กาลเวลาผันผ่านดั่งสายน้ำไหล... เพียงพริบตาเดียว สองปีก็ล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว
ซ่งเหยาเหยาในวัยห้าขวบเติบโตขึ้นเป็เด็กหญิงตัวน้อย ผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ดวงตากลมโตดำขลับสุกใสเป็ประกายระยิบระยับดั่งดวงดารา ทั้งยังปากหวานช่างเจรจาจนไม่ว่าใครที่ได้พบเห็นต่างก็ต้องเทใจรักและเอ็นดูนางอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ตลอดสองปีที่ผ่านมา จวนสกุลซ่งสงบสุขร่มเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ส่วนหนึ่งเป็เพราะอ๋องรองยังมิอาจจับพิรุธหรือหาช่องว่างใดๆ ได้ จึงจำเป็ต้องชะลอการลงมือเอาไว้ชั่วคราว ขณะที่อีกส่วนเป็เพราะคนสกุลซ่งต่างระแวดระวังตัว จนแม้แต่แมลงวันตัวเดียวก็ยากจะเล็ดลอดผ่านประตูจวน
กระทั่งเช้าวันหนึ่ง ราชโองการจากวังหลวงพลันส่งตรงถึงจวนสกุลซ่ง ฮองเฮาตวนหรูมีรับสั่งให้ซ่งฮูหยินพานางหนูน้อยเหยาเหยาเข้าเฝ้าเป็การส่วนพระองค์
เหยาเหยาที่ได้ยินข่าวดีนี้พลันเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นระคนกังวล
'จะได้เข้าเฝ้าฮองเฮาในวังรึ!' เด็กหญิงตัวน้อยครุ่นคิดในใจ 'ตามเนื้อเื่ในนิยาย ฮองเฮาตวนหรูทรงเป็ตัวละครฝ่ายดี และเป็เสด็จแม่ของรัชทายาทจิ่งเฉิน... ในบทเดิม สกุลซ่งถูกปะาล้างตระกูลเพราะไร้ผู้ใดหนุนหลัง แต่ชาตินี้ ข้าจะช่วยหนุนหลังรัชทายาทอย่างชาญฉลาด รับรองว่าจะไม่มีใครต้องตายเด็ดขาด!'
'การที่ฮองเฮาทรงเรียกพวกเราเข้าเฝ้า ย่อมแสดงว่าพระองค์เริ่มมีพระประสงค์จะดึงสกุลซ่งมาเป็พวกพ้องแล้วสินะ ดีละ! พันธมิตรในวังหลวงนั้นสำคัญยิ่ง วันนี้ข้าต้องงัดวิชาความน่ารักออกมาใช้ให้เต็มที่ สร้างความประทับใจแรกพบให้ฮองเฮาทรงเอ็นดู เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น!'
เสิ่นว่านอวี๋ผู้เป็มารดาซึ่งได้ยินเสียงในใจของบุตรสาวแจ่มชัด อดไม่ได้ที่จะทึ่งในความฉลาดหลักแหลมของนาง เด็กหญิงวัยเพียงห้าขวบกลับสามารถวิเคราะห์เื่ 'การกระชับสัมพันธ์ไมตรีทางการเมือง' ได้อย่างเฉียบคมราวกับขุนนางเก่าผู้เจนโลกเช่นนี้เลยหรือ
——————
พระราชวังเฉาหยางโอ่อ่าตระการตาด้วยเสาสีชาดสลักลายและหลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองทองอร่าม เหยาเหยาเดินกุมมือมารดาผ่านลานหินกว้างใหญ่ สายตากลมกวาดมองรอบกายอย่างระมัดระวัง พยายามรักษาท่วงท่าให้เรียบร้อยตามที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี
ฮองเฮาตวนหรูประทับรออยู่บนตั่งทองภายในวัง พระพักตร์งดงามอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยบารมีอันน่าเกรงขามของมารดาแห่งแผ่นดิน เมื่อทอดพระเนตรเห็นเหยาเหยาตัวน้อย ดวงเนตรของพระองค์ก็พลันเปล่งประกายความเอ็นดูออกมาทันที
