เช้าวันนั้นมาถึงพร้อมท้องฟ้าสีหม่นแม้จะไม่มีฝนแต่เมฆหนากลับปกคลุมยอดเขาจนมองไม่เห็นปลายสันเขาอากาศอึดอัดอย่างประหลาดเหมือนธรรมชาติเองก็รับรู้ว่าบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
มาซาอากินั่งอยู่ในคาเฟ่ฟูมิกาแฟในถ้วยเริ่มเย็นแล้วแต่เขายังไม่ได้แตะมัน ั้แ่เห็นอาโออิร้องไห้ใต้ต้นแอปเปิลหลายอย่างก็เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ของเธอแต่รวมถึงความรู้สึกของเขาด้วย
ก่อนหน้านี้เขามองอาโออิเป็หญิงสาวสดใสคนหนึ่งคนที่เข้ามาปั่นป่วนชีวิตอันเงียบสงบของเขา แต่ตอนนี้
ทุกครั้งที่เธอหัวเราะเขากลับเผลอสงสัยว่าข้างในกำลังเ็ปแค่ไหน
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นกรุ๋งกริ๋ง มาซาอากิเงยหน้าทันที
อาโออิ แต่วันนี้เธอดูต่างออกไปยังคงยิ้ม ยังคงโบกมือให้คุณยายฟูมิ ยังคงทักทายทุกคนแต่ใบหน้าซีดลงเล็กน้อยและใต้ดวงตาคล้ายมีร่องรอยของการอดนอน
“สวัสดีค่ะ” เธอเดินมานั่งตรงข้ามเหมือนทุกครั้ง
“เมื่อคืนไม่นอนเหรอ” คำถามหลุดออกไปก่อนคิด
อาโออิชะงักเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหัวเราะ“ดูออกด้วยเหรอ”
“นิดหน่อย”
“แย่แล้ว” เธอเอามือแตะแก้มตัวเอง “ฉันนึกว่าแต่งหน้ากลบหมดแล้ว”
มาซาอากิเงียบไม่ได้ถามต่อและอาโออิก็ไม่ได้อธิบาย
...
่สาย
ทั้งสองเดินเล่นในหมู่บ้านตามปกติทุกอย่างดูเหมือนเดิมจนกระทั่งอาโออิหยุดเดินตรงหน้าตู้ไปรษณีย์สีแดงเก่า
“คุณคุโรคาวะ”
“ครับ”
“ถ้ามีเื่หนึ่ง” เธอพูดช้า ๆ สายตายังมองตู้ไปรษณีย์
“ที่รู้ว่าเปลี่ยนไม่ได้”
“แล้ว?”
“คุณจะอยากรู้ความจริงไหม”
คำถามนั้นทำให้เขานิ่งไป
“ขึ้นอยู่กับเื่อะไร”
“สมมุติ” เธอหันมารอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น
“ถ้าหมอบอกว่าคุณจะป่วยเป็โรคหนึ่ง.......แล้วรักษาไม่ได้”
หัวใจของมาซาอากิหนักวูบ“คุณกำลังพูดถึงตัวเองหรือเปล่า”
อาโออิหัวเราะแต่ไม่ได้ตอบนั่นคือคำตอบ
“ผมคิดว่าผมอยากรู้” เขาพูดในที่สุด “แม้จะเปลี่ยนอะไรไม่ได้?”
“ใช่” หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ ก่อนมองออกไปไกล
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” น้ำเสียงนั้นเบาจนเกือบเป็เสียงกระซิบ
...
บ่ายวันเดียวกันมาซาอากิได้รับโทรศัพท์จากเคนจิเป็ครั้งแรก
“คุณคุโรคาวะ” เสียงปลายสายฟังดูเหนื่อยล้า
“ว่างไหมครับ”
“มีอะไรหรือเปล่า”
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ก่อนตอบ“ผมอยากคุยด้วยหน่อย”
...
หนึ่งชั่วโมงต่อมาทั้งคู่กำลังนั่งอยู่ในโกดังไม้ท้ายสวน กลิ่นไม้เก่า กลิ่นดินและกลิ่นแอปเปิลอ่อนๆ ลอยอยู่ในอากาศ
เคนจินั่งเงียบอยู่พักใหญ่เหมือนกำลังรวบรวมความกล้าก่อนจะเปิดซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะ มาซาอากิจำมันได้ทันทีซองจากโรงพยาบาล
“ผมไม่ควรเอาเื่นี้ไปพูดกับคนนอก” เคนจิพูดช้า ๆ
“แต่บางที...” เขาหัวเราะแห้ง ๆ
“ผมไม่รู้จะคุยกับใครแล้ว” มือหยาบกร้านของชายวัยห้าสิบหกปีสั่นเล็กน้อยขณะดึงกระดาษออกมา
“อาโออิชอบคุณ”
มาซาอากิชะงัก
“ในฐานะเพื่อน” เคนจิรีบเสริม
“เธอไว้ใจคุณและ่หลังเธอยอมพูดเื่หลายอย่างกับคุณมากกว่ากับพวกเราอีก”
คำพูดนั้นทำให้มาซาอากิรู้สึกจุกในอกอย่างประหลาด
เคนจิวางผลตรวจลงบนโต๊ะตัวอักษรทางการแพทย์เรียงรายเต็มหน้ามาซาอากิอ่านไม่เข้าใจทั้งหมดแต่มีคำหนึ่งที่สะดุดตา RetinitisPigmentosa
“นี่คืออะไรครับ” เขาถามเบา ๆ
เคนจิหลับตาก่อนตอบ“โรคจอประสาทตาเสื่อมทางพันธุกรรม”
เสียงของเขาแหบลงราวกับการพูดคำนี้ออกมาต้องใช้แรงทั้งหมดที่มี
“เริ่มจากการมองเห็นตอนกลางคืนแย่ลง จากนั้นลานสายตาจะค่อย ๆ แคบลง แล้วสุดท้าย.......”
ชายสูงวัยหยุดพูดลมหายใจสั่น“อาจสูญเสียการมองเห็น”
โกดังทั้งหลังเงียบสนิทได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านช่องไม้มาซาอากิรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ
ทันใดนั้นภาพทุกอย่างย้อนกลับมาอาโออิหรี่ตามองไกล อาโออิสะดุดในที่มืด อาโออิเกลียด่เย็น อาโออิถ่ายรูปทุกอย่างอาโออิพูดเื่เวลาอยู่เสมอ ทุกอย่างเชื่อมต่อกัน ทุกอย่างมีความหมาย ทุกอย่างอยู่ตรงหน้าเขามาตลอดแต่เขาเพิ่งเข้าใจวันนี้
“รักษาไม่ได้เหรอครับ” คำถามนั้นฟังดูสิ้นหวังแม้แต่ในหูตัวเอง
เคนจิส่ายหน้าช้าๆ “ตอนนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หาย”
“หมอบอกว่า...” เขาก้มหน้าลง
“ทำได้แค่ติดตามอาการ ชะลอได้บ้าง แต่หยุดไม่ได้”
มาซาอากิไม่รู้จะพูดอะไรไม่รู้จริงๆ เพราะทุกคำปลอบใจฟังดูไร้ความหมาย
“อาโออิรู้มานานหรือยัง”
“สามปี”
คำตอบนั้นทำให้เขาชะงักสามปี สามปีที่เธอหัวเราะ สามปีที่เธอถ่ายรูป สามปีที่เธอใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่รู้ว่ากำลังสูญเสียบางอย่างไปทีละน้อย
เคนจิยกมือปิดหน้าเป็ครั้งแรกที่มาซาอากิเห็นชายคนนี้อ่อนแอ
“ผมเป็พ่อ” เสียงของเขาสั่น
“แต่ทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าโรคนี้มาอยู่ที่ผมก็ดี ถ้ามันเอาตาผมไปก็ได้แต่ทำไมต้องเป็ลูก”
คำพูดนั้นแตกสลายกลางอากาศไม่มีใครตอบได้ ไม่มีคำตอบบนโลกนี้
...
เย็นวันนั้น
มาซาอากิเดินกลับจากสวนคนเดียวท้องฟ้ากำลังเปลี่ยนเป็สีส้มเหมือนทุกวันแต่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เขามองแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลดต่ำลงและนึกถึงอาโออิ นึกถึงผู้หญิงที่ยืนถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ใช่เพราะเธอรักมันอย่างเดียวแต่เพราะเธอกลัว กลัวว่าวันหนึ่งจะมองไม่เห็นมันอีก
เมื่อเดินผ่านเนินเขาเขาก็เห็นเธอ อาโออินั่งอยู่บนศาลาไม้คนเดียวกล้องอยู่ในมือ ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าแสงสีทองอาบไล้ใบหน้าของเธอ สวยงามและเปราะบางอย่างน่ากลัว หญิงสาวยังไม่เห็นเขา เธอเพียงนั่งมองพระอาทิตย์ตกนิ่งๆ เหมือนพยายามจดจำทุกรายละเอียดราวกับมันอาจเป็ครั้งสุดท้ายที่ได้เห็น
มาซาอากิยืนนิ่งอยู่ห่างออกไปไม่เดินเข้าไป ไม่เรียกชื่อ เพราะจู่ ๆ เขาก็เข้าใจว่าทำไมอาโออิถึงถ่ายรูป ทำไมเธอถึงหัวเราะทำไมเธอถึงใช้ชีวิตทุกวันราวกับเป็วันพิเศษ
เธอไม่ได้กำลังเก็บความทรงจำเธอกำลังต่อสู้กับเวลาและเวลาของเธออาจเหลือน้อยกว่าที่ทุกคนคิด