ตอนที่ 11 หอคัมภีร์
ฝ่ายหยางไคเมื่อได้รับทราบว่ามิตรสหายของเขาส่วนใหญ่ได้ทำงานในตำแหน่งคนงานเช่นเดิม เพียงแต่ถูกเลื่อนชั้นจากผู้ช่วยให้กลายเป็นคนงานอย่างเต็มตัวก็เท่านั้น จะมีบ้างที่อาจจะได้เป็นนักสู้ นักรบ หรือแม้แต่องครักษ์ของเจ้านายของตระกูลสายตรงอย่างเช่นกรณีของหยางเหมยสาวใช้ผู้งดงามนั้นแต่ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งและฐานะใด ก็ล้วนอยู่ในระดับเดียวกัน เฉกเช่นพี่น้องในตระกูลเดียวกันทั้งสิ้น ส่วนสายวิชาการในปีนี้ ก็เห็นจะมีแต่หยางไคเพียงผู้เดียวเท่านั้น ซึ่งถือได้ว่าเขามีวาสนากว่าผู้ใดในรุ่นตามคำทำนายของพ่อบ้านเฉิงก่อนที่จะรับเข้าตระกูลเสียอย่างนั้น เพราะอย่างน้อย ๆ บัดนี้เนื้อตัวของเขาก็คงจะไม่จำเป็นต้องคลุกฝุ่นจนมอมแมมอย่างแต่ก่อนแล้วกระมัง ? ครั้นท่านหมอหยางไม่ซักถามอันใดเพิ่มเติมแล้ว หยางไคจึงคำนับลาท่านหมอและมหาบัณฑิต เพื่อจะกลับไปพบหยางซีจี๋หัวหน้าคนสวน ซึ่งเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตน ฝ่ายหยางซีจี๋ครั้นเห็นเด็กหนุ่มเข้าก็หาต้องรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อคืนตนก็มิได้ปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างที่ควรจะเป็น แต่รู้สึกดีไม่น้อยที่เห็นเขามาคำนับลาอย่างจริงใจ จึงได้กล่าวว่า“เสี่ยวไค หากวันใดเจ้ามีอะไรให้ผู้อาวุโสช่วยเหลือ ก็จงเอ่ยมาเถิด” หยางไคได้ยินเช่นนั้นจึงเอ่ยปากขอไปว่า“ข้าพเจ้าขอนำเมล็ดพันธุ์ที่สะสมไว้ ไปด้วยจะได้หรือไม่ขอรับ ?” หัวหน้าหยางได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้ม แล้วตอบว่า“เด็กโง่ เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นย่อมต้องเป็นของเจ้าอยู่แล้ว เหตุใดต้องขอข้าด้วยเล่า ?” หยางไคจึงกลับไปเก็บข้าวของจากที่ห้องพักรวมทั้งเมล็ดพันธุ์ที่เก็บสะสมเอาไว้ แล้วขอแวะไปยังแปลงสวนผักที่เขารัก ซึ่งหมายความว่านับแต่นี้ไปเขาจะทิ้งอาชีพทางการเกษตร เข้าสู่เส้นทางของนักศึกษาอย่างเต็มตัว!! ครั้นเด็กหนุ่มเตรียมตัวจนพร้อมทุกประการแล้ว จึงขนย้ายสิ่งของส่วนตัวไปยังหอคัมภีร์ ที่ซึ่งมีตำรับตำราอยู่เป็นจำนวนมากทั้งจัดวางเป็นชั้น ๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบ ส่วนห้องพักของเขาและเหล่านิสิตหลายรุ่นที่เข้ามาก่อนหลายปี ก็ถูกจัดไว้เป็นสัดเป็นส่วนในตึกที่ตั้งอยู่ติด ๆ กันนั้น พอหยางไคเก็บของเข้าที่พักแล้ว ก็ได้เวลาอาหารเช้าพอดี และนี่จะเป็นอาหารมื้อแรกของเขา ณ บ้านหลังใหม่นี้เหล่ารุ่นพี่นั้นทยอยลงมากินตามแต่พวกเขาจะมีเวลาว่าง ซึ่งมันก็ดีสำหรับเด็กใหม่อย่างหยางไค ซึ่งจะได้สอบถามและแนะนำตัวไปทีละคนสองคน รุ่นพี่คนแรกชื่อหยางซีถิง (杨希廷) มาจากตระกูลชาวนาที่ยากจนของสกุลหวัง (王) มณฑลยูนนานอันห่างไกล เขาเองก็เป็นชายร่างเล็กเช่นเดียวกัน ทั้งมีอายุมากกว่าหยางไคเพียงปีเดียว ทั้งสองจึงถูกชะตากันยิ่งนัก หยางซีถิงจึงได้ถามน้องใหม่คนนี้ไปว่า“อาจู แล้วเจ้ามาจากเมืองใด ?” เด็กหนึ่งจึงตอบไปตามตรงว่า“พี่หวัง บ้านข้าพเจ้าทุกข์เข็ญต้องปลูกผักเลี้ยงชีพ อยู่เขตอู่ชาง 武昌 มณฑลหูเป่ย์” ธรรมเนียมของที่นี่ มักใช้สกุลเก่าเอามาเป็นชื่อเล่นเพื่อเรียกขานกัน และเด็กบ้านนอกทั้งสองคน ครั้นเห็นอีกฝ่ายร้องไห้คิดถึงบ้านเกิด ตนเก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ตามกันไป เนื่องด้วยจากบ้านมานานแล้วด้วยกันทั้งคู่ พอสักพักรุ่นพี่ซึ่งมีอายุมากกว่าก็ทยอยกันออกมารับประทานอาหาร หยางไคจึงถือโอกาสแนะนำตัวด้วยความนอบน้อม แม้ทุกคนต่างเป็นบุรุษด้วยกัน แต่รูปร่างเล็ก ๆ ของเขา มันก็น่าเอ็นดูสำหรับเหล่ารุ่นพี่ ๆ อยู่ดี“เจ้าชื่อหยางไคสินะ ข้าอ่านกลอนสดุดีท่านแม่ทัพหยางจงเป่ากับหญิงม่ายตระกูลหยางของเจ้า ซึ่งมหาบัณฑิตหยางนำมาใส่กรอบแล้วติดไว้ที่ทำเนียบ แล้วรู้สึกประทับใจยิ่งนัก” หยางไคอดอุทานคำว่า ‘ฉิบหาย’ ขึ้นในใจมิได้ เพราะย่อมแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายต้องมีความเข้าใจผิด และคิดว่าเขาไปคนแต่งมันขึ้นมาเองแล้วกระมัง ? แต่เด็กหนุ่มก็ฉลาดพอที่จะไปไม่ไปกล่าวเปิดโปงตัวเองออกไปแต่ประการใด พร้อมทั้งกล่าวอย่างแนบเนียนออกไปอีกว่า“มิได้ มิได้ พี่หม่าโปรดเรียกกระผมว่า ‘อาจู’ ก็ได้ขอรับ” การเรียกผู้อื่นด้วยชื่อเล่น กลับเกิดความสนิทสนมอย่างรวดเร็วยิ่งกว่า ครั้นพอทานอาหารเสร็จแล้ว ก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตนอย่างเงียบ ๆ