"นี่หรือบุตรสาวคนเล็กของสกุลซ่ง ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง" ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเปี่ยมเมตตา "เข้ามาใกล้ๆ สิเด็กน้อย ให้ข้าได้มองเ้าชัดๆ หน่อย"
เหยาเหยาก้าวเข้าไปข้างหน้าอย่างสำรวม ก่อนจะย่อกายคำนับตามราชประเพณีอย่างไม่มีที่ติ พลางเปล่งเสียงใสซื่อกังวาน "เหยาเหยากราบทูลเสด็จแม่อยู่หัวเพคะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี"
ท่วงท่าอันสง่างามและถ้อยคำฉะฉานเกินวัยของเด็กหญิงห้าขวบทำให้ฮองเฮาพอพระทัยเป็อย่างยิ่ง พระองค์ทรงกวักพระหัตถ์เรียกให้เหยาเหยาเข้าไปใกล้ชิดข้างพระวรกาย พร้อมทั้งประทานขนมหวานอบน้ำผึ้งและของเล่นล้ำค่าให้อีกหลายชิ้น
ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปด้วยดี รัชทายาทเซียวจิ่งเฉินก็เสด็จเข้ามาในท้องพระโรงพอดี
——————
รัชทายาทเซียวจิ่งเฉินทรงเป็บุรุษหนุ่มผู้สง่างามดั่งหยกเนื้อดี พระพักตร์เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา แววตาสุขุมคัมภีรภาพ เมื่อทอดพระเนตรเห็นเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างพระมารดา ก็ทรงแย้มสรวลอย่างอบอุ่น "เด็กน้อยผู้นี้คือคนที่เสด็จแม่ทรงเอ่ยถึงบ่อยๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ ได้ยินมาว่านางเฉลียวฉลาดนัก"
เหยาเหยาเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้มาใหม่
'รัชทายาทเซียวจิ่งเฉินนี่นา มิได้เจอกันนาน โตขึ้นเยอะเลย' เธอรำพึงในใจพลางลอบประเมิน 'ชาตินี้ ข้าจะเกื้อหนุนให้พระองค์ได้ขึ้นครองบัลลังก์อย่างชอบธรรมและมั่นคง สกุลซ่งของข้าจะได้เป็ขุนนางคู่บารมี ไม่ใช่ผีเฝ้าสุสาน!'
'ทว่า... จุดอ่อนร้ายแรงของรัชทายาทมีอยู่อย่างหนึ่ง คือพระองค์ทรงมีเมตตาจนไร้ความระแวดระวัง มักจะถูกอ๋องรองใช้ความจริงใจจอมปลอมเข้าล่อลวงและหักหลังอยู่เสมอ หากจะช่วยพระองค์ ต้องหาทางเตือนให้ทรงระวังอ๋องรองให้จงได้'
เสิ่นว่านอวี๋ที่นั่งอยู่ข้างๆ สดับฟังทุกถ้อยคำในใจของบุตรสาวอย่างตั้งใจ และจดจำทุกรายละเอียดไว้ในส่วนลึก
รัชทายาทจิ่งเฉินทรงหยอกเย้าเด็กน้อยด้วยปริศนาคำทายง่ายๆ ตามประสาผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก "เด็กน้อย ข้ามีปริศนามาทายเ้า... สิ่งใดเอ่ย ยามกลางวันซ่อนกาย ยามกลางคืนเฉิดฉาย ส่องแสงสว่างไสวไปทั่วผืนฟ้า?"
'ดวงจันทร์อย่างไรเล่า ง่ายดายเหลือเกิน' เหยาเหยาคิดในใจ ทว่าภายนอกกลับแสร้งทำเป็เอียงคอครุ่นคิดอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก่อนจะตอบเสียงใส "ดวงจันทร์เพคะ!"
รัชทายาททรงพอพระทัยยิ่ง จึงทรงถามคำถามที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเหยาเหยาก็ตอบได้อย่างคล่องแคล่ว ทว่านางฉลาดพอที่จะจงใจเว้นจังหวะคิดและแสดงท่าทีเยี่ยงเด็กทั่วไป เพื่อมิให้ตนเองดูฉลาดปราดเปรื่องเกินวัยจนน่าใ
'ในนิยาย อ๋องรองมักจะสวมหน้ากากเป็น้องชายผู้ซื่อสัตย์ คอยแทงข้างหลังอย่างเืเย็น... รัชทายาททรงเปี่ยมเมตตา แต่ในสมรภูมิการเมือง คนดีที่ไร้เขี้ยวเล็บย่อมตกเป็เหยื่อก่อนใครเพื่อน ข้าอยากจะเตือนพระองค์เหลือเกิน ทว่าเด็กห้าขวบอย่างข้าจะพูดอะไรได้... เอาเถอะ อย่างน้อยข้าก็บ่นในใจให้ท่านแม่ฟัง หวังว่าท่านแม่จะนำความนี้ไปบอกท่านพ่อ ให้ท่านพ่อหาทางทูลเตือนรัชทายาทได้'
เสิ่นว่านอวี๋ที่กำลังจิบชาอย่างสงบพลันจดเื่นี้ไว้ในใจทันที — นางต้องหาโอกาสให้ซ่งจงอี้ผู้เป็สามีทูลเตือนรัชทายาทเื่ความระแวดระวังต่ออ๋องรอง โดยต้องทำอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้ส่อพิรุธ
ฮองเฮาและรัชทายาทต่างทอดพระเนตรเด็กน้อยด้วยความรักใคร่เอ็นดูเพิ่มขึ้นทวีคูณ บรรยากาศภายในตำหนักอบอวลไปด้วยความอบอุ่นเป็กันเอง สายสัมพันธ์ระหว่างสกุลซ่งและฝ่ายรัชทายาทเริ่มถักทอเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น โดยที่ไม่มีใครต้องเอ่ยถึงเื่การเมืองแม้แต่คำเดียว — นี่คือการผูกมิตรที่แท้จริง ซึ่งมิได้สร้างขึ้นจากผลประโยชน์ ทว่าถือกำเนิดจากความรู้สึกดีๆ ที่ก่อตัวขึ้นอย่างเป็ธรรมชาติ
——————
ทว่า ่เวลาอันแสนสำราญกลับต้องสะดุดลงเมื่อเสียงขันทีหน้าตำหนักประกาศก้อง
"อ๋องรองเซียวจิ่งหรงเสด็จ!"
เหยาเหยาที่กำลังเคี้ยวขนมตุ้ยๆ พลันรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว — กำไลกระดิ่งที่ข้อมือสั่นกระดิ่งเบาๆ และแผ่นยันต์เตือนภัยที่ซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อก็พลันอุ่นวาบขึ้นมาทันที
'มาแล้ว! อ๋องรอง! ตัวร้ายหลักของเื่!' เด็กหญิงเกร็งตัวขึ้นมาทันควัน 'ใจเย็นไว้เหยาเหยา... เ้าต้องสวมบทบาทเป็เด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา อย่าให้สุนัขจิ้งจอกเ้าเล่ห์ตัวนี้จับพิรุธได้เป็อันขาด!'
อ๋องรองเซียวจิ่งหรงก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยน ดูเป็อ๋องผู้ทรงธรรมและน่าเลื่อมใสในสายตาของคนทั่วไป ทว่าเหยาเหยารู้ดีว่าเื้ัรอยยิ้มพิมพ์ใจนั้นซ่อนเร้นความอำมหิตไว้เพียงใด
สายตาคมกริบของอ๋องรองกวาดมองไปทั่วตำหนัก ก่อนจะมาหยุดนิ่งที่ร่างเล็กๆ ของเหยาเหยา รอยยิ้มของเขายิ่งละมุนขึ้น "นี่คือบุตรสาวสกุลซ่งสินะ ช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก" เขาก้าวเข้ามาช้าๆ ก้มลงมองเด็กน้อยด้วยสายตาที่ดูอ่อนโยน ทว่าลึกลงไปกลับเย็นเยียบราวกับกำลังประเมินสิ่งของ "เด็กน้อย เ้ามีนามว่าอะไรหรือ"
เหยาเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาอ๋องรอง นางเบิกตากลมโตสุกใสแสร้งทำเป็ไร้เดียงสาที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางคิดในใจ
'ฮึ... คิดจะมาประเมินข้าล่ะสิ อยากรู้ว่าเด็กคนนี้มีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่... ได้! งั้นข้าจะแสดงให้เห็นว่าข้าก็แค่เด็กน้อยไร้เดียงสาธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น'
นางเอียงคอเล็กน้อย ทำหน้างงงวย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้สมวัย "เหยาเหยาเพคะ... ท่านลุงผู้นี้คือใครกันหรือ? ท่านลุงช่างหล่อเหลายิ่งนัก!"
คำพูดไร้เดียงสาของเด็กหญิงห้าขวบทำให้คนในตำหนักอดยิ้มไม่ได้ แม้แต่อ๋องรองเองก็เผลอสรวลออกมาเบาๆ ความระแวดระวังในส่วนลึกของดวงตาจางลงไปหลายส่วน — เด็กคนนี้ก็เป็เพียงเด็กน้อยธรรมดาผู้หนึ่ง จะมีพิษสงอะไรได้
ทว่าเหยาเหยาที่ก้มหน้าลงกินขนมต่อ กลับแอบสังเกตอ๋องรองจากหางตาอย่างเงียบเชียบ
'เฮ้อ รอดตัวไปที เขาคงคิดว่าข้าเป็เพียงเด็กโง่เขลาทั่วไปแล้ว' นางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก 'แต่ว่า...'
สายตาของเด็กหญิงพลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งบนข้อมือของอ๋องรอง — มันคือสร้อยข้อมือหยกเขียวเข้มเนื้อดีเส้นหนึ่ง
'เอ๊ะ! สร้อยหยกเส้นนั้น...' หัวใจดวงน้อยพลันกระตุกวูบอย่างแรง 'จริงสิ! อ๋องรองมีสร้อยหยกประจำกายที่ 'ฮองเฮาองค์ก่อน' ประทานให้... ช้าก่อน! ในนิยายเคยมีปมลับเื่ชาติกำเนิดของอ๋องรองด้วยนี่นา! ปมที่ว่า... อ๋องรองอาจไม่ใช่สายเืแท้ๆ ขององค์ฮ่องเต้!'
'ปมนี้แหละคือจุดตายที่จะบดขยี้อ๋องรองให้สิ้นซาก! หากกระชากหน้ากากเื่นี้ได้ เขาไม่มีวันได้ผุดได้เกิดแน่! แต่ข้ายังจำรายละเอียดได้ไม่ครบถ้วน... ต้องค่อยๆ ทบทวนความทรงจำเสียแล้ว'
เสิ่นว่านอวี๋ที่นั่งอยู่ไม่ไกลสดับฟังความในใจของบุตรสาวอย่างละเอียด แม้ใบหน้าภายนอกจะยังคงสงบนิ่งและจิบชาอย่างสง่างาม ทว่าภายในใจกลับสั่นสะท้านไม่น้อย
ปมชาติกำเนิดของอ๋องรอง...
นี่อาจเป็ไพ่ตายใบสำคัญที่สุดที่จะใช้โค่นอำนาจเซียวจิ่งหรงลงได้ในอนาคต!
นางวางถ้วยชาลงอย่างแ่เบา สลักคำพูดของบุตรสาวไว้ในใจ
คืนนี้... ห้องประชุมลับของตระกูลซ่งคงมีเื่ใหญ่ที่ต้องหารือกันอย่างเคร่งเครียดเสียแล้ว
——————
ระหว่างทางขากลับบนรถม้า เหยาเหยาเอนกายซบลงบนตักอุ่นของมารดา พลางครุ่นคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างจริงจัง
'วันนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก นอกจากจะได้ผูกสัมพันธ์กับฮองเฮาและรัชทายาทแล้ว ยังได้เผชิญหน้ากับอ๋องรองตรงๆ อีกด้วย' เด็กหญิงคิดอย่างพึงพอใจ 'ที่สำคัญที่สุดคือข้านึกปมความลับเื่ชาติกำเนิดของอ๋องรองออกแล้ว! หากพวกเราค่อยๆ สืบหาหลักฐาน วันข้างหน้าย่อมใช้มันโค่นล้มเขาได้แน่นอน!'
'ทว่าเื่นี้ใหญ่หลวงนัก หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงชีวิตของคนทั้งตระกูล ต้องดำเนินวางแผนอย่างระมัดระวังที่สุด... เฮ้อ ขอเพียงคนในครอบครัวร่วมมือร่วมใจกัน สกุลซ่งของเราต้องรอดพ้นคราวเคราะห์ครั้งนี้แน่นอน'
เสิ่นว่านอวี๋โอบกอดร่างเล็กของบุตรสาวไว้ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า ยามที่กำแพงวังหลวงอันสูงตระหง่านค่อยๆ ลับหายไปเื้ั บุตรสาวตัวน้อยได้มอบไพ่ใบสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนกระดานหมากนี้ให้แก่พวกนางแล้ว — ความลับเื่ชาติกำเนิดของอ๋องรอง
นางรู้ดีว่านับจากวันนี้เป็ต้นไป... เกมการต่อสู้ระหว่างตระกูลซ่งและอ๋องรอง จะมิใช่เพียงการตั้งรับเพื่อเอาชีวิตรอดอีกต่อไป
แต่ถึงเวลาที่ฝ่ายสกุลซ่งจะเป็ผู้เริ่มเดินหมากรุกเพื่อพิชิตชัยบ้างแล้ว!