องค์หญิงทรงขนเสบียงสำหรับชาวยุทธ์และของบริจาคไปที่วัดหมิงต้า ก่อนที่พระองค์จะเสด็จไปแจกทาน ทรงรีบไปเยี่ยมชิงชิงกับท่านหมอฉินฟง
“เป็นอย่างไรบ้างชิงชิง” องค์หญิงตรัสหลังเสด็จเข้าไปภายในห้อง
“แม้ยังไม่ฟื้น แต่เขาก็มีสีหน้าดีขึ้นค่ะพี่ซานยี่” ชิงชิงคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง
“คงได้กำลังใจดี หากเจ้าอยากได้อะไรบอกพี่ได้นะชิงชิง” องค์หญิงทรงจับไหล่ของน้องสาวเพื่อให้กำลัง
“ขอบคุณมากค่ะ” ชิงชิงยิ้มบางๆ
องค์หญิงทรงปล่อยให้คู่รักอยู่ตามลำพัง และก็ไปที่โรงทานเพื่อแจกอาหารและข้าวของให้กับผู้ยากไร้
“ถวายบังคมพะย่ะค่ะ องค์หญิง”
“อ้าว ท่านฉินฟุ ทำไมท่านถึงมาเมืองหลวงได้ หรือว่าบ้านเกิดท่านอยู่ที่นี่” องค์ทรงจดจำฉินฟุที่พบที่เมืองถานกู่ได้
“ใช่แล้วพะย่ะค่ะ พอได้ยินว่าองค์หญิงทรงอยู่ที่นี่ กระหม่อมก็เลยอยากจะมาขอบคุณที่พระองค์ทรงช่วยชีวิตกระหม่อมไว้”
“อย่าได้เกรงใจเลย อ่ะ นี่ซาลาเปา อร่อยมากเลยนะ ข้าให้ท่าน” องค์หญิงทรงยื่นซาลาเปาให้
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” ฉินฟุยิ้มพร้อมกับรับซาลาเปามาอย่างยินดี แล้วเดินจากไป ในใจคิดว่า “ในที่สุดก็เจอพระองค์”
องค์หญิงทรงแจกอาหารต่อไม่ได้สนพระทัยฉินฟุอีก โดยช่างไม่รู้เลยว่าฐานะที่แท้จริงของฉินฟุคือใคร
การบริจาคอาหาร เครื่องใช้และเมล็ดพันธุ์ขององค์หญิงครั้งนี้ ทำให้ประชาชนต่างพากันยกย่องสรรเสริญและขอบคุณในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาท
ฝ่าบาทจึงมีรับสั่งให้บรรดาเชื้อพระวงศ์และขุนนางมาเข้าเฝ้า เมื่อมากันพร้อม กงกงก็เปิดพระราชโองการแล้วอ่านให้ทุกคนในท้องพระโรงฟัง ความว่า องค์หญิงซานยี่สร้างความดีความชอบ สละทรัพย์ส่วนพระองค์บริจาคข้าวของเครื่องใช้ให้แก่ผู้ยากไร้ ไม่เพียงเท่านั้นยังนำเมล็ดพันธุ์ทนแล้งที่ได้จากแคว้นเยี่ยมาเพาะพันธุ์เพื่อคอยเก็บเมล็ดสำหรับแจกจ่ายประชาชน เป็นการแก้ปัญหาการเกษตร ปวงชนต่างยกย่องสรรเสริญ ดังนั้นฝ่าบาทจึงทรงพระราชทานปูนบำเหน็จให้องค์หญิงซานยี่
“ขอบพระทัยเพคะ เสด็จพ่อ” องค์หยิงซานยี่น้อมรับอย่างยินดี
“ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บุตรคนอื่นจะเห็นเจ้าเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป” ฝ่าบาทตรัสกับบุตรทุกพระองค์
เมื่อองค์หญิงซานตงเห็นว่าน้องสาวได้รับความดีความชอบก็เกิดความอิจฉา ดังนั้นตกกลางคืนองค์หญิงซานตงจึงทรงขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทในห้องทรงงาน
“ดึกมากแล้ว เจ้ามีอะไรงั้นหรือ ซานตง” ฝ่าบาททรงสงสัย
“หม่อมฉัน เอ่อ มีความเห็นว่า น้องซานยี่ใช้การบริจาคทานเพื่อบังหน้า แต่ความจริงเอาเวลาไปเที่ยวเล่นเถลไถล ทำให้ซานยี่กลับกลางค่ำกลางคืนทุกวันเพคะ” องค์หญิงซานตงตรัสฟ้อง
“ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนั้น เจ้าเห็นกับตางั้นหรือ” ฝ่าบาททรงสงสัยอีก
“หม่อมฉันคิดว่าการบริจาคทานไม่น่าจะใช้เวลานานขนาดนั้น ลูกขออาสาพิสูจน์ให้เสด็จพ่อทรงทอดพระเนตรเพคะ” องค์หญิงทรงมั่นพระทัย
“ได้ งั้นพ่อจะให้เจ้าไปทำโรงทานแทนซานยี่ก็แล้วกัน” ฝ่าบาททรงอนุญาต
“ขอบพระทัยเพคะ เสด็จพ่อ”
********************************************************
ณ วัดหมิงต้า
ชิงชิงเช็ดตัวสามีเสร็จพอดี องค์หญิงก็เสด็จมาเยี่ยม
“ความจริงพี่ซานยี่ไม่ต้องมาทุกวันก็ได้นะ พี่จะต้องไปแจกอาหารให้ชาวบ้านอีกไม่ใช่หรือ” ชิงชิงเกรงใจ
“วันนี้เสด็จพี่ซานตงทรงอาสากับเสด็จพ่อว่าจะมอบอาหารด้วยพระองค์เอง ไม่คิดว่าเสด็จพี่จะทรงมีจิตเมตตาเช่นนี้ ดังนั้นวันนี้ข้าว่าง ข้าจะช่วยอ่านตำนานวีรบุรุษให้เจ้ากับฉินฟงฟังนะ พวกเจ้าจะได้ไม่เหงา และไม่แน่ว่าอาจช่วยให้ฉินฟงรู้สึกตัวเร็วขึ้น” องค์หญิงตรัสแล้วไปประทับนั่งข้างชิงชิง
“ขอบคุณท่านมาก ท่านดีกับข้ามากจริงๆ” ชิงชิงซึ้งใจ
“ก็เจ้าเป็นน้องของข้านี่ ชิงชิง”
องค์หญิงซานยี่ทรงประทับอยู่ที่วัดหมิงต้าเกือบทั้งวันเพื่ออยู่เป็นเพื่อนชิงชิง ส่วนหนึ่งก็เพื่อรอหานอู่กลับมา
ตกเย็นองค์หญิงซานยี่ทรงเสด็จกลับวังและได้ผ่านสวนอุทยาน และแล้วองค์หญิงองค์พี่กับองค์น้องก็เสด็จสวนทางกันโดยบังเอิญ
“วันนี้เจ้าไม่ได้ไปโรงทาน เหตุใดถึงกลับช้าเช่นนี้ล่ะ” องค์หญิงซานตงทรงทัก
“หม่อมฉันไปพบสหายเพคะ” องค์หญิงซานยี่ตรัสตามตรง
“งั้นหรือ แต่เจ้าก็ต้องเตรียมตัวด้วยนะ บางทีฝ่าบาทอาจทรงเรียกเจ้าเข้าเฝ้าคืนนี้” องค์หญิงซานตงทรงยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ด้วยเรื่องอะไรหรือเพคะ” องค์หญิงซานยี่ทรงสงสัย
“อาจเป็นเรื่องที่เจ้าเอาเรื่องแจกของโรงทานเป็นข้ออ้าง แต่ความจริงคือเจ้าไปเที่ยวเถลไถลเหมือนสมัยก่อนไง” องค์พี่ตรัสและทรงยิ้มเยาะ
“ทำไมถึงทรงคิดเช่นนั้นเพคะ” องค์หญิงซานยี่ทรงไม่คิดว่าองค์พี่จะทรงเข้าพระทัยผิด
“วันนี้ข้าได้ไปแจกของเช่นเดียวกับเจ้า ใช้เวลาเพียงไม่นานไม่ถึงครึ่งวันเลยด้วยซ้ำ เจ้าเตรียมตัวให้ดีเถิด อาจถูกลงโทษ”
“เอ่อ คือ” องค์หญิงซานยี่ตรัสไม่ทันเพราะองค์หญิงซานตงเสด็จกลับตำหนักทันที
********************************************************
ณ ห้องทรงงานของฝ่าบาท
และแล้วก็เป็นไปตามคำตรัสขององค์หญิงซานตง ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้องค์หญิงทั้งสองพระองค์เข้าพบอย่างกะทันหัน
“หม่อมฉันพิสูจน์แล้วนะเพคะ ว่าหม่อมฉันใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถแจกของบริจาคเสร็จ และก็รีบกลับตำหนักทันที ไม่ได้เถลไถลเหมือนกับซานยี่เลยเพคะ” องค์หญิงซานตงตรัส
“เจ้ามีอะไรจะพูดมั้ย ซานยี่” ฝ่าบาทตรัสถามองค์น้อง
“หม่อมฉัน…” องค์หญิงซานยี่ตรัสอะไรไม่ออก ก็เลยก้มพระพักตร์เหมือนคนรู้สึกผิด
“นั่นไงเพคะ ซานยี่ได้สำนึกผิดแล้ว นางควรได้รับโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างนะเพคะ” องค์หญิงซานตงตรัส
“เอาล่ะ พ่อได้พิจารณาใคร่ครวญแล้วเห็นว่า คนที่สมควรได้รับโทษ ก็คือ องค์หญิงซานตง” ฝ่าบาทตรัส
องค์หญิงซานตงทรงตกพระทัย “ทำไมเพคะ ทำไมถึงจะลงโทษลูกล่ะเพคะ ลูกทำอะไรผิด ลูกเพียงแค่พิสูจน์ให้เสด็จพ่อทรงทอดพระเนตรเท่านั้นนะเพคะ”
“งั้นพ่อจะอธิบายให้ฟัง ซานยี่ไปบริจาคทานเพราะต้องการช่วยเหลือผู้ยากไร้จริงๆ ไม่ได้หวังความดีความชอบ เหมือนเจ้า” ฝ่าบาททรงเผย
“หม่อมฉันเปล่าเป็นเช่นนั้นนะเพคะ” องค์หญิงซานตงทรงแย้ง
“เหตุผลก็คือ การที่เจ้าไปแจกของบริจาคที่โรงทาน ข้อแรกเจ้าไปทำลายระบบที่น้องเจ้าจัดไว้ดีแล้ว นั่นคือการให้ทุกคนเข้าแถวมารับของแจกดีๆ เพื่อป้องกันความวุ่นวาย แต่เจ้าเพียงเพื่อประหยัดเวลา ใช้วิธีโยนข้าวของโปรยให้ชาวบ้าน ทำให้ทุกคนแย่งกันและมีผลทำให้ผู้ไม่พอใจเกิดการทะเลาะวิวาท สร้างความวุ่นวายไปทั้งโรงทาน ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ที่ได้รับของแจกกลับมีเฉพาะผู้ที่แข็งแรงกว่า คนแก่เด็กเล็กไม่สามารถไปแย่งของที่เจ้าโยนแจกได้ทัน
ข้อที่สองเจ้าทำพฤติกรรมดูถูกดูหมิ่นชาวบ้าน รังเกียจว่าพวกเขาสกปรก มีชาวบ้านบางคนแค่ต้องการขอจับมือเพื่อขอบคุณเจ้า แต่เจ้ากลับผลักพวกเขาจนล้ม แทนที่พวกเขาจะซาบซึ้งและประทับใจเจ้า กลับต้องมาสัมผัสกับพฤติกรรมดูถูกรังเกียจของเจ้าแทน” ฝ่าบาททรงอธิบาย
“ล…ลูกเปล่านะเพคะ” องค์หญิงซานตงตรัสตะกุกตะกัก
“พ่อส่งคนของพ่อไปดูเจ้าแล้ว เช่นเดียวกัน พ่อก็ได้ส่งคนไปจับตามองซานยี่ด้วย เจ้ารู้หรือไม่ว่าน้องสาวเจ้าแจกของช้าเพราะอะไร” ฝ่าบาททรงเผย
“เพราะอะไรเพคะ” องค์หญิงซานตงทรงอยากรู้
“เนื่องจากซานยี่มีความสามารถพิเศษ คือ สามารถจดจำใบหน้าคนได้ ดังนั้นน้องเจ้าสามารถจดจำได้ว่าใครได้รับของแจกไปแล้วบ้าง จะไม่แจกของซ้ำคน เพื่อให้ทุกคนได้รับของแจกอย่างเท่าเทียม ไม่เพียงเท่านั้นนางยังรู้ว่าใครเป็นพ่อค้าแต่แฝงตัวมารับของแจกเพื่อนำไปขาย นางจะงดแจกบุคคลเหล่านั้น ไม่เพียงเท่านั้นน้องเจ้ายังสอบถามสารทุกข์ของชาวบ้านว่าขาดแคลนสิ่งใดบ้าง เจ้าทำได้อย่างน้องเจ้าหรือเปล่า ซานตง” ฝ่าบาทตรัสถามองค์โต
“หม่อมฉัน…” องค์หญิงซานตงตรัสอะไรไม่ออก
“เอาล่ะ พ่อจะถือซะว่าเจ้าไม่เข้าใจน้อง เลยคิดให้ร้ายน้องไปแบบนั้น ดังนั้นพ่อจะลงโทษเจ้าสถานเบา คือ ไปสวดมนต์สำนึกผิดต่อหน้าพระโพธิสัตว์กวนอิมทุกคืนเป็นเวลาเจ็ดวัน” ฝ่าบาททรงอยากให้องค์โตคิดทบทวนความผิดของตน
“ลูกสำนึกผิดแล้ว ขอประทานอภัยเพคะ” องค์หญิงซานตงทรงก้มพระพักตร์
“เอาล่ะพวกเจ้ากลับไปพักผ่อนได้แล้ว” ฝ่าบาททรงเรียกซานยี่ให้มาฟังเรื่องราวเท่านั้น
“เพคะ” ทั้งสองพระองค์ตรัสพร้อมกัน
องค์หญิงซานตงทรงเสด็จนำหน้าองค์น้อง และคิดในพระทัยว่า “ฝากไว้ก่อนเถอะซานยี่ คงคิดเยาะเย้ยข้าอยู่ล่ะสิ ที่ข้าเป็นฝ่ายถูกลงโทษ”
องค์หญิงซานยี่ค่อยๆ เสด็จตามหลังองค์พี่ และทรงทอดพระเนตรองค์พี่อย่างเสียพระทัย ได้แต่ทรงหวังว่าสักวันองค์พี่จะทรงเข้าพระทัยพระองค์บ้าง