ภัณฑิรา…
“นี่ภัณ่นี้เธอลาบ่อยนะ พี่วรรณเขาไม่ค่อยชอบขี้หน้าเธอแล้วนะ”
“ก็ฉันจำเป็นี่นา แม่ฉันเป็มะเร็ง ฉันต้องพาแม่ไปหาหมอ และไหนจะต้องหาเงินมาเป็ค่ารักษาด้วย เงินเก็บของฉันก็ใกล้จะหมดแล้ว หากฉันไม่มีเงินแม่คงรักษาได้ไม่ต่อเนื่อง”
ภัณฑิรารู้ตัวเองดีแหละว่าเธอลาบ่อยมากใน่นี้ วันลาพักร้อนที่มีอยู่สิบวันต่อปี ก็หมดเกลี้ยงไปเรียบร้อยแล้ว และวันลากิจที่มีอยู่เจ็ดวันต่อปี ตอนนี้ก็เหลืออยู่อีกเพียงแค่วันเดียว
ซึ่งพอหมดวันลานี้ เธอก็ไม่รู้จะทำยังไง เงินที่เธอหาทางไปขอยืมที่นั่นที่นี่ ตามที่คนที่รู้จักบอกมา ก็ล้วนแล้วแต่ไม่ให้ยืมกันทั้งนั้น หากจะยืมก็ต้องมีหลักทรัพย์อย่างบ้านที่ดิน หรือรถยนต์ค้ำประกัน
ภัณฑิรากลุ้มใจเป็อย่างมาก แต่ถึงจะกลุ้มใจมากขนาดไหน เธอก็พยายามไม่ทำให้งานที่ทำอยู่ในตอนนี้มีปัญหา เพราะหากมีปัญหาขึ้นมา มีหวังเธอกับแม่ ต้องผจญกับปัญหาที่หนักมากกว่านี้แน่
“ภัณ!... ภัณฑิรา พี่อ้อให้เธอขึ้นไปพบ”
ภาวรรณเดินตรงมาที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ สายตาจับจ้องมองใบหน้าสวยหวานของภัณฑิราอย่างไม่วางตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มดุ ซึ่งในการแจ้งเช่นนั้น ทำให้ภัณฑิรารู้สึกหวั่นๆ และใอยู่เหมือนกัน เพราะคนที่เรียกให้ไปพบ คือผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล หากเรียกไปอย่างนี้ ต้องมีเื่อะไรเป็แน่
“ตอนนี้เลยเหรอคะ?”
ภัณฑิราหันไปมองหน้าเพื่อนร่วมงาน ก็เห็นสายตาแห่งความเห็นใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ภัณฑิราหันกลับไปมองภาวรรณ พร้อมกับเอ่ยถามภาวรรณเพื่อจะได้รู้เวลา ว่าผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล ให้เธอไปพบตอนนี้ หรือว่าตอนไหน
“ก็ตอนนี้นะสิ จะตอนไหนล่ะ ไปได้แล้ว อย่าให้พี่เค้ารอนาน”
ภาวรรณเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มดุ ติดรำคาญนิดๆ คือปกติภาวรรณก็ไม่ค่อยชอบภัณฑิราสักเท่าไรอยู่แล้ว ยิ่งภัณฑิราชอบลาบ่อยๆ ยิ่งทำให้ภาวรรณไม่ค่อยชอบมากยิ่งขึ้น แต่จะหาเหตุให้หนังสือเตือนก็ไม่ได้ เพราะภัณฑิราใช้สิทธิ์วันลาที่มี
“ค่ะ”
ภัณฑิราหน้านิ่วคิ้วขมวดเข้าหากัน จนคิ้วโก้งโค้งคู่สวยแทบจะผูกกันเป็โบ สีหน้าของเธอเกิดความไม่สบายใจเป็ยิ่งนัก แต่ก็พยายามไม่คิดอะไรมาก เธอลุกขึ้น เดินออกจากหลังเคาน์เตอร์ ตรงไปที่ลิฟต์ ที่เคลื่อนมาพอดี แล้วเดินเข้าไปในลิฟต์ เพื่อขึ้นไปยังชั้นที่ฝ่ายบุคคลนั่งทำงาน
“คงถูกเตือนเื่ลาแน่ๆ”
เื่ภัณฑิราลาบ่อยๆ ภาวรรณไปเล่าให้ผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคลฟังบ่อยๆ เพราะภาวรรณสนิทสนมกันกับผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล และภาวรรณก็คิดว่าเื่ที่ภัณฑิราถูกเรียกไป ก็คงหนีไม่พ้นเื่ที่ลาบ่อย จนแทบจะไม่มีวันลาแล้วเป็แน่
“ภัณจะถูกเตือนเื่ลาบ่อยเหรอคะ?”
พิมภัสสรได้ยินภาวรรณกล่าวพึมพำออกมาเบาๆ ก็ถามขึ้นอย่างใและเห็นใจประกอบกับสงสารภัณฑิรา หากว่าจะถูกเตือนด้วยเื่นี้ ก็ภัณฑิรามีเหตุจำเป็ที่จะต้องลานี่นะ หากเป็พิมภัสสรเจอกับปัญหาอย่างภัณฑิรา ก็คงจะต้องลาบ่อยเหมือนกัน
“ก็คงใช่นะสิ!... เธอก็เหมือนกันนะพิม อย่าลาบ่อยมากล่ะ เดี๋ยวอาจจะโดนเรียกเตือนเหมือนอย่างภัณฑิราเอาได้นะ”
ภาวรรณกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มดุวางอำนาจดุจเดิม ก่อนจะเยื้องย่างเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ ที่ภัณฑิรานั่งทำงานอยู่ก่อนหน้านี้ เพื่อทำหน้าที่แทนภัณฑิราไปพลาง ระหว่างที่ภัณฑิราขึ้นไปพบผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล
:
ติ๊งงงง......
เสียงประตูลิฟต์ดังขึ้น แล้วประตูลิฟต์ก็เปิดออก ภัณฑิราเดินออกจากลิฟต์ด้วยใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะไม่รู้ว่าผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคลจะเรียกมาพูดคุยเื่อะไร เธอเดินมาจนถึงหน้าห้องทำงานของผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล และกำลังจะยื่นมือเรียวเล็กเคาะที่ประตู ก็พอดีกับประตูห้องเปิดออก
“มาแล้วเหรอ... งั้นไปกันเลย พอดีท่านประธานบริษัทคนใหม่้าจะพบเราน่ะ”
เพ็ญโสภาที่เปิดประตูห้องออกมาพอดี พอเห็นภัณฑิราก็พูดขึ้นมาอย่างเร็วไว และให้ภัณฑิราติดตามตัวเอง เพื่อขึ้นไปยังชั้นที่ประธานบริษัทนั่งทำงาน
“อะไรนะคะ? ท่านประธานบริษัทคนใหม่้าจะพบภัณเหรอคะ?...... ท่าน้าจะพบภัณเื่อะไร? พี่อ้อพอทราบไหมคะ?”
“พี่ก็ไม่ทราบหรอก เลขาท่านไม่ได้แจ้งอะไร เราอย่าชักช้ากันเลย รีบไปกันเถอะ”
ภัณฑิราเกิดความสงสัยขึ้นมาโดยพลัน จึงเอ่ยถามเพ็ญโสภา เพื่อจะได้เตรียมตัวเตรียมคำพูดได้ถูก แต่เพ็ญโสภาก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะได้รับคำสั่งแต่เพียง ให้พาภัณฑิราขึ้นไปพบท่านประธานบริษัทเพียงแค่นั้น
๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