื่อหน่ายอยู่ในจวนไม่ไหว ก็เลยออกมาเดินเล่น"
“มาเดินเล่นไกลจังเลยนะเ้าคะ”
“อืม.... แล้วก็บังเอิญมาเจอเ้ากับพวกโจรนั่นพอดี" หลี่จวินเหยียนตอบเสียงเรียบนิ่ง
ถ้าเฉินอี้อยู่ด้วยคงจะหลุดทำหน้าเหลอหลาทันทีที่ได้ยินคำว่า'บังเอิญ' เป็แน่ เพราะก่อนที่จะมาตลาด หลี่จวินเหยียนก็ฝืนสังขารไปถึงโรงช่างไม้มาก่อนนี่เท่ากับว่ามีจุดประสงค์ตามจางลี่อิงมาอย่างชัดเจน
ทว่า!เฉินอี้ไม่ได้อยู่ที่นี่ จึงไม่มีผู้ใดเปิดโปงหลี่จวินเหยียนในเื่นี้ได้...